บทบาทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับการสร้างสังคมสันติสุข

บทบาทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับการสร้างสังคมสันติสุข: กรณีถอดบทเรียนการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐

๑. บทนำ

การเรียนการสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างนิสิตที่สามารถสร้างเครือข่ายแห่งปัญญาให้เกิดขึ้น ด้วยการเกิดสติและปัญญาบ่มเพาะโพธิแห่งปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรสาขาวิชาสันติศึกษาผู้ที่จะประสบความสำเร็จตามหลักสูตรจะต้องประกอบด้วย ๔ ประการ คือ

๑) “องค์ความรู้” เพราะความรู้คืออำนาจ เป็นเหมือนการที่เรามาต่อตา เรามีพันธุ์ไม้ของเราอยู่แล้ว เรานำมาต่อยอดการศึกษาไปต่อยอดให้สวยงามสมบูรณ์แบบ ออกแบบการเป็นผู้นำกระบวนการ โดยมีปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ

๒) “ฝึกทักษะ” เป็นการศึกษาทักษะการฟัง ทักษะการจัดกิจกรรม ทักษะการอยู่ร่วมกับคนอื่น ทักษะความแตกต่างทางความเชื่อ ระดับปริญญาเอกจะเน้นทักษะมากกว่าความรู้ ฝึกปฏิบัติ ทักษะการจัดการความขัดแย้ง ทักษะการสื่อสารกับคนอื่นต่างวัฒนธรรม ระดับปริญญาเอกต้องออกไปทำงานเพื่อคนอื่นต้องมีทักษะที่สำคัญ การศึกษาดูงานจึงเป็นการเรียนรู้พัฒนาทักษะ

๓) “ทัศนคติ” ในการทำงานรับใช้คนอื่น ต้องปรับทัศนคติตนเองก่อน มาเรียนเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่เป็นคนไปสร้างความขัดแย้งเสียเอง คนมาเรียนต้องมีการโน้มเอียงเพื่อไปสร้างสันติภาพ มิใช่จะไปขัดแย้งเสียเอง แต่ก็มีคนประเภทบัวสี่เหล่า เราจึงต้องมาฝึกทัศนคติของตนเอง ด้วยคำว่า “ค้นหาตนเองให้เจอ” การเดินทางสู่โลกกว้างทำให้เราเติบโต จึงเป็นโอกาสในการปรับทัศนคติให้กับตนเอง เรียนรู้คนอื่นบ้าง เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง

๔) “การสร้างเครือข่าย” มาเรียนเพื่อสร้างเครือข่าย การทำงาน ให้คิดถึงสิ่งที่มี อย่านึกถึงสิ่งที่ขาด เราจะมีวิธีการเครือข่ายอย่างไร?   เราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ผลงานของเราไม่ธรรมดา เพื่อนร่วมสถาบันเราเก่งอะไร ต้องสามารถเชื่อมโยงความถนัดของเพื่อนเราแต่ละคนเป็นเครือข่าย การศึกษาระดับปริญญาโท เป็นการ “ศึกษาความคิด เข้าใจความคิด จัดระบบความคิด นำเสนอความคิด” แต่ในระดับปริญญาเอกต้องสามารถลงมือทำ เรียนรู้เพื่อลงมือทำ ภาษาแห่งการเรียนรู้ เรียกว่า “เอาธรรมไปทำ” ทำให้เกิดผลต่อเพื่อนมนุษย์

ดังนั้น หลักสูตรสันติศึกษาระดับปริญญาเอก จึงได้กำหนดให้มีรายวิชา “มหาวิทยาลัยสงฆ์กับการเสริมสร้างสังคมสันติสุข” เป็นวิชาลงพื้นที่ภาคปฏิบัติ โดยนิสิตจะต้องลงพื้นที่สังเกตการณ์หรือร่วมกิจกรรม หรือเป็นอาสาสมัครร่วมดำเนินงานกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ และสรุปถอดบทเรียนหรือองค์ความรู้จากกิจกรรม ในครั้งนี้ได้กำหนดการถอดบทเรียนจากการจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐ ทั้งที่ประเทศไทยและประเทศศรีลังกา โดยมีขอบเขตดังนี้

             ๑. ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. บทบาทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับการสร้างสันติภาพ

๔. บทบาทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับการจัดงานวันวิสาขบูชาโลก

๕. บทบาทนิสิตปริญญาเอกสันติศึกษากับการจัดงานวันวิสาขบูชาโลกปี ๒๕๖๐

๖. ถอดบทเรียนมหาจุฬาฯกับการสร้างสังคมสันติสุขจากงานวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐

๗. สรุป

๒. ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[๑]

              มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ซึ่งสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ มีชื่อเดิมว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” และมีพระบรมราชโองการเปลี่ยนนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ รูปที่ ๑๕ มีความประสงค์จะปรับปรุงการศึกษา ภายในสถาบันการศึกษาที่เป็นอยู่ในขณะนั้นให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น จึงได้รวบรวมความเป็นมาด้านการจัดการศึกษาของมหาธาตุวิทยาลัยทั้งปวง ปรึกษาหารือกับพระเถรานุเถระในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และต่างวัด โดยทุกรูปเห็นพ้องต้องกันว่า สมควร ที่จะได้จัดการศึกษาของพระสงฆ์ให้เป็นไปตามพระราชปณิธานที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระราชทานไว้ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านการพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความสามารถในการรักษา และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น พระพิมลธรรม ( ช้อย ฐานทัตตมหาเถร) จึงจัดประชุมพระเถรานุเถระฝ่ายมหานิกาย จำนวน ๕๗ รูป เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ และประกาศให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดำเนินการจัดการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงในระดับมหาวิทยาลัย เปิดสอนระดับปริญญาตรี คณะพุทธศาสตร์เป็นคณะแรกเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ และมีพัฒนาการตามลำดับ โดยมีการเปิดสอนคณะครุศาสตร์ และคณะมานุษยศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๑ เริ่มขยายการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปยังส่วนภูมิภาค เริ่มตั้งวิทยาเขตแห่งแรกที่ จังหวัดหนองคาย และได้ขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ ๑๐ แห่ง วิทยาลัยสงฆ์ ๔ แห่ง และศูนย์การศึกษา ๑ แห่ง พ.ศ. ๒๕๒๖ มหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรระดับปริญญาตรีใหม่ แบ่งออก เป็น ๔ คณะ คือ คณะพุทธศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และ คณะสังคมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๗ รัฐบาลโดยการนำของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ได้ดำเนินการ เสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา โดยรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา มีผลทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีศักดิ์และสิทธิแห่งปริญญา เช่นเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับเดียวกันจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่รัฐให้การรับรอง

พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐบาลโดยการนำของ พล.อ ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอให้รัฐสภาตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่งผลให้มหาวิทยาลัย มีพระราชบัญญัติรับรองสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ในกำกับของรัฐบาล และเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ เน้นจัดการศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พ.ศ. ๒๕๔๒ นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรได้ถวายที่ดินจำนวน ๘๔ ไร่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแก่มหาวิทยาลัย รวมกับที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติม ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด ๓๒๓ ไร่     หลังจากนั้น ในวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าถวายโฉนดที่ดินทั้ง ๒ แปลง เพื่อพระราชทานแก่มหาวิทยาลัย ต่อมา ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดี จนกระทั่ง ในวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยได้ย้ายที่ทำการจากวัดมหาธาตุและ วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร มายังที่ทำการแห่งใหม่ ณ กิโลเมตรที่ ๕๕ ถนนพหลโยธิน ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในที่สุด วันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดป้ายหอประชุม มวก ๔๘ พรรษา และเปิดป้ายมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

พ.ศ. ๒๕๔๔ เริ่มขยายการศึกษาไปสู่ต่างประเทศ โดยรับวิทยาลัยพุทธศาสนาดองกุก ชอนบอบ ประเทศเกาหลีใต้เข้าเป็นสถาบันสมทบเป็นแห่งแรก ปัจจุบันมีสถาบันทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ จำนวน ๗ แห่ง ในปี ๒๕๔๗ รับมหาปัญญาวิทยาลัย อ.หาดใหญ่ จ. สงขลา และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาจิ้ง เจวี๋ย เมืองเกาสง ไชนิสไทเป เป็นสถาบันสมทบ หลังจากนั้น ในปี ๒๕๕๐ มหาวิทยาลัยได้รับวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ประเทศศรีลังกา และวิทยาลัยพระพุทธศาสนาสิงคโปร์ เป็นสถาบันสมทบ ต่อมาในปี ๒๕๕๓ มหาวิทยาลัยได้รับมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ธรรมะเกต ปูดาเปสท์ ประเทศฮังการี เป็นสถาบันสมทบ การดำเนินการเปิดรับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยจาก ๖ ประเทศเข้าเป็นสถาบันสมทบนั้น นับเป็นการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นที่ยอมรับขององค์กรทางการศึกษาในระดับนานาชาติ จนทำให้องค์กรต่างๆ มุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยในการนำระดับการจัดการศึกษา และหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไปเปิดสอนกลุ่มบุคคลที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้ศึกษาและเรียนรู้พระพุทธศาสนาในมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับภารกิจการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ เช่น วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ สมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ มหาวิทยาลัยร่วมกันองค์กรพระพุทธศาสนาทั่วโลกได้ร่วมกันลงนามจัดตั้งสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลกขึ้น เพื่อกระตุ้นให้องค์กรพระพุทธศาสนาได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกในฐานะวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกสาร และความสามัคคีของกลุ่มชาวพุทธทั่วโลก โดยให้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติตั้งสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (International Council for the Day of Vesak) ให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ นับเป็นครั้งแรกที่วงการพระพุทธศาสนาไทย ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของยูเอ็น พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ประธานสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก และ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันส่งเสริมให้ยื่นเสนอขอรับรองเป็นองค์ที่ปรึกษาพิเศษดังกล่าว และได้มีกิจกรรมส่งเสริมงานของยูเอ็นอย่างต่อเนื่อง โดยการประสานความร่วมมือกับชาวพุทธทั่วโลก เพื่อจัดประชุมวิสาขบูชาโลกแล้ว บูรณาการกับพันธกิจของการจัดตั้ง ๔ ด้าน คือ (๑) การพัฒนาที่ยั่งยืน (๒) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (โดยเฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อน) (๓) การศึกษา และ (๔) การสร้างสันติภาพ           สมาคมสภาสากลวิสาขบูชาโลกนี้ นับเป็นสะพานที่จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงชาวพุทธทั่วโลก ทั้งนิกายมหายาน วัชรยาน และเถรวาท ให้สามารถศึกษา เรียนรู้ และเข้าใจซึ่งกันและกัน อันส่งผลในเชิงบวกต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในระดับท้องถิ่น (Local) และในระดับโลก (Global) ให้สอดรับกับวิถีชีวิตและความเป็นไปของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังการจัดตั้งสถาบันภาษา ศูนย์อาเซียนศึกษา วิทยาลัยพระธรรมทูต เพื่อรองรับความเป็นนานาชาติดังกล่าว

จากพัฒนาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยดังกล่าวสามารถประมวลตามโมเดลไทยแลนด์ ๔.๐ ดังนี้ มจร ๑.๐ ยุคราชวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนเฉพาะภาษาบาลีซึ่งใช้เวลา ๖๐ ปี มจร ๒.๐ ยุคเรียนภาษาบาลีกับศาสตร์สมัยใหม่ใช้ระบบหน่วยกิตซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองปริญญา มจร ๓.๐ ยุคเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีการรับรองปริญญา มีวิทยาลัยเขต มีเครือข่ายทั่วประเทศ มจร ๔.๐ ยุคมหาวิทยาลัยนานาชาติ เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนานานาชาติ โดยย้ายจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร ไปตั้งอยู่ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มีส่วนในการจัดทำหนังสือพระไตรปิฎกสากล ดังนั้น ผลงานของ มจร ๔.๐ จึงนับได้ว่าเป็นการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเชื่อมโยงกับนานาชาติ เพื่อการสื่อสารธรรม

๓. อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[๒]

อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยประกอบด้วย สุภาษิต ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ และพันธกิจ ดังนี้

๑.      สุภาษิต

ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต

แปลว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก

๒.      ปรัชญา

จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม

๓.      ปณิธาน

ศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง สำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์

๔.      วิสัยทัศน์

(๑)    ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ

(๒)    สร้างคนดีและเก่ง อย่างมีสมรรถภาพ โดยผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ใฝ่รู้ ใฝ่คิด เป็นผู้นำจิตใจและปัญญา มีโลกทัศน์กว้างไกล มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคม

(๓)    จัดการศึกษาและวิจัยดีอย่างมีคุณภาพ โดยจัดการศึกษาและพัฒนากระบวนกการเรียนรู้ โดยบูรณาการวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ ผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนา มนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และสันติสุข

(๔)    บริการวิชาการดีอย่างมีสุขภาพ มุ่งมั่นในการให้บริการวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแก่คณะสงฆ์และสังคม รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ และความร่วมมืออันดีระหว่างพุทธศาสนิกชนในระดับชาติ และนานาชาติ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรม อันเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา

(๕)    บริหารดีอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักนิติธรรม จริยธรรม ความสำนึกรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ความโปร่งใสตรวจสอบได้ และความคุ้มค่า รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

๕.      พันธกิจ

(๑)    ผลิตบัณฑิต ผลิตและพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๙ ประกา คือ

M = Morality        มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส

A = Awaraness       รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม

H = Helpfulness     มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสตร์

A = Abuliby           มีความสามารถในการแก้ปัญหา

C = Curiosity                   มีความใฝ่รู้ใฝ่คิด

H = Hospitality       มีรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม

U = Universality     มีโลกทัศน์ กว้างไกล

L = Leadership       เป็นผู้นำาด้านจิตใจและปัญญา

A = Aspiration        มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเอง ให้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม

(๒)   วิจัยและพัฒนา การวิจัยและค้นคว้า เพื่อสร้างองค์ความรู้ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ในพระไตรปิฎก โดยวิธีสหวิทยาการแล้วนำองค์ความรู้ที่ค้นพบมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา ศีลธรรม และจริยธรรมของสังคม รวมทั้งพัฒนา คุณภาพงานวิชาการด้านพระพุทธศาสนา

(๓)   ส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สังคม ตามปณิธานการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ด้วยการปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ ให้ประสานสอดคล้อง เอื้อต่อการส่งเสริม สนับสนุนกิจการคณะสงฆ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา สร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรมแก่ประชาชน จัดประชุม สัมมนา และฝึกอบรม เพื่อพัฒนาพระสงฆ์และบุคลากรทางศาสนา ให้มีศักยภาพในการธำรงรักษา เผยแผ่หลักคำสอน และเป็นแกนหลักในการพัฒนาจิตใจในวงกว้าง

(๔)    ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เสริมสร้างและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ให้เอื้อต่อการศึกษา เพื่อสร้างจิตสำนึกและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย สนับสนุนให้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ

๔. บทบาทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับการสร้างสันติภาพ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยในสังกัดคณะสงฆ์นอกจากจะมีหน้าที่ในการจัดการศึกษาทางพระพุทธศาสนาบูรณาการเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่แล้วยังมีหน้าที่ในการบริการสังคมดังนั้นเมื่อสังคมไทยและโลกเกิดความขัดแย้งรุนแรงอาจพัฒนาเป็นการทำสงครามเกิดขึ้นทำให้ได้เห็นองค์บทบาททั้งในนามองค์กรและบุคคลซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นการสร้างสันติภาพภายในและการสร้างสันติภายนอก

๔.๑ การสร้างสันติภาพภายใน

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ส่งเสริมการปฏิบัติบูชา การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต่างๆของ มจร นั้นนอกจากจะมีภาคทฤษฎีแล้วยังจะต้องมีการภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยระดับปริญญาตรี-โทต้องปฏิบัติธรรม ๓๐ วันและระดับปริญญาเอก ๔๕   วัน พร้อมกันนี้ได้เปิดหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงระดับปริญญาโทซึ่งต้องไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศเมียนมาร์ ๗ เดือน และมีนโยบายเปิดหลักสูตรปริญญาเอก ซึ่งบริหารงานของศูนย์พุทธวิปัสสนานานาชาติ มจร สร้าง “อาคารวิปัสสนาธุระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)” ขึ้นมารองรับ นอกจากจะมีการจัดการเรียนการสอบตามหลักสูตรแล้วยังได้มีการจัดให้พระนิสิตได้ปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ ช่วงก่อนปิดภาคเรียนทุกช่วงชั้น นอกจากนี้ยังได้เปิดโอกาสให้กับประชาชนและพนักงานหน่วยงานทั่วๆไปได้เข้ามาปฏิบัติธรรม อย่างเช่น “เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” ได้นำลูกสาว ๓ คนบวชศีลจาริณี

พร้อมกันนี้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยยังได้เปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาสันติศึกษาโดยร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า พัฒนาหลักสูตรด้านนี้ขึ้นมา โดยมี พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส(นิธิบุณยากร),รศ.ดร. เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา โดยเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาโทรุ่นที่ ๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๖ และในปีการศึกษา ๒๕๖๐ เป็นรุนที่ ๕ โดยมีผู้จบการศึกษาแล้วประมาณ ๗๐ รูป/คน และเปิดระดับปริญญาเอกในปีการศึกษา ๒๕๕๙ และในปีการศึกษา ๒๕๖๐ ขณะเป็นรุ่นที่ ๒ แล้ว

๔.๒ การสร้างสันติภาพภายนอก สามารถแบ่งเป็นการสร้างสันติภาพนอกมหาวิทยาลัยและการสร้างสันติภาพโลก

๔.๒.๑ การสร้างสันติภาพนอกมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีบทบาทที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนบุคคลภายนอกโดยการให้บริการความรู้ในระดับองค์กรและระดับบุคคล ดังจะเห็นได้จากการจัดการเรียนการสอนบุคคลภายนอกจากการเปิดการเรียนการสอนตามปรัชญาของพระมหาวิทยาลัยที่มุ่งให้พระภิกษุสามเณร แม่ชี ทั้งไทยและต่างชาติ ได้เข้ามาศึกษาแล้ว ยังเปิดกว้างให้บุคคลภายนอกไม่เลือกเชื้อชาติศาสนาและ อย่างเช่น “พูนสวัสดิ์ มูลศาสตร์สาทร” อดีตส.ส.สุรินทร์ อดีตนักมวยชื่อดัง “ปภัสรา เตชะไพบูลย์” หรือ “ปภัสรา ชุตานุพงษ์” อดีตตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ปี ๒๕๓๑ ดารานักแสดง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” อดีตนักการเมือง มีศิษย์เก่าผู้ที่จบการศึกษาแห่งนี้ที่เป็นนักการมืองก็หลายคนอย่างเช่น “ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง”(เสียชีวิต) “อดิศร เพียงเกษ” จบถึงระดับปริญญาเอก “ศันสนีย์ นาคพงศ์” อดีตโฆษกรัฐบาลช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มีผลงานวิจัยเรื่อง “สัมมาวาจากลไกสร้างความปรองดอง” เป็นต้น

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยยังมองเห็นภัยความขัดแย้งที่เกิดจากความสัมพันธ์และค่านิยมที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศจึงได้ร่วมกับสำหนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “พศ.” ซึ่งได้ได้รับนโยบายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้มาหาแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติในมติทางศาสนา จัดประชุมผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพในประชาคมอาเซียนที่ มจร   ปี ๒๕๕๗ ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “ขันติธรรมทางศาสนา” (Religious Tolerance) ได้ใช้รูปนกพิราบที่สื่อถึงสันติภาพเป็นสัญลักษณ์ของการจัดงาน โดย “พระพรหมบัณฑิต” เห็นว่า “ขันติธรรม (Tolerance) เป็น หัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับกลุ่มคนต่างๆ ที่มีความแตกต่าง เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอดทดต่อความแตกต่างกันทางศาสนา ภาษา ชาติพันธุ์ ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางความคิด แนวทางนี้จะนำไปสู่การเคารพ และการยอมรับนับถือกัน” “พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส(นิธิบุณยากร),รศ.ดร.” ได้ตั้งทำถามภายหลังเสร็จการประชุมและทำปฏิญญาร่วมว่า “เมื่อไม่มีขันติ เราจะแสวงหาสันติได้อย่างไร และถ้าไม่มีสันติ เราจะสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้อย่างไร”   อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผู้นำองค์กรศาสนาในพื้นที่เก็บตัวเงียบไม่ออกมาแสดงความเห็นชี้ถูกชี้ผิด เพราะหากออกมาแล้วขัดกับกลุ่มก่อการร้ายอาจจะไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ ดังนั้นองค์กรหรือผู้ประสงค์จะสร้างสันติภาพภาคใต้จะต้องศึกษาปัญหาอย่างจริงจังแล้วลงพื้นที่อย่างจริงจัง ทำเพียงแค่จัดโครงการลงไป องค์กรศาสนาในพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือส่งแต่ตัวแทนมาร่วมก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ

นอกจากการให้บริการความรู้แล้วในระดับบุคคลนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็มีบุคลกรที่มีบทบาทให้ความรู้สร้างสันติสุขชี้แนะแนวทางให้กับสังคมอาทิ “พระพรหมคุณาภรณ์” เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน เป็นศิษย์เก่า มจร รุ่นแรกๆ อดีตผู้บริหารได้มีผลงานแนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพมากมายถูกอ้างอิงทางวิชาการอยู่เสนอและได้รับรางวัลสาขาสันติภาพด้านการศึกษาจากสหประชาชาติ “พระพรหมบัณฑิต” (ประยูร ธมฺมจิตฺโต, ป.ธ.๙) กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะภาค ๒ เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร อธิการบดี มจร ได้สัมผัสกับคำว่าสันติภาพมานานมีบทความวิชาการก็มาจนกระทั้งได้รับแต่งตั้งเป็นนายกสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก มีแนวคิดเกี่ยวกับหลักธรรมและวิธีการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งสร้างสันติภาพโลกตามแนวทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญ เช่น มัชฌิมาปฏิปทา ทศพิธราชธรรม ปัญญา ๓ เป็นฐานของการพัฒนาคนและประเทศแบบยั่งยืน ส่งเสริมหลักขันติธรรม สร้างศาสนสัมพันธ์ในฐานะเจ้าอาวาสวัดประยูรวงสาวาส อีกทั้งยังส่งเสริมผู้ด่อยโอกาสทางการศึกษาชาวเขา สืบสานงานเจ้าประคุณ “สมเด็จพระพุฒาจารย์” (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.๙) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช และเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยให้ทุนการศึกษากับเยาวชนชาวเขาศึกษาในระดับปริญญาตรี และเดินทางขึ้นเขาไปเยี่ยมทุกปี “พระมหาหรรษา ธฺมมหาโส(นิธิบุณยากร),รศ.ดร.” มีผลงานหนังสือเรื่อง “ปัญจสดมภ์: ค่านิยมแห่งชาติ” และ “พุทธสันติวิธี” ผลักดันให้มีการเปิดหลักสูตรสันติศึกษาขึ้นใน “มจร” หลังจากนั้นได้สื่อสารเนื้อหาของหลักสูตรผ่านทางสื่อออนไลน์คือเฟซบุ๊คที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารเช่นสันติสนทนา การสร้างทักษะในการเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลาง ทั้งในศาล การสื่อสารเพื่อสันติภาพ และประชาสัมพันธ์หลักสูตรผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งเมื่อปลายปี ๒๕๕๕ พร้อมสอดแทรกหลักคิดเกี่ยวกับการเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมด้วยหลักคิด “อภัยทาน” ให้หลักคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับการเมืองในงานวิจัยเรื่อง “แนวโน้วบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า” ได้รับทุนจากศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของ “ปรีชา ช้างขวัญยืน”อดีตผู้อำนวยการ(ผู้ล่วงลับ) พร้อมกับเพาะเม็ดพันธ์แห่งสันติภาพในหัวใจเยาวชนอาเซียนทำโครงการยุวทูตอาเซียนศึกษาเพื่อสันติภาพ

     ๔.๒.๒ การสร้างสันติภาพโลก

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นสถาบันทางการศึกษาที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของชาวพุทธทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางศาสนาต่างๆ นักวิชาการพระพุทธศาสนาและกลุ่มคนทั่วไปได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมนานาชาติที่มหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นตามลำดับดังต่อไปนี้

๑) การจัดประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลก ครั้งที่ ๒ ในระหว่างวันที่ ๙ – ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับคณะสงฆ์นิกายเนนบุตซูชุ ประเทศญี่ปุ่น จัดประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แห่งโลก ครั้งที่ ๒ ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม การประชุมครั้งนี้เน้นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวพุทธทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเผยแผ่ศาสนา และเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาส มหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชมมายุครบ ๗๒ พรรษา

๒) การประชุมสภาผู้นำศาสนาแห่งโลก ระหว่าง วันที่ ๑๒ – ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ จัดประชาสภาผู้นำศาสนาโลก ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ การประชุมครั้งนี้ มุ่งสงเสริมเรื่องความร่วมมือทางศาสนาในการแก้ปัญหาความรุนแรงและสร้าง สันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก

๓) การประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลกเพื่อสันติภาพ ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ จัดประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลกเพื่อสันติภาพ ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติกรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้เน้นการสนับสนุนให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดความเห็น เรื่องสันติภาพและเพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชน ให้ทำกิจกรรมส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

๔) การประชุมเถรวาทและมหายาน ระหว่าง วันที่ ๑๖ – ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดประชุมนานาชาติว่าด้วยพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้เน้นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรทางพระ พุทธศาสนา ในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ แสวงหาหนทางทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นที่สนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่

๕) การสัมมนาร่วมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและศาสนาอิสลามในประเด็นความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ศาสนาระหว่างอีหร่านกับไทย ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ทั้งนี้ มีนักวิชาการทั้งสองศาสนาเข้าร่วมกว่า ๙๕๐ รูป/คน

๖) การประชุมการประชุมผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพในประชาคมอาเซียน ครั้งที่ ๑ เรื่อง ขันติธรรมทางศาสนา ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗ โดยมีผู้นำศาสนา ๕ ศาสนาจาก ๑๐ ประเทศในประชาคมอาเซียน ๘๐ คน รวมถึงคนไทยร่วมงานประมาณ ๕๐๐ คน ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ภายใต้การดำเนินการของโครงการปริญญาโทหลักสูตรสันติศึกษา มจร. โดยเริ่มอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗ ที่ มจร.วังน้อย โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน

การประชุมครั้งนี้ผู้นำทั้ง ๕ ศาสนาเห็นชอบในปฏิญญาที่ตกลงร่วมกัน ดังนี้ คือ ๑.ส่งเสริมขันติทางศาสนาตามประกาศของยูเนสโก ปี ค.ศ.๑๙๙๕ ๒.จะดำเนินการเสวนาต่อไปและเสริมสร้างเครือข่ายของผู้นำศาสนา ส่งเสริมกันและกัน ๓.เพื่อให้ประชาคมอาเซียนมีความรู้ในศาสนาของตนเองและศาสนา อื่นๆ ๔.เพื่อดำเนินแบบต่อเนื่องไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อสันติภาพ เข้าใจถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ๕.จะกระทำให้เกิดความคุ้นเคยระหว่างกันเพื่อความเป็นเอกภาพของผู้นำศาสนา และ ๖.เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ไม่ให้ศาสนาตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและสื่อมวลชน[๓]

๕. บทบาทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับการจัดงานวันวิสาขบูชาโลก

             จากบทบาทการสร้างสันติภาพโลกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยต่างๆนั้น อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการเป็นแม่งานในการจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกปัจจุบันนี้เป็นครั้งที่ ๑๓ แล้ว

  • การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑

เมื่อ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๗ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับมหาเถรสมาคม และรัฐบาลไทย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำชาวพุทธโลกว่าด้วยวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้เน้นส่งเสริมการศึกษา การปฏิบัติ การเผยแผ่ และปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งร่วมกันจัดการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาทั้งที่ศูนย์ประชุมใหญ่และศูนย์ ประจำภูมิภาค

  • การประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๒

ระหว่าง วันที่ ๑๘ – ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติว่าด้วยวันวิสาขบูชา ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ          การปะชุมครั้งนี้ เน้นส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก เป็นศูนย์ประสานงานระหว่างองค์กรทางพระพุทธศาสนาและส่งเสริมแลกเปลี่ยนแหล่ง ข้อมูลทางพระพุทธศาสนา

  • การประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๓

ระหว่าง วันที่ ๗ – ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติว่าด้วยวันวิสาขบูชา ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้เน้นเรื่องสันติภาพโลก ความร่วมมือระหว่างพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ การพัฒนาแบบยั่งยืน และเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

  • การประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๔

ระหว่าง วันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับมหาเถรสมาคม และรัฐบาลไทย จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติว่าด้วยวันวิสาขบูชา วันสำคัญของสหประชาชาติ ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมปีนี้มีผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๒,๐๐๐ คน การประชุมปีนี้ เน้นเรื่องพระพุทธศาสนากับธรรมาภิบาล และเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา

  • การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๕

ระหว่าง วันที่ ๑๘ – ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับมหาเถรสมาคม และรัฐบาลไทย จัดพิธีฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมนี้มีผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมจำนวน ๑,๕๐๐ คน

  • การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๖

การจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก เรื่อง “พระพุทธศาสนากับการแก้วิกฤติการณ์ของโลก” วันที่ ๔- ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

  • การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๗

การจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกเรื่อง “การฟื้นตัวจากวิกฤติการณ์ของโลก ตามทัศนะชาวพุทธ ”Global Recovery: The Buddhist Perspective เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี ๒๕๕๓ วันที่ ๒๓ – ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

  • การประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๘

การจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก เรื่อง “พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ” วันที่ ๑๒-๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร การประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

  • การประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๙

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๙ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี : ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า”เรื่อง“พระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเพื่อ ประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ” วันที่ ๓๑ พฤษภาคม – ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม การประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

  • การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๐

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๐ เรื่อง “การศึกษากับการเป็นพลเมืองของโลก: มุมมองของพระพุทธศาสนา” ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๒ พฤษภาคม ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

  • การประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๑

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๑ ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๑,๕๐๐ คน

  • การจัดประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๒

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๒ เรื่อง “พระพุทธศาสนากับวิกฤติการณ์ของโลก” ระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

  • การจัดประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๓

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๓ เรื่อง “พระพุทธศาสนากับวิกฤติการณ์ของโลก” ระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน[๔]

  • การจัดประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๔

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๒ เรื่อง “สติ : วิถีปฎิบัติและวิถีแห่งการประยุกต์บนฐานแห่งความกรุณา” (Mindfulness : Traditions and Compassionate Applications) ระหว่างวันที่ ๖-๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๓,๕๐๐ รูป/คนจาก ๘๔ ประเทศเข้าร่วม ขณะเดี่ยวกันการจัดงานวันวิสาขบูชาโลกในระดับนานาชาติมีประเทศศรีลังกาเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง ๑๒-๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ กรุงโคลัมโบ และเมืองแคนดี้ โดยมีชาวพุทธเข้าร่วมประมาณ ๑,๐๐๐ คน จาก ๗๒ ประเทศทั่วโลก อาทินายกรัฐมนตรีประเทศอินเดีย ประธานาธิบดีประเทศเนปาล สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี (เทพ วงศ์) สมเด็จพระสังฆราชประเทศกัมพูชา พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิต

ทั้งนี้การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาตินั้นเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก ต่อมาได้มีการจัดเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก โดยผู้นำชาวพุทธจาก ๑๓ ประเทศขึ้น ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้มีการจัดกิจกรรมนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก และได้จัดกิจกรรมนานาชาติต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่รัฐบาลไทยและมหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน โดยได้อาราธนา/เชิญ สมเด็จพระสังฆราช พระมหานายกะ ผู้นำชาวพุทธ นักปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนา และชาวพุทธจากนานาประเทศ มาร่วมประชุมและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ

ต่อมา ในการจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ประชุมมีประกาศข้อตกลงมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา และมีมติให้จัดตั้งสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ (International Association of Buddhist Universities: IABU) มีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาทั่วโลกเป็นสมาชิก และจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยคัดเลือกให้พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นประธาน และจัดกิจกรรมสืบเนื่องมาปี พ.ศ.๒๕๖๐ นี้เป็นครั้งที่ ๑๔

๖. บทบาทนิสิตปริญญาเอกสันติศึกษากับการจัดงานวันวิสาขบูชาโลกปี ๒๕๖๐

การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือที่ประเทศไทยเป็นการจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๔ และประเทศศรีลังกาได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพตามมติสภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติ

๖.๑ จัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๔ ที่ประเทศไทย 

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๔ ที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๖-๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยมีกิจกรรรมการประชุมการประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการโดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเปิดในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา   โดยพระองค์ได้ทรงแสดงให้เป็นความสำคัญของสติในการดำเนินชีวิตโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำทาง เพราะดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” ที่จะทำให้มนุษย์ก้าวข้ามพ้นความมืดมนไปได้โดยการไม่แบ่งแยกกีดกั้นซึ่งกันละกัน

Mr. Gabor Fszekas ประธานสมาคมสติและการประยุกต์ใช้สติตามวิถีจิตปฏิบัติแห่งประเทศฮังการี ได้นปาฐกถาพิเศษ ชี้ให้ที่ประชุมได้เห็นความสำคัญของสติที่สามารถแก้ความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายมีปัญหาต่อสุขภาพได้ การเจริญสติจะช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียด มีการทดลองบุคคลที่ไม่เคยฝึกสมาธิ กับคนที่ฝึกสมาธิจะมีความแตกต่างกัน คนฝึกสมาธิจะมีพลังมหาศาล สมองจะได้รับพลังจากการฝึกสมาธิ แต่ต้องสามารถนำสติมานำประยุกต์ไปใช้ได้ในชีวิตการทำงานได้อย่างถูกต้องเป็น “สัมมาสติ” ตามอริยมรรคมีองค์ 8 ในต่างประเทศมีการสอนเรื่องสติในระดับปริญญาโท ซึ่งเป็นการสอนตามแนวของวิทยาศาสตร์ การฝึกสติสมาธิเริ่มจากความเมตตา การฝึกสติมิใช่ทำให้เรามีความสุขเท่านั้น แต่ส่งผลให้คนทั้งโลกมีสติ “สติส่วนบุคคลเป็นสันติสากลของโลก” ต้องสามารถฝึกสมาธิจิตได้ทุกศาสนาในโลกใบนี้ ดังนั้น สมาธิจิตกับวิทยาศาสตร์จึงมีความเชื่อมโยงเสมอ

การเปิดตัวหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากล (Common Buddhist Text : CBT ) ที่มีพระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ เป็นบรรณาธิการหลัก และนายปีเตอร์ ฮาร์วีย์ เป็นบรรณาธิการทั่วไป สรุปเนื้อหา แนวคิด รวบรวมคำสอนที่เป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา ๓ นิกายหลักคือ นิกายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน มารวมไว้เป็นหนึ่งเดียว มีการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง เข้าใจง่าย ด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพื่อนำไปจัดวางไว้ ณ สนามบิน และโรงแรมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเผยแผ่สู่ประชาคมโลก

กิจกรรมภาคบ่ายเป็นการประชุมพหุภาคีระหว่างสมาชิก สมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติซึ่งมาจากหลายหลายประเทศ ร่วมกันประชุมโดยแบ่งออกเป็น ๕ หัวข้อ ได้แก่ ๑. Curriculum Development ๒. IABU Members and Their Roles ๓. Ouality Assurance Quality Control ๔. MOUS that have been signed between members since ๒๐๐๗ ๕. Meditation Practice in the Curriculum มีการเสนอบทความจากผู้นำชาวพุทธจากประเทศต่างๆ โดยมีเนื่องที่น่าสนใจเช่นว่า “กฎระเบียบของวัดเซ็นในเวียดนามในต้นศตวรรษที่ ๑๘” (Rules in Zen Monastery in Vietnam of Early XVIII Century) สติปัฏฐาน ๔ ในวิถีวัชรยาน: ทัศนะจากพระคัมภีร (The Four Mindfulnesses- Mindfulness in the Vajirayana Tradition from a Textual Viewpoint) โดยProf. Dr. Tamas Agocs จาก ประเทศฮังการี มหาสติปัฏฐานสูตร: การค้นหาอริยสัจ ๔ (Maha Satipatthana Sutta: Investigation of the Four Noble Truths) โดบMr. Seth Evans จาก ประเทศสหรัฐอเมริกา

“การเผยแผ่วิปัสสนาของศูนย์วิปัสสนาธุระทางพระพุทธศาสนา” (The Presentation of Vipassana Thura Buddhist Center) โดย Most Ven. Him Bunthoeun (Preah Sasanamuni) จาก ประเทศกัมพูชา ความว่า “การจัดตั้งศูนย์วิปัสสนาธุระในประเทศกัมพูชา ก่อนหน้านั้นประเทศกัมพูชาเพิ่งผ่านปัญหาภัยคอมมิวนิสต์ และพระพุทธศาสนาได้เสื่อมถอยลง แต่โชคดีได้มีนักปราชญ์ชาวพุทธมาประชุมกัน นำโดยท่านอาจารย์ Sam Buntoeurn ได้พัฒนาหลักสูตรวิปัสสนาขึ้นมา และได้ก่อตั้งศูนย์อยู่นอกกรุงพนมเปญประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ปัจจุบันมีพระศาสนามุนี ฮิม บันเทียน เป็นหัวหน้าศูนย์ หลักสูตรวิปัสสนาพื้นฐานคือแนวทางการปฏิบัติ มี ๒ แบบ ๑. แบบดั้งเดิม ตามแนวพระป่าแบบธุดงค์ ใช้แนวทางของอานาปานสติ ๒. แบบใหม่ นำแนวทางมาจากประเทศพพม่า โดยใช้หลักสติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และ ธรรมานุปัสสนา ในประเทศกัมพูชา มีนิกาย ๒ นิกาย ประกอบด้วย เถรวาท และมหายาน ประชาชน ข้าราชการ และพระมหากษัตริย์เห็นความสำคัญกับพระพุทธศาสนา และให้การสนับสนุนและดำเนินการด้านศาสนาเป็นอย่างดี”

“สติและการประยุกต์ใช้ให้เห็นจริงเพื่อก่อเกิดความกรุณาอย่างไม่มีขอบเขต” (Mindfulness: Its Scientific Application as Taught by the Buddha with Infinite Compassion) โดย Shri Shyam Sundar Taparia จากประเทศอินเดีย โดยได้นำเสนอได้นำแนวทางของท่านโคเฮนกามาเป็นแนวปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญทั้งด้านปริยัติ และปฏิบัติหลักธรรมที่สำคัญ คือ อริยสัจ ๔ มรรคมีองค์ ๘ และปฏิจจสมุปบาท แนวทางปฏิบัติคือใช้อานาปานสติ โดยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก หลักสูตรมีตั้งแต่ ๑๐, ๒๐, ๓๐ วัน ถึง ๖๐ วัน และได้นำหลักสูตรนี้ไปฝึกในโรงเรียนกับเด็กๆ โดยสอดแทรกในกิจวัตรของเด็กคือฝึกกำหนดลมหายใจในตอนเช้าก่อนเรียนและก่อนกลับบ้าน วิธีการนี้เป็นประโยชน์มากเพราะช่วยทำให้เด็กๆมีจิตใจสงบ มีสมาธิ การเรียนดีขึ้น และมีความสุขในการเรียนหนังสือ เป็นต้น

“หลักสูตรสติปัฏฐานที่มหาวิทยาลัย Nan Hue University: วิธีการสอนและการสะท้อนกลับของนักศึกษา” (Mindfulness Meditation Course in Nan Hua University: Teaching Method and Student’s Feedback) โดย Dr. Chue Ming จากไต้หวัน ความว่า มหาวิทยาลัย Nan Hua University เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในไต้หวันแห่งแรกที่ได้นำหลักสูตรสติปัฏฐานมาเปิดสอนให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ทุกคนจากทุกสาขาวิชา ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มต้นในปี ๒๐๑๓ โดยอดีตอธิการดีคนที่สามของมหาวิทยาลัยคือ ดร. ลิน (Dr. Lin) โดยวัตถุประสงค์ของหลักสูตรนี้คือ ๑) เพื่อเสริมส่งจิตใจและสร้างความเข้าใจเรื่องสติให้ถูกต้อง ๒) เพื่อให้นักศึกษามีความสามารถด้านการจัดการความเครียดได้ ๓) เพื่อช่วยให้นักศึกษาได้เข้าใจความหมายของชีวิตและรู้จักตัวเอง และ ๔) เพื่อให้นักศึกษาสามารถจัดการอารมณ์และความโกรธได้ ขอบข่ายเนื้อหาที่สอนในหลักสูตรนี้ เช่น วิธีการนั่งกรรมฐาน การกำหนดลมหายใจ การเดินกรรมฐาน การยืนกรรมฐาน และการตามรู้ธรรมชาติของจิต เป็นต้น

วันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ เป็นการประชุมวิชาการสัมมนากลุ่มย่อย ภายใต้หัวข้อ สติ : วิถีปฏิบัติและวิถีแห่งการประยุกต์บนฐานแห่งความกรุณา ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ หัวข้อย่อย ได้แก่ ๑. สติ : คัมภีร์และแนวคิดหลัก ๒. สติ : วิถีปฏิบัติของนานาสำนัก ๓. สติ : การประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบัน ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ กิจกรรมจัดขึ้นที่ที่ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ภาคเช้าเวลา ๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น. มีการกล่าวสุนทรพจน์จากบุคคลสำคัญภายใต้การนำของพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ว่า การประชุมวิชาการจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลวิสาขบูชา เป็นความต้องการของรัฐบาลไทยและมหาเถรสมาคม เพื่อให้ระลึกว่าเป็นวันสำคัญของโลก

“เราให้เกียรติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในฐานะผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา จึงมาร่วมกันในการเฉลิมฉลอง ณ องค์การสหประชาชาติ เพราะเรามีเป้าหมายร่วมกัน คือ “การสร้างสันติภาพ” ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระดับโลก   เราเปิดประตูเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กัน เราเน้นการศึกษา การสร้างสันติภาพของโลก การพัฒนาอย่างยั่งยืน ถือว่าเราทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน”

จากนั้นรองเลขาธิการการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้อ่านสารของนายอังตอนีอู กูแตรึช เลขาธิการสหประชาชาติ ความว่า “ในนามขององค์การสหประชาชาติ ขอร่วมแสดงความยินดีในการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา เพื่อเป็นพุทธบูชา เราปฏิบัติตามพุทธกิจ พระพุทธเจ้าประสูติในฐานะเจ้าชายแต่พระองค์ยอมสละตนเองเพื่อออกไปช่วยเหลือมนุษย์ ถือว่าเป็นพระปัญญาของพระพุทธเจ้า วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่ง ซึ่งประเทศศรีลังกาจะเป็นเจ้าภาพในการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาในปีนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญตนจนสามารถช่วยเหลือมนุษย์ คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีการแบ่งแยกก่อให้เกิดสันติภาพ เราจะไม่เบียดเบียนกันในการอยู่ร่วมกัน เราต้องปราศจากความรุนแรง ซึ่งพระพุทธเจ้าให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีสติ ถือว่าเป็นมรดกของพระพุทธเจ้า เราต้องนำมรดกไปปฏิบัติให้เกิดผล การประชุมวิชาการในครั้งนี้จะเกิดผลไม่ได้ถ้าไม่ได้รับจากคณะสงฆ์ไทยและรัฐบาลไทย”

และสารของนางอิรินา โบโกวาเลขาธิการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก (UNESCO) ความโดยสรุปว่า “วันวิสาขบูชาโลกนี้เป็นวันสะท้อนถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับสันติภาพ ความยุติธรรมของสังคม ซึ่งความจะเริ่มสร้างสติให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนตั้งแต่เด็ก”

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ความตอนหนึ่งว่า “วันวิสาขบูชาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงทำใลกใบนี้มีความชุ่มฉ่ำเย็นด้วยธรรมะ ซึ่งไทยมีการสนับสนุนให้จัดงานในครั้งนี้เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยให้โลกเกิดสันติภาพ โดยเฉพาะหลัก ของ อหิงสาคือการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยการเดินทางสายกลาง เริ่มจากสัมมาทิฐิไปจนถึงสัมมาสมาธิในการใช้ชีวิต ถ้าสังคมเรามีสติ เราจะอยู่ร่วมกัน ธรรมะของพระพุทธเจ้าประสานมิติการอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเหมาะสมและทันสมัยอย่างยิ่ง ขอบคุณผู้จัดงาน ซึ่งได้แก่มหาเถรสมาคม และมหาจุฬาฯโดยมีรัฐบาลให้การอุปถัมภ์”

และช่วงสำคัญคือเวลา ๑๔.๐๐ น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเปิดงามเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก โดยมี ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กราบทูลถวายรายงาน จากนั้นเวลา ๑๖.๐๐ น. มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติและพิธีเวียนเทียน ณ ลานหน้าองค์พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

พร้อมกันนี้ในช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชาโลกนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยภายใต้การดำเนินการของสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ได้เชิญนักวิชาการ นัดคิด และนักปฏิบัติ ด้านสติและสมาธิจากทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต และการปฏิบัติร่วมกันกับนักจิตวิทยา นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักแพทย์ศาสตร์ นักมนุษยศาสตร์ นักพุทธศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักชีววิทยา นักธุรกิจ นักรัฐศาสตร์ นักการตลาด นักการเงิน ที่ได้นำสติกับสมาธิไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนามนุษย์อย่างไร นักปฏิบัติจากสำนักต่างๆ ทั้งสายเถรวาทและมหายานและวัชรยานจะร่วมกันให้คำตอบ โดยจัดขึ้นในวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

๖.๒ จัดกิจกรรมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๑๔ ที่ประเทศศรีลังกา

การจัดงานวันวิสาขบูชาโลกในระดับนานาชาติที่ประเทศศรีลังกา ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่กรุงโคลัมโบอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีชาวพุทธเข้าร่วมประมาณ ๑,๐๐๐ คน จาก ๗๒ ประเทศทั่วโลก อาทินายกรัฐมนตรีประเทศอินเดีย ประธานาธิบดีประเทศเนปาล สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี (เทพ วงศ์) สมเด็จพระสังฆราชประเทศกัมพูชา พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิต

ก่อนพิธีเปิดจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการมีการ “สมาทานศีล” ซึ่งนำโดยสมเด็จพระสังฆราชของประเทศศรีลังกา ชาวพุทธคนร่วมสมานทานศีล ๕ จากนั้นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและพุทธศาสนา กล่าวต้อนรับโดยกล่าวถึงหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา คือ “การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตใจให้สงบ” ต่อด้วยการแสดงเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าอย่างสวยงาม ตามด้วยพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในฐานะประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติ ได้ปาฐกถาพิเศษได้ยกพระไตรปิฎกฉบับสากล (Buddhist Common Text, CBT) เป็นความสำเร็จของชาวพุทธทั่วโลกที่มีหัวใจแห่งขันติธรรมทางพระพุทธศาสนาและหัวใจแห่งการหลอมรวมไม่แบ่งแยกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง

ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติ ระบุว่า “หนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากลมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญดังนี้ ประการแรก โครงการพระไตรปิฎกฉบับสากลเป็นการฟื้นฟูเอกภาพที่ตกลงกัน ณ กรุงโคลัมโบ ในปี ค.ศ. ๑๙๖๖ ระหว่างผู้นำสงฆ์ฝ่ายเถรวาท กับ ฝ่ายมหายาน เพราะเราได้รับเอาโครงสร้างทางปรัชญาของทั้งสองนิกายมาใช้ตั้งแต่การประชุมครั้งแรก

ภายใต้การอุปถัมภ์ของสภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติ เราได้ต่อยอดหัวใจแห่งเอกภาพ ณ กรุงโคลัมโบ โดยการจัดทำหนังสือเล่มนี้ ในหนังสือเล่มนี้ แทนที่จะใส่ความเห็นส่วนตัวเข้าไป เราเปิดโอกาสให้คัมภีร์ดั้งเดิมพูดด้วยตัวคัมภีร์เอง เราใช้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นหัวข้อหลักของหนังสือ และมีการเพิ่มหัวข้อย่อยๆ ที่ครอบคลุมคุณค่าทางตามประเพณีและการประยุกต์ใช้ในสมัยใหม่

ภายใต้หัวข้อเหล่านี้ เราได้ใส่ข้อมูลที่ได้จากการแปลคัมภีร์พระไตรปิฎกของเราเอง ดังนั้น หนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากลนี้จึงเป็นการแปลใหม่ซึ่งพระสูตรจำนวน ๒๗๐ สูตรที่คัดสรรมาจากคัมภีร์เถรวาท มหายาน และวัชรยาน ในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ คณะกรรมการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับสากล ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการประมาณ ๒๐ ท่านจากทั้งสามนิกาย ทั้งจากประเทศตะวันออกและตะวันตก ได้รับมอบหมายงานภายใต้การกำกับของสมาคมมหาวิทยาพระพุทธศาสนานานาชาติ (IABU) ให้สร้างความสมดุลระหว่างความเข้มข้นทางวิชาการกับการทำให้คนอ่านจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้

คณะกรรมการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับสากลได้จัดประชุมสัมมนาถึง ๑๒ ครั้งเพื่อทำงานสร้างความเข้าใจและหาข้อตกลงร่วมกัน ในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ นักวิชาการอิสระและผู้นำชาวพุทธได้พิจารณาร่างพระไตรปิฎกฉบับสากลและเสนอข้อแนะนำเพื่อการแก้ไขปรับปรุง ในปี ค.ศ. ๒๐๑๕   สภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติได้มติรับรองร่างพระไตรปิฎกฉบับสากล การพิจารณารอบที่สองเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๒๐๑๖ โดยนักวิชาการอิสระทั้งจากประเทศตะวันออกและตะวันตก สุดท้าย ในปี ค.ศ. ๒๐๑๖ สภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติก็ได้มีมติรับรองร่างพระไตรปิฎกฉบับสากลนั้น เมื่อเป็นที่พอใจของผู้พิจารณาตรวจสอบทั้งหมดแล้ว เราจึงได้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสากลขึ้น โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับโอกาสเป็นผู้สนับสนุนกระบวนการจัดทำทั้งหมด

เรามีแผนที่จะดำเนินการแปลพระไตรปิฎกฉบับสากลเป็นภาษาขององค์การสหประชาชาติทั้งหมด เราหวังว่า จะแจกจ่ายหนังสือเล่มนี้ตามโรงแรมทั้งหมดและแจกจ่ายผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น ร้านหนังสือ เป็นต้น ในฐานะประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติ ในฐานะบรรณาธิการหลักหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากล ผม/อาตมา รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ออกผลงานครั้งประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเอกภาพในรูปของพระไตรปิฎกฉบับสากล ในการประชุมนานาชาติว่าด้วยวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติ ปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา”

ต่อจากนั้นเป็นการกล่าวสุนทรพจน์จากบุคคลสำคัญอาทิ นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีประเทศอินเดีย โดยได้ยกพระพุทธพจน์ที่ว่า “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ” แปลความว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” ความสงบเท่านั้นจะทำให้เกิดสันติสุขภายโลกใบนี้ พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีสันติสุข ในฐานะชาวพุทธต้องไปถึงความสงบสันติปราศจากความขัดแย้ง

ทั้งนี้ก่อนที่นายโมดิจะเดินทางถึงประเทศศรีลังกา ได้โพสต์ข้องความในเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า “นี้เป็นการเยือนแบบทวิภาคีครั้งที่ ๒ ของผมในเวลา ๒ ปี เป็นสัญญาณแห่งความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างสองประเทศ ระหว่างการเยือน ผมจะเข้าร่วมเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกในกรุงโคลัมโบ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม จะได้พบปะกับผู้นำชาวพุทธ นักปราชญ์ และนักวิชาการทางศาสนา นับว่าเป็นเกียรติที่ได้เข้าร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนี้ พร้อมกับประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา และนายรัฐมนตรีรานิล วิคเกรเมสิงเห การเยือนของผมเป็นการเน้นย้ำสายสัมพันธ์อันยาวนานที่สุดระหว่างอินเดียกับศรีลังกา คือการมีมรดกทางพระพุทธศาสนาร่วมกัน

เมื่อสองปีที่แล้ว ๒๐๑๕ ผมได้ไปเยือนศรีลังกา มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมืองอนุราธปุระ ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก และเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเป็นเวลาหลายศตวรรษ สำหรับครั้งนี้ ผมจะมีโอกาสไปนมัสการพระธาตุเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี การเยือนของตนครั้งนี้จะเริ่มต้นที่กรุงโคลัมโบ โดยจะไปเยี่ยมชมสีมา มาละกะ ที่วัดคงคาราเมยยะ พร้อมเข้าร่วมประเพณีจุดเทียนตามประทีป ผมจะไปเยี่ยมพื้นที่ชนบทของศรีลังกา เพื่อทำพิธีเปิดโรงพยาบาลดิกโกยะ ซึ่งรัฐอินเดียให้ความช่วยเหลือด้านการก่อสร้าง และจะพบปะสังสรรค์กับชุมชนชาวทมิฬเชื้อสายอินเดีย”

พระปราโมทย์ วาทโกวิโท พระนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเดินทางไปร่วมงานด้วยสะท้อนความเห็นว่า “ฉะนั้นพิธีเปิดในช่วงเช้าเห็นพลังของผู้นำชาวพุทธ ผู้นำทางการเมือง ให้การสนับสนุนอย่างแท้จริง ศาสนาจะอยู่รอดผู้นำจึงมีส่วนสำคัญมากในการขับเคลื่อน เป็นต้นแบบที่ดีของคนในชาติ ประเทศศรีลังกาถือว่าประสบความสำเร็จในการที่มีผู้นำหัวใจพุทธศาสนา ขับเคลื่อนประเทศศรีลังด้วยพระพุทธศาสนาเป็น “วิถีพุทธ วิถีปฏิบัติ วิถีชีวิต” ถือว่าเป็นความชัดของศรีลังกาที่หลายประเทศต้องกลับมาทบทวน ว่าเราจะเป็น “พุทธปริมาณ หรือ พุทธคุณภาพ” ผู้นำจึงมีส่วนสำคัญยิ่งในการสนับสนุน

ประเทศศรีลังกาเป็นเมืองพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทั่วโลกยอมรับว่า เป็น “วิถีพุทธ” คือนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็น “วิถีชีวิต” คือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา และ “วิถีปฏิบัติ” คือ ปฏิบัติจน DNA ของความเป็นชาวพุทธเข้าไปสู่จิตใจอย่างเป็นรูปธรรม ชาวพุทธศรีลังกา เป็นชาวพุทธโดยสายเลือด ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามสำเนาทะเบียนบ้าน จึงมีความรัก ความหวงแหน และความผูกพันในพระพุทธศาสนามาก

สาเหตุที่ชาวพุทธศรีลังกาหวงแหนพระพุทธศาสนามาก เพราะครั้งหนึ่งเคยถูกเบียดเบียนบีบคั้นจากศาสนาอื่น ถูกย่ำยีทำลายหัวใจด้วยการทำลายสิ่งที่เคารพนับถือนั้นคือ “พระเขี้ยวแก้ว” เมื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลของต่างศาสนาทำให้ชาวพุทธศรีลังการักและหวงแหนพระพุทธศาสนามาก วิถีชีวิตชาวพุทธในลังกายังเป็นพุทธที่บริสุทธิ์ สวดมนต์ไหว้พระ สมาทานศีลเองทุกวัน ไม่มีพุทธพานิชย์ ไม่มีการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ชาวพุทธศรีลังกาไม่ติดยึดในเรื่องเครื่องรางของขลัง มีงานใดๆ ไม่ว่าจะงานศพ งานสำคัญทางศาสนา พระสงฆ์และชาวพุทธศรีลังกาจะไม่เน้นการสวดมนต์หรือทำแต่พิธีกรรม มีงานอะไรก็ตามจะเน้นการบรรยายธรรม สนทนาธรรม ปาฐกถาธรรม เน้นการปลูกฝังทางสติปัญญามากกว่าพิธีกรรม พ่อแม่ครอบครัวจะเป็นตัวอย่างที่ดี คือ รักษาศีลให้ลูกหลานดู กตัญญูให้ลูกหลานเห็น สุขสงบเย็นให้ลูกหลานสัมผัสได้ วันพระวันอาทิตย์ พ่อแม่จะพาลูกหลานไปวัด สวดมนต์ สมาทานศีล ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ภาวนา การบูชาพระของชาวพุทธศรีลังกา ไม่เน้นการจุดธูปเทียนให้แสบจมูก แต่จะนำแต่ดอกไม้ไปวางเรียงหน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งสักการะอย่างสวยงาม

ชาวพุทธทุกคนถือว่าเป็นหน้าที่ในการทำนุบำรุงปกป้องพระพุทธศาสนา ใครไปยืนหันหลังถ่ายรูปกับพระพุทธรูป ชาวพุทธศรีลังกาจะมาตะเพิดไล่ทันที ถือว่าไม่ให้ความเคารพ ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนามิใช่ให้แต่พระสงฆ์เท่านั้นที่ปกป้อง คณะสงฆ์ศรีลังกาจะเข้มแข็ง เพราะมีกระบวนการกลั่นกรองคนที่เข้ามาบวชอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ใครนึกจะบวชก็บวชได้ คนที่จะบวชต้องมาอยู่วัดดูนิสัยใจคอกันเป็นปีๆ ต้องศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจนเข้าใจ เมื่อเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมแล้ว จึงจะนำมาบวชกับประธานสงฆ์ของนิกายนั้นๆ ซึ่งแต่ละนิกายก็จะมีสังฆสภา คอยพิจารณากลั่นกรองว่าจะให้ใครบวชไม่ให้บวช เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะตัดสินกันในสังฆสภา พระมีน้อยประมาณ ๓,๐๐๐ รูป แต่มีคุณภาพจริงๆ

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาที่แท้ไม่มีนิกาย ไม่มีมหายาน ไม่มีเถรวาท ไม่มีวัชรยาน ไม่มีธรรมยุตไม่มีมหานิกาย มีแต่ศิษย์ตถาคต คือลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเหมือนกัน ขอให้แต่ละท่านแต่ละคนทำหน้าที่ของตนที่มีที่เป็นให้สมบูรณ์ ให้ถูกต้อง เพราะบุคคลใดก็ตามปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง บุคคลนั้นชื่อว่าปฏิบัติธรรม นี่คือ มุมมองของศรีลังกาที่ข้าพเจ้ารู้จัก วันนี้นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสันติศึกษาจึงลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในศรีลังกา สิ่งหนึ่งที่สุดยอด คือ “เข้าวัดกันแบบครอบครัว”

ทั้งนี้เพราะยุทธศาสตร์สำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสมณทูต ณ ศรีลังกา ได้ยึดการเผยแผ่ ๔ ประการ คือ “วิชายอด จรณะเยี่ยม เปี่ยมด้วยกรุณา ยื่นดวงตาให้กับชาวโลก” ” ซึ่งในราว พ.ศ. ๒๓๖ เป็นต้นมา”[๕]

กิจกรรมในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นการเสนอผลงานทางวิชาการโดยแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม โดยมีผู้บริหาร อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมด้วย ในจำนวนนั้นมีพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา โดยระบุว่า “เป็นการเสนอผลงานเชิงประจักษ์ของหมู่บ้านสันติสุข (Peaceful Village) เพื่อที่จะบอกว่า “สันติภาพโลกเริ่มต้นจากสันติภาพในหมู่บ้าน และสันติภาพในหมู่บ้านเริ่มต้นจากสันติภาพภายในใจของทุกคน” เพื่อแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการและนักปฏิบัติทั่วโลก”

ทั้งนี้พระมหาหรรษา ระบุว่า “หมู่บ้านสันติสุขมีการวิจัยที่ลงพื้นที่จริง ๆ เราต้องนำทฤษฎีลงไปปฏิบัติจริง ถ้าเราพิสูจน์เอง เราจะจำจนถึงวันตาย ธรรมะทุกอย่างถ้าไม่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างไปเพิ่งเชื่อ ต้องพิสูจน์ด้วยตนเองเท่านั้น เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีความทุกข์ ไม่จำเป็นต้องนับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเกิดมาจากความทุกข์ รูปแบบการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด หรือ สันติสุขมี ๔ ป. ในการปราบปรามการทุจริต คือ “ปลูก ปลุก ปรับ เปลี่ยน” เปลี่ยนฐานความคิดคนในทุกภาคส่วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ ช่อสะอาด เป็นฐานเพื่อความเจริญของชาติ แต่ที่ผ่านมาเป็นแค่เอกสาร จึงเกิดแนวคิดว่าจะลงพื้นที่ทำจริงอย่างไร? เพราะงานระดับปริญญาเอกต้องพื้นที่จึงเป็นเสน่ห์ ช่อสะอาดหมายถึง ความซื่อสัตย์สุจริต

มีคำกล่าวว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตคือฐานของบ้าน” เพราะหมู่บ้านช่อสะอาด คือ กายสะอาด พฤติกรรมสะอาด จิตใจสะอาด ปัญญาสะอาด ถือว่าเป็นภาวนา ๔ ในหลักพระพุทธศาสนา ต้องอยู่ในฐานของบวร ” ช่อสะอาดในสังคม เริ่มต้นจากหมู่บ้าน” เพราะ คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน อยากรู้คำตอบต้องกลับไปที่หมู่บ้าน ฐานสำคัญคือ หมู่บ้านศีล ๕ เป็นช่อสะอาด คือ กายสะอาด คือ สิ่งแวดล้อมดี เลี้ยงชีวีแบบพอเพียง พฤติกรรมสะอาด คือ ไม่มีพฤติกรรมทุจริตคิดคด จิตใจสะอาด คือ ใจปราศจากการทุจริตคิดคด ปัญญาสะอาด คือ ไม่ใช้ปัญญาหาช่องทางทุจริต โดยมีพระราชดำรัสของในหลวงว่า… “ความซื่อสัตย์สุจริตเท่ากับชีวิตที่สะอาด” ก่อนที่เราจะทำงานเราต้องศึกษาเอกสาร จึงลงมือการทำ SWOT บ้าน วัด โรงเรียน วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น เพราะความซื่อสัตย์เป็นฐานของบ้าน

เราเวลาทำงานมักจะคิดถึงเงิน มันก็จบ เราต้องสร้างงานก่อน เงินจะมาเอง เพราะเขาเห็นสิ่งที่เราทำมากกว่าสิ่งที่เราพูด ถ้าเราจะลงพื้นที่ปริญญาเอกต้องมีโมเดลก่อน เหมือนหมู่บ้านช่อสะอาด มีโครงการวิจัยพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด ด้วยการลงพื้นที่จริง ยุทธศาสตร์ที่ ๑ กายสะอาด ด้วยการปรับสิ่งแวดล้อม กิจกรรมหน้าบ้านหน้ามอง กิจกรรมลานวัด ลานธรรม ลานใจ มีการย้ายกระดูกพ่อแม่ชาวบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก จึงอาศัยการพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อทำความเข้าใจในการพัฒนาวัด จึงได้รับความร่วมมือ เราทำงานด้านสันติภาพ เราต้องเป็นนักเสียสละ นี่คือการเริ่มจากให้ เราต้องช่วยเขาก่อน ส่งเสริมให้มีการออม ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การทุจริตคอรัปชั่น มีกิจกรรมสนับสนุนให้ชุมชนคืนสมบัติสาธารณะ “คืนทางให้ลูกหลาน” เพราะมีการรุกล้ำ มีการทำแผนผังหมู่บ้านในอนาคต ตั้ง ป.ป.ม. คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตประจำหมู่บ้าน ยุทธศาสตรที่ ๓ การพัฒนาด้านจิตใจ กิจกรรมครอบครัว ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาการใช้ปัญญา ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย อดีตมีเจ้าโคตรคอยไกล่เกลี่ย พูดคุยกัน สร้างความสัมพันธ์ แต่มีกฎหมายเข้ามาทำให้ชุมชนเกิดความขัดแย้ง มีอะไรก็ไม่คุยกัน จะฟ้องกันอย่างเดียว ถือเป็นประเด็นสำคัญมาก

ฉะนั้น ปัจจัยที่จะทำชุมชนสันติสุขเกิดความสำเร็จ คือ ๑. Leaders ตัวผู้นำสำคัญที่สุด ภาวะผู้นำสำคัญที่สุด ๒. Social capital ทุนทางสังคม มีอะไรดีๆในหมู่บ้าน เช่น ปู่ตา คนสำคัญในหมู่บ้าน อดีตมีปู่ตาสองที่ จึงหลอมเป็นหนึ่งเดียว ๓. External Factors ดึงให้มีส่วนร่วม เพราะเขาสร้างมาด้วยกัน จึงมีความภูมิใจ ๔. Participation ต้องหาคนข้างนอกมาช่วยชาวบ้าน หน่วยงานต่างๆ พร้อมจะให้เงินเรา ปัจจุบันหมู่บ้านช่อสะอาดได้รับความสนใจมาก เพราะใช้ “ป่าล้อมเมือง” ย้ำเตือนว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน”

หมู่บ้านสันติสุขนับได้ว่าตั้งอยู่บนฐานของศีล ๕ เป็นอันดับแรก และพิธีเปิดการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกในระดับนานาชาติที่มีประเทศศรีลังกาเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ก็เริ่มสมเด็จพระสังฆราชของประเทศศรีลังกานำผู้เข้าร่วมที่เป็นฆราวาสสมาทานศีล ๕ เป็นอันดับแรก รวมถึงสาส์นจากผู้นำศาสนาแต่ละประเทศที่นำเสนอทั้งจากพระสังฆราชศรีลังกา ไทย แคนนาดา บังคลาเทศ อินโดนีเชีย กัมพูชา เมียนม่าร์ เวียดนาม มองโกเลีย จีน ลาว เป็นต้น มีสาระสำคัญ คือ “การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน การไม่ใช้ความรุนแรง ความสามัคคีนำมาซึ่งพร้อมเพียงในหมู่ชาวพุทธ” และศีล ๕ ถือว่าเป็นจริยธรรมพื้นฐานของพระพุทธศาสนา เรียกว่า “มนุษยธรรม” หรือ ธรรมพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ ดังนั้น โครงการหมู่บ้านสันติสุขจึงเป็นการประกาศหลักการวันวิสาขบูชาวันสันติภาพโลก

กิจกรรมวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เวลา ๑๒.๐๐น. พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)นำคณะมหาจุฬาฯ เข้าคารวะพระมหานายกะอัศคิริยะแห่งสยามนิกายที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง เพื่ออาราธนาเข้ารับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ประเทศไทย และได้เข้าสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้วที่เปิดแสดงเป็นพิเศษสำหรับงานประชุมวิสาขบูชาโลก ๒๕๖๐ ซึ่งมีคนเข้าแถวรอสักการะกันอย่างล้นหลาม ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา

ต่อมาเวลา ๑๘.๐๐ น.เป็นพิธีปิดงานวันวิสาขบูชาโลกในระดับนานาชาติ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา ด้วยการประกาศปฏิญญาแคนดี้จำนวน ๙ ข้อ โดยพระพรหมบัณฑิตลก และนางพิทยาเทวี บันดารี ประธานาธิบดีเนปาลได้แสดงปาฐกถาปิดงาน

การที่ประเทศศรีลังกาได้เชิญประธานาธิบดีเนปาลร่วมในพิธีนั้น เพราะประเทศเนปาลเป็นแผ่นดินของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า นายพิทยาเทวี ได้กล่าวว่า รัฐบาลเนปาลขอขอบคุณประเทศศรีลังกาในการสนับสนุนประเทศเนปาลมาตลอดในด้านพระพุทธศาสนา “ศรีลังกา เนปาล อินเดีย ” จึงเป็นประเทศด้านผู้นำทางศาสนา ถึงในประเทศจะมีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม แต่ประเทศศรีลังกา เนปาล อินเดีย จะร่วมกันรักษาส่งเสริมสนับสนุนอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตลอดไป โดยทั้งสามประเทศขับเคลื่อนประเทศด้วยพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานชีวิตของผู้คนทั้งสามประเทศ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านศาสนาและวัฒนธรรม ด้วยการท่องเที่ยวรวมถึงแสวงบุญในแดนพุทธภูมิ พระพุทธเจ้าทำให้อินเดียเนปาลศรีลังกา มีเงินตราเข้ามาหลายหมื่นล้านรูปี นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกัน ผู้นำเนปาลย้ำว่า ” เนปาลเป็นแดนดินกำเนิดพระบรมศาสดาของโลก ด้วยคำกล่าวว่า “อคฺโค เป็นผู้เลิศที่สุด เชฏฺโฐ เป็นผู้เจริญที่สุด เสฎฺโฐ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด” ลุมพินีวันจึงจุดเริ่มต้นของชีวิตในการสร้างสันติภาพ

หลังจากนั้นเวลา ๑๘.๓๐ น. พระพรหมบัณฑิตได้เข้าพบกับนายไมตรีปาละ ศิริเสนา ประธานาธิบดีประเทศศรีลังกา ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมืองแคนดี้ เป็นกรณีพิเศษตามคำอาราธนาของประธานาธิบดีที่ต้องการกล่าวขอบคุณพระพรหมบัณฑิตที่ให้การสนับสนุนการจัดงานวิสาขบูชาโลกที่ศรีลังกาจนประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีนายชัยทสะ ราชปักษะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระพุทธศาสนาของศรีลังการ่วมสนทนาอยู่ด้วยในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานด้วย

หลังจากนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมพิธีปิดงานวิสาขบูชาโลก ณ เมืองแคนดี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ลงพื้นที่สถานที่สำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในศรีลังการะหว่างวันที่ ๑๕-๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา ซึ่งการศึกษาศรีลังกาทำให้นึกถึงคำที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นในมิติต่างๆ ด้วยคำว่า “สันติภาพ ความศรัทธา ความขัดแย้ง พหุวัฒนธรรม พระพุทธศาสนา วิถีพุทธวิถีชีวิต ความรุนแรง ศาสนา พระเขี้ยวแก้ว ผู้นำวิถีพุทธ และอายุบวร” ซึ่งคำว่า “อายุบวร” เป็นคำกล่าว “สวัสดี” ของคนศรีลังกา ถ้าจะแปลให้ตรงตัว ก็หมายถึง “ขอให้อายุมั่นขวัญยืน” ภายใต้การนำของพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา โดยประมวลจากสถานที่ตามประวัติศาสตร์แบ่งตามเมืองหลวงที่สำคัญในอดีตตามกาลเวลาคือเมืองอนุราธปุระและเมืองโปโลนนารุวะ ดังนี้

๑. เมืองอนุราธปุระ

เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางทิศเหนือประมาณ ๒๐๖ กิโลเมตร ชาวสิงหลได้อพยพมาจากประเทศอินเดียตอนเหนือมาอยู่ที่เกาะลังกา เมื่อประมาณ ๕๔๓ ปีก่อนคริสตกาล ตามพงศาวดารคัมภีร์มหาวงศ์ เล่าไว้ว่า เจ้าชายวิชัย โอรสของพระเจ้าสีหพาหุ ผู้ครองนครสีหบุรีรัตนราชธานี มีความประพฤติเกกมะเหรกเกเร ซ่องสุมอันธพาลก่อความเดือดร้อนในแผ่นดิน เมื่อพระราชบิดาทรงทราบได้ทรงเนรเทศเจ้าชายวิชัยและบริวารออกไปจากราชธานี โดยจับโกนศีรษะครึ่งหนึ่งแล้วใส่เรือปล่อยไปในทะเล และเรือลำนั้นได้ไปถึงเกาะลังกา กล่าวกันว่าวันที่เจ้าชายวิชัยถึงเกาะลังกาเป็นวันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเมื่อมาถึงลังกา เจ้าชายวิชัยพบว่า ณ เกาะแห่งนี้เป็นดินแดนของพวกยักษ์ ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นชนพื้นเมืองที่อยู่บนเกาะ พระองค์เลยทรงผูกมิตรกับนางกุเวนิ บุตรสาวหัวหน้ายักษ์ ได้นางเป็นชายา ในที่สุดนางกุเวนิได้มีส่วนช่วยพระองค์ปราบปรามยักษ์จนอยู่ในอำนาจ จากนั้นเจ้าชายวิชัยทรงส่งบริวารของพระองค์แยกย้ายกันออกไปสร้างเมืองต่าง ๆ ตามชื่อของบริวารนั้นๆ ได้แก่ อุปติสสคาม อนุราธคาม อุเชนิคาม อุรุเวลคาม และวิชิตคาม

เมื่อเจ้าชายวิชัยมิได้สถาปนาพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ในเบื้องแรก เพราะยังทรงหาพระราชินีมาร่วมราชบัลลังก์ยังไม่ได้ ต่อมามีพระราชสาส์นไปขอเจ้าหญิงราชธิดาของพระเจ้าปัณฑราชแห่งเมืองมถุรา ที่อินเดียตอนใต้ พระเจ้าปัณฑราชไม่ขัดข้อง ทรงส่งพระราชธิดา กุลสตรีมีตระกูล ๑๐๐ นาง และชาวเมืองมถุรา ๑๐๐๐ ครอบครัว เดินทางมาเกาะลังกาเพื่อมาตั้งถิ่นฐานในเมืองใหม่ คนเหล่านี้ก็ได้มาแต่งงานกับข้าราชบริพารของเจ้าชายวิชัย มีลูกหลานสืบต่อกันมา เรียกว่า “ชาวสิงหล”เมื่อเจ้าชายวิชัยได้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาพระเจ้าปัณฑราชแล้ว ได้สถาปนาพระองค์เองเป็นพระมหาษัตริย์ปกครองบ้านเมืองต่อมา แต่ไม่ทรงมีพระราชโอรสสืบต่อพระราชบัลลังก์เลย จึงทรงส่งพระราชสาส์นไปทูลเชิญเจ้าชายสุมิตรพระอนุชาของพระองค์ที่เมืองสีหบุรีรัตน์มาครองราชย์สืบแทน เจ้าชายสุมิตรทรงส่งพระราชโอรสองค์เล็กคือ เจ้าชายปัณฑวาสุเทวะ พร้อมข้าราชบริการมายังเกาะลังกา เจ้าชายปัณฑสุเทวะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงภัทธกัจจายะ เจ้าหญิงเผ่าอารยันจากอินเดีย มีพระราชโอรสและพระราชธิดา ๑๑ พระองค์ เมื่อพระเจ้าปัณฑวาสุเทวะเสด็จสวรรคต เจ้าชายอภัย พระราชโอรสองค์ใหญ่ได้ครองราชย์สืบต่อมา

เจ้าชายอภัยมีพระขนิษฐาองค์สุดท้องคือเจ้าหญิงจิตรกุมารี ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายฑีฑามนี พระโอรสของพระปิตุลา ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระนางภัทธกัจจายะ มีพระโอรสพระองค์หนึ่งคือ เจ้าชายปัณฑุกาภัย พระเจ้าอภัยทรงมีพระเมตตาต่อเจ้าหญิงจิตรกุมารีและเจ้าชายปัณฑุกาภัย พระนัดดามาโดยตลอด แม้ว่าโหราจารย์ได้ทำนายไว้ว่าพระโอรสของเจ้าหญิงจิตรกุมารีจะปลงพระชนม์พระปิตุลาทุกพระองค์ ฝ่ายพระอนุชาอีก ๙ องค์ของพระเจ้าอภัย ทรงเชื่อคำทำนายของโหราจารย์ จึงเกลียดชังเจ้าชายปัณฑุกาภัยยิ่งนัก วางแผนกำจัดพระนัดดาให้สิ้นพระชนม์ไป ก่อนที่พวกพระองค์จะโดนปลงพระชนม์ตามคำทำนายของโหราจารย์ ปรากฎว่าเจ้าชายปัณฑุกาภัยเอาพระชนม์ชีพรอดมาได้ทุกครั้ง เกิดความแค้นเคืองฝังแน่นในพระอุระ จึงได้พยายามฝึกฝนวิทยายุทธ์ต่างๆ และซ่องสุมชายฉกรรจ์จนมีกำลังมาก ความทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าอภัย แทนที่พระองค์จะทรงระแวงภัย กลับเข้าข้างพระนัดดา ทำให้พระอนุชาไม่พอพระทัยมาก ในที่สุดก็ทรงรวมกันบังคับให้พระเจ้าอภัยสละราชสมบัติให้เจ้าชายดิศราชกุมารพระอนุชาองค์ถัดมาเจ้าชายปัณฑุกาภัยจึงใช้โอกาสนี้ประกาศสงครามกับพระปิตุลาทั้งเก้า พระปิตุลาทั้งเก้าสิ้นพระชนม์ในการรบ เหลือเพียงพระเจ้าอภัยพระองค์เดียวที่ไม่ได้โดนปลงพระชนม์ เมื่อเจ้าชายปัณฑุกาภัยได้ชัยชนะ ในปีพ.ศ.๑๐๕ พระเจ้าปัณฑถุกาภัยก็ทรงย้ายไปตั้งเมืองหลวงที่อนุราธคาม ซึ่งกลายมาเป็นเมืองอนุราธปุระตั้งแต่นั้นมา ต่อมาทรงสถาปนาเป็นราชธานี ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสุวรรณบาลีขัตติยา ทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๔ ของศรีลังกา

การปกครองในรัชกาลเจ้าชายปัณฑุกาภัยนี้ จัดเป็นยุครุ่งเรืองในประวัติศาสตร์ศรีลังกาเป็นการปกครองด้วยระบบเทศบาล การก่อสร้างเจริญก้าวหน้า สามารถสร้างอ่างเก็บน้ำได้ในสมัยนี้ ในปีพ.ศ.๑๓๗๖-๑๓๙๖ เป็นรัชกาลของพระเจ้าเสนะที่ ๑ ในรัชกาลนี้เอง กองทัพราชวงศ์ปาณฑยะจากอินเดียตอนใต้ ก็เคลื่อนกำลังเข้ามารุกรานลังกา ยึดภาคเหนือไว้ได้ทั้งหมด เมืองอนุราธปุระถูกปล้นสะดมยับเยิน พระเจ้าเสนะต้องอพยพไปประทับที่เมืองโปลอนนารุวะจนสิ้นรัชกาล ในปีพ.ศ. ๑๔๗๖ เมืองอนุราธปุระถูกทำลายพินาศถึงกาลอวสาน ชาวสิงหลต้องถอยร่นไปทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เมืองโปโลนนารุวะ เมื่อเมืองอนุราธปุระเป็นเมืองสำคัญในอดีตจึงมีโบราณสถานที่สำคัญ ดังนี้

“เขามหินตเล” เป็นสถานที่พระมหินทเถระ พระโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช เสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา แก่พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ ที่เพิ่งเสวยราชสมบัติ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๓๖ แสดงพระธรรมเทศนาชื่อ ‘หัตถิปโทปมสูตร’ ให้ทรงสดับ เมื่อแสดงจบพระราชาพร้อมทั้งข้าราชบริพารทั้งหลายได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะทันที พระพุทธศาสนาจึงได้ลงรากฐานตั้งมั่นในเกาะตัมพปัณณทวีป ด้วยพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ณ ที่แห่งนี้ได้มีการสร้างเจดีย์อัมพัฏฐะ (Ambattha Cetiya) ซึ่งแปลว่า เจดีย์บนเนินต้นมะม่วง เพื่อบรรจุพระธาตุของพระมหินทเถระ ผู้นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในเกาะลังกาเป็นครั้งแรก เป็นความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สุขให้กับเพื่อนมนุษย์

“ต้นพระศรีมหาโพธิ์” เป็นส่วนหนึ่งของกิ่งที่นำมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเพียรและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยนางสังฆมิตตาเถรี พระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช ปลูกไว้ที่เมืองอนุราธปุระ พ.ศ.๒๓๕ รวมแล้วมีอายุกว่า ๒๖๐๐ ปี นับเป็นต้นโพธิ์ที่มีอายุยืนนานที่สุดในโลก เนื่องจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาในอินเดียนั้นนับเป็นต้นที่สืบต่อมาเป็นช่วง ที่ ๔ จากจุดที่พระพุทธองค์ประทับบำเพ็ญเพียร ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิมนั้นถูกทำลายไปถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ต้นที่อยู่ที่พุทธคยาในปัจจุบันเซอร์คันนิ่งแฮมได้นำหน่อที่พบในบริเวณที่เป็นจุดบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้และปลูกเอาไว้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ ๔ แล้วในจุดเดิม

“ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ต้นนี้ ชาวศรีลังกาบูชาและรักยิ่งชีวิต จึงไม่อนุญาตให้ขึ้นไปกราบใกล้ชิดถึงด้านบน การที่พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้มอบหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์มาศรีลังกากับพระนางสังฆมิตตาเถรี ด้วยเหตุว่า เป็นการประกันความเสี่ยงของพระพุทธศาสนาว่าถ้าอยู่ประเทศอินเดียจะถูกทำลายถือว่าเป็นการมองการไกลอย่างยิ่ง เป็นที่น่าสังเกตก็คือต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ประเทศศรีลังกาต้นใหญ่โตแต่ใบเล็กเปรียบเหมือนคนเรายิ่งตำแหน่งสูง ขึ้นสูงเท่าไหร เราต้องทำตัวให้เล็ก ทำตัวเล็กอยู่ที่ไหนก็ได้ ความร่มเย็นเป็นสุขในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้น ต้องประกอบด้วย “ร่มไม้ ชายคา ศาลา วารี” เป็นการเปรียบเทียบว่า ร่มเย็นเป็นสุขเป็นดุจร่มโพธิ์ร่มไทร ชายคาเป็นที่หลบแดดหลบฝน ศาลาก็เป็นที่พักร้อนพักผ่อน และวารีก็ทำให้สรรพสิ่งมีชีวิตเป็นอยู่ได้ จึงมีขนาดแคระแกรน ทางเมืองอนุราธปุระจึงพยายามรักษาด้วยการทำไม้ค้ำหุ้มทองคำค้ำยันกิ่งก้านสาขาของต้นศรีมหาโพธิ์ไว้เป็นจำนวนมาก ในบริเวณเดียวกันมีต้นศรีมหาโพธิ์ที่แตกหน่อขยายจากต้นเดียวกันดั้งเดิมอีกหลายต้น ต้นที่แตกใหม่จะมีขนาดใหญ่กว่าต้นเดิมมาก ดังนั้นต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ จึงถือเป็น ” ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่แท้แน่นอนและมีอายุยืนนานที่สุดในโลก ” ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาในอินเดียนั้นนับเป็นต้นที่สืบต่อมาเป็นช่วง ที่ ๔ จากจุดที่พระพุทธองค์ประทับบำเพ็ญเพียร ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิมนั้นถูกทำลายไปถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ต้นที่อยู่ที่พุทธคยาในปัจจุบันเซอร์คันนิ่งแฮมได้นำหน่อที่พบในบริเวณที่เป็นจุดบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้และปลูกเอาไว้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ ๔ แล้วในจุดเดิม ดังนั้นถ้าว่าถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก็คือต้นที่พระนางสังฆมิตตาเถรีได้นำมาปลูกที่เมืองอนุราธปุระต้นนี้ซึ่งเป็นต้นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก และแล้วก็โดนทำร้ายจริงๆ ในอินเดียตามที่เรารับรู้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์จึงเป็นหัวใจของคนศรีลังกา รักษาไว้ด้วยชีวิต จึงเห็นบรรยากาศผู้คนในศรีลังมากราบสักการะ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ด้วยพลังศรัทธายิ่งฉะนั้น จึงย้อนกลับมาถึงพระพุทธศาสนาในไทยว่าการประกันความเสี่ยงไว้บ้างหรือยัง ซึ่งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เพื่อรักษาไว้ให้ลูกหลานต่อไป

“วัดมหาวิหาร” วัดแห่งแรกที่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะสร้างถวายแก่พระมหินท์พระโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราชจากประเทศอินเดียได้เสด็จมาเผยแผ่พุทธศาสนาในเกาะลังกา ราว พ.ศ. ๓๐๐   อยู่ทางใต้ของเมือง บริเวณนี้เคยเป็นอุทยานของพระเจ้ามุฏสิวะ พระราชบิดาของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ มีโบราณสถานที่สำคัญคือ

“เจดีย์ถูปาราม” เป็นเจดีย์ทางพุทธศาสนาองค์แรกที่สร้างขึ้นในเกาะลังกา โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงสร้างขึ้นในราว พ.ศ. ๓๐๐ นับเป็นเจดีย์หรือสถูปที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองอนุราธปุระและในเกาะลังกา เป็นที่ประดิษฐานกระดูกพระรากขวัญ(ไหปลาร้า)เบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ซึ่งเดิมสร้างเป็นรูปลอมฟาง มีเสาหินเรียงรายอยู่ ๓ แถว แสดงว่าเคยมีหลังคาเครื่องไม่มุงกระเบื้องคลุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง ลักษณะเจดีย์แบบนี้ในลังกาเรียกว่า “วฏะทาเค” ตั้งอยู่บนลานทักษิณ ทุกคนต้องถอดรองเท้าก่อน แล้วเดินขึ้นบันได ๘ ขั้น จึงจะถึงลานองค์เจดีย์มีการซ่อมแซมหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๕

“โลหะปราสาท” เป็นโบราณสถานหนึ่งในสามแห่งของโลก แห่งแรกอยู่ที่อินเดีย แห่งสุดท้ายอยู่ที่วัดราชนัดดา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแห่งเดียวที่ยังสมบูรณ์อยู่ ขณะที่ในอินเดียและศรีลังกาได้พังทลายลงไปหมดสิ้นแล้ว โลหะปราสาทที่อนุราชปุระนี้ สร้างในครั้งแรกโดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ต่อมาในสมัยพระเจ้าทุฏฐคามณี ได้สร้างเพิ่มถวายเป็นพุทธบูชาสำหรับพระของวัดมหาวิหารจำพรรษา ปราสาทแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมสูง ๙ ชั้น แต่ละชั้นมี ๑๐๐ ห้อง หลังคามุงกระเบื้องด้วยโลหะทองแดงผสม ทำให้ได้ชื่อว่า โลหะปราสาท แต่ละห้องประดับด้วยอัญมณีมีค่าชนิดต่างๆ สำหรับพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิความรู้ได้พักอาศัยและนั่งวิปัสนากรรมฐาน โละปราสาทนี้ถูกไฟไหม้เสียหายหมดในสมัยพระเจ้าลัญชติสสะ ผู้ครองราชต่อจากพระเจ้าทุฏฐคามณี พระองค์จึงสร้างขึ้นใหม่เพียง ๗ ชั้นเท่านั้น ต่อจากนั้นก็มีการซ่อมแซมหลายครั้งมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ถูกทำลายโดยพวกโจฬะ ที่ชอบมารุกรานเกาะลังกา ซากที่เห้นกันอยู่ในปัจจุบัน สร้างขั้นใหม่ใยสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ มหาราช ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงชั้นฐานของอาคาร มีซากของเสาหินตั้งเรียงรายอยู่ ๑๖๐๐ ต้น แบ่งออกเป็น ๔๐ แถว แถวละ ๔๐ ต้น”กุฏฏัมและโปกุณะ” สระสรงน้ำสองสระคู่ (สระแฝด) เป็นสถานที่สรงน้ำของกษัตริย์ลังกา พระมเหสีและพระสนมทั้งหลาย เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม สร้างด้วยหินมีลวดลายแกะสลักงดงาม มีเครื่องหมายเป็นหม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์ เรียกว่า ปุรณฆฏะ สลักจากหินรูปร่างกลมมีลายดอกไม้ใบไม้ ประดับอยู่ขอบสระสองข้างบันทางลง และมีรูปพญานาคสลักอยู่ด้วย ถือกันว่าเป็นผู้คุ้มครองสระน้ำทั้งสองแห่งนี้

“วัดอิสุรุมุณิยะ” สร้างโดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เดิมเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์มาก่อน เพราะตัวศาสนสถานเจาะเข้าไปในหิน ประวัติความเป็นมาไม่แน่นอน แต่เดิม มีถ้ำที่เคยเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ในยุคแรก แต่ก็มีงานประติมากรรมที่ไม่ได้เป็นงานทางศาสนารวมอยู่ด้วย เฉพาะงานประติมากรรมได้รับยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของยุคอนุราธปุระด้วยเช่นกัน

“เจดีย์รุวันเวลิ” หรือ มหาถูปา หรือ สุวรรณมาลิกเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองอนุราชปุระ มีขนาดกว้าง ๑๐๐ เมตร สูง ๑๐๐ เมตร เป็นเจดีย์ทรงกลมฟองน้ำ มีกำแพงประดับด้วยช้างหินล้อมรอบรวม ๓๖๒ เชื่อก มีเนื้อที่ ๑๒.๕ ไร่ ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะมีพระประสงค์จะสร้างพุทธสถานอีกแห่งหนึ่งตรงบริเวณที่เป็นเจดีย์รุวันเวลิในเวลาต่อมา และพระมหินทเถระได้พยากรณ์การก่อสร้างไว้ให้ แต่ยังมิทันได้สร้าง พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน เจดีย์รุวันเวลิสร้างสำเร็จโดยพระเจ้าทุฎฐาคามีนีอภัย โดยพระเจดีย์รุวันเวลิสร้างเสร็จในวันที่พระองค์เสด็จสวรรคต

“วัดอภัยคีรีวิหาร” (อุตตราวิหารหรือวัดเหนือ) เมืองแคนดี้ สร้างโดยพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัยครองราชย์ครั้งแรกปี พ.ศ. ๔๔๐ ต่อมาเสียราชบัลลังก์ให้แก่พวกทมิฬจากอินเดียใต้ และชิงคืนมาได้เมื่อ พ.ศ. ๔๕๔-๔๖๖ เคยเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศศรีลังกา เป็นที่อยู่ของพระ ๕,๐๐๐ รูป มีพื้นที่มากกว่า ๕๐๐ เอเคอร์ มีโบราณสถานที่สำคัญคื “อภัยคีรีเจดีย์” เป็นเจดีย์ยืนขนาดใหญ่และมีความสำคัญมาก ตั้งอยู่ใน สูง ๑๑๓ เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๑๐ เมตร เป็นเจดีย์ใหญอันดับสองรองจากเจดีย์เชตวัน วัดอภัยคีรีวิหารแห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธศาสนาลัทิมหายานเจริญรุ่งเรืองอยู่ บริเวณวัดอภัยคีรีมีพระพุทธรูปแกะสลักจากหินองค์ใหญ่ นั่งปางสมาธิครองจีวรเรียบไม่มีริ้ว ศิลปะอนุราธปุระ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐ เดิมมี ๔ องค์ล้อมรอบต้นโพธิ์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงองค์เดียว ทางรัฐบาลได้สร้างหลังคาคลุม ให้ภายหลัง ด้านหน้าองค์เจดีย์มีวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ก่ออิฐถือปูนทาสีสดใสยาวประมาณ ๑๐ เมตร

“วัดอาโลกวิหารสถาน” เมืองแคนดี้ หรือเมืองอนุราธบุรีในอดีต เป็นสถานที่พระสงฆ์ ๕๐๐ รูปทำสังคายนาพระไตรปิฎกโดยการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกลงในใบลานเมื่อราว พ.ศ. ๔๕๐ นับเป็นสังคายนาครั้งที่ ๕ ในพระพุทธศาสนา โดยปรารภพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายมหาวิหารกับฝ่ายอภัยคีรีวิหาร วัดแห่งนี้สร้างขึ้นช่วงที่พระเจ้าวัฏฏคามินีอภัยกำลังเตรียมชิงบัลลังก์คืนจากพวกทมิฬเป็นครั้งที่ ๒ ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ที่เมืองอนุราธบุรี เมื่อ พ.ศ. ๔๓๙ อยู่ได้ ๗ เดือนก็ถูกกองทัพทมิฬชิงบัลลังก์ พระองค์หนีไปซ่องสุมกำลังพลอยู่ ๑๔ ปี จึงตีเมืองอนุราธบุรีคืนได้

“วัดถ้ำดัมบุลลา” และ “ถ้ำดัมบุลลา” ตั้งอยู่บนภูเขาห่างจากสีกิริยา ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วัดราชมหาวิหาร” ตั้งอยู่ที่ตำบลดัมบุลลาด้านหน้ามีพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่สีทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ ซึ่งพระเจ้าวาลากัมบา หรือ พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย กษัตริย์องค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงอนุราธปุระ เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. ๔๔๐ เมื่อมีการผลัดแผ่นดินจึงเป็นช่องทางให้ศัตรูผู้รุกรานคือ พวกทมิฬหาโอกาสบุกเข้ายึดกรุงอนุราธปุระจนเสียกรุงให้แก่พระเจ้าปุลหัตถ์ซึ่งภายหลังตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงอนุราธปุระ พวกทมิฬยึดกรุงแล้วเข้าทำลายพุทธศาสนาทันที จนพระเณรหนีตายไปอยู่ตามป่าตามถ้ำ พวกทมิฬเข้าครองอนุราธปุระเป็นเวลา ๑๔ ปี พระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์ เสด็จลี้ภัยไปซ่องสุมกำลัง ระหว่างนั้นทรงได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหาติสสะ และอาศัยอยู่ในถ้ำที่ดัมบุลลานี้เมื่อพระองค์ทรงรบชนะ และเสด็จกลับขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงสร้างวิหารศิลาภายในถ้ำ ที่ดัมบูลลานี้ และได้ทรงให้ทำการสังคายนาครั้งที่ ๕ ที่อาโลกวิหาร และได้ทำการจารึกพระพุทธพจน์ลงในใบลานเป็นครั้งแรก

วัดนี้ประกอบด้วยถ้ำ ๕ ถ้ำ ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดคือถ้ำลำดับที่ ๔ เป็นถ้ำที่มีความน่าสนใจที่สุด มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเต็มไปทั้งเพดานถ้ำ ภาพเขียนคล้อยไปตามรอยคดโค้งของผนังถ้ำได้อย่างเหมาะเจาะ รอบผนังถ้ำเป็นรูปบุคคลมากมาย เฉพาะรูปของพระพุทธเจ้ามีถึง ๔๘ ภาพและภาพของเทวดา เช่น พระอุปุลวัน และพระสมัน เป็นเทวดาประจำแคว้น ประทับอยู่ที่ยอดเขาศรีปาทะในภูเขาอาดัมส์ ภาพจิตรกรรมเหล่านี้มีอายุอยู่ในกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ถ้ำแรกชื่อว่าถ้ำเทวราชา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางนิพพานยาว ๑๔ เมตร ประทับบน แท่นหิน มีพระสาวก คือ พระอานนท์กับพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ อีก ๔ องค์ มีพระศิวะและพระวิษณุ ซึ่งชาวพุทธศรีลังกาก็บูชาด้วย เพราะตามศาสนาฮินดูพระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระวิษณุ ด้านหน้ามีแผ่นหินสลักภาษาพราหมีเกี่ยวกับประวัติการสร้างถ้ำด้วยถ้ำที่สองชื่อว่าถ้ำมหาราชา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง ๔๐ องค์ ประทับยืน ๑๖ องค์ มีเทวดาสมัน วิษณุ มีรูปปั้นของกษัตริย์พระเจ้าวาลากัมบา หรือพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย ผู้ริเริ่มการสร้างวัดถ้ำดัมบูลลา รูปปั้นกษัตริย์นิสสังกมัลละ พระโพธิสัตว์เมตไตรยะ พระโพธิสัตว์อวโลติเกศวร มีองค์เจดีย์สูงจากพื้นถึงเพดานถ้ำ มีจิตรกรรมที่เล่าเรื่องพุทธประวัติ ตำนานที่พระเจ้าวิชัยเสด็จมาที่ศรีลังกา การรับพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ และสงครามต่อต้านชาวทมิฬ ฯลฯ เป็นต้น ส่วนน้ำที่หยดลงมาถือว่าเป็นน้ำทิพย์หรือน้ำมนต์ที่นำไปใช้ในพิธีต่างๆ

ถ้ำนี้เป็นที่มาของชื่อว่า “ดัมบุลลา” “ดัม” แปลว่าก้อนหิน และ “บุลละ” แปลว่าน้ำพุ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นถ้ำที่ใหญ่และสำคัญที่สุดถ้ำที่สามชื่อว่ามหาอลุวิหาร ถ้ำนี้สร้างโดยกษัตริย์เมืองแคนดี้พระนามว่าพระเจ้ากิติศรีราชสิงหะ โดยคำแนะนำจากพระภิกษุ ภายในถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ถ้ำนี้มีพระพุทธรูปทั้งยืนและนั่ง ๕๐ องค์ และรูปปั้นเท่าองค์จริงของกษัตริย์ถ้ำที่สี่ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง สถูปขนาดเล็ก งานแกะสลักพระของถ้ำนี้จะมีความแตกต่างไม่งดงามเท่ากับ ถ้ำที่ ๒ และ ๓ เพราะเป็นชาวบ้านแกะสลัก และถ้ำมีขนาดเล็กถ้ำที่ห้า เป็นถ้ำขนาดเล็ก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ และมีพระพุทธรูปหลายองค์ งานพุทธศิลป์เหล่านี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา พระพุทธประวัติ มวลเหล่าเทวดาประจำแคว้น รวมถึงลวดลายทางพุทธศิลป์ต่าง ที่พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ รวมถึงประชาชน รังสรรค์ขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยศรัทธาที่มั่นคงในพระรัตนตรัย เป็นที่น่าอนุโมทนาบุญเป็นอย่างยิ่งฉะนั้น ถ้ำดัมบุลลามีความสวยงามยิ่งนัก ถือว่าเป็นการวัดพลังศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของผู้คนในอดีต ขอบคุณที่สืบทอดพระพุทธศาสนาผ่านพุทธศิลป์ จนทำให้เราได้มีโอกาสมากราบไหว้ สาธุ…

“วัดเชตะวัน” เป็นวัดที่สร้างล้อมรอบพระเจดีย์เชตวันมีซากอาคารโบราณหลงเหลืออยู่มากมาย เช่น อาคารที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมา กุฏิพระ ที่สรงน้ำพระ ศาลาโรงธรรม อ่างเก็บน้ำ สำหรับ “เจดีย์เชตะวัน” นั้น ตั้งอยู่ทางตะวันออกของมหาถูปา เป็นพระเจดีญ์ใหญ่สร้างด้วยอิฐทั้งองค์ในสมัยพระเจ้ามหาเสนะครองราช พ.ศ. ๘๑๙ – ๘๔๖ เป็นเจดีย์ มีความสูง ๑๒๒ เมตร เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในโลก และ เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นอันดับ สาม ของโลกในยุคสมัยเดียวกัน เป็นรอง ปิรามิด สองแห่งในอียิป ฐานเจดีย์มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๑๓ เมตร

“วัดพระอุบาลี” หรือวัดบุปผาราม เมืองแคนดี้ หรือเมืองอนุราธบุรีในอดีต ประเทศศรีลังกา ตั้งอยู่ริมทะเลสาบแคนดี้ เป็นวัดที่พระอุบาลีและคณะสมณฑูตจากกรุงศรีอยุธยามาทำการบรรพชาอุปสมบทสามแก่เณรสรณังกรและชาวศรีลังกา ตามพระประสงค์ของพระเจ้าศรีวิชัยราชสิงหะ จึงได้ส่งราชทูตพร้อมด้วยพระราชสาส์นไปยังกรุงศรีอยุธยา สมัยพระเจ้าบรมโกศ เป็นจุดเริ่มต้นของ “นิกายสยามวงศ์” กำเนิดพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ โดยได้เข้ากราบสักการะพระมหานายกะศรีลังกา หรือพระสังฆราชของศรีลังกา พร้อมถวายพระไตรปิฎกฉบับสากล

๒. เมืองโปโลนนารุวะ

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. ๑๕๙๘-๑๗๗๙ นับเป็นสมัยโปโลนนารุวะ กษัตริย์ที่ทำให้ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ “พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑” ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๙๘-๑๖๕๓ เดิมทีนั้น พระเจ้าวิชัยพาหุทรงปกครองอาณาจักรโรหณะอยู่ก่อนแล้ว เมื่อทรงเห็นว่าลังกาตกอยู่ในสภาพถูกรุกรานต้องระส่ำระสายไม่เป็นอันพัฒนาประเทศ ก็ทรงรวบรวมกำลังชาวลังกาทั้งหมด เรียกร้องให้ผนึกกำลังกันครั้งใหญ่ โดยไม่แบ่งแยกชาวอาณาจักรเหมือนเมื่อก่อน เพื่อให้ทุกคนสำนึกในความเป็นชาติเดียวกัน เพื่อจะได้สู้รบกับคนต่างชาติคือกองทัพโจฬะซึ่งครอบงำลังกาในยุคนั้น ก็ได้ถูกชาวสิงหลโดยการนำของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ขับไล่จนต้องพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดหลังจากเอาชนะข้าศึกได้แล้ว พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ก็ทรงสถาปนาเมืองโปโลนนารุวะเป็นราชธานี ด้วยทรงเห็นว่าสถานที่ตั้งของเมืองนี้มีความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงกว่าเมืองอนุราธปุระหลายประการ ที่สำคัญคือมีความเหมาะสมทางด้านยุทธศาสตร์ เพราะอยู่ห่างจากภาคเหนือของเกาะ ไม่ล่อแหลมต่อการถูกรุกรานจากอินเดียตอนใต้ ทรงสร้างราชวังใหม่ที่เมืองโปโลนนารุวะ มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง มีการส่งราชฑูตไปบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา มาประดิษฐานไว้ที่เมืองโปโลนนารุวะ ต่อมาในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ได้ยึดครองอาณาจักรโปโลนนารุวะได้ทั้งหมด ทรงครองราชย์ระหว่างปีพ.ศ.๑๖๙๖-๑๗๒๙ ทรงเป็นกษัตริย์มหาราช ในด้านต่างๆ คือ

๑) ทางด้านศาสนา ทรงสร้างวิหารประดิษฐานพระธาตุเขี้ยวแก้ว ที่เมืองโปโลนนารุวะ เป็นวิหารทรงกลม สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สุดในลังกา สร้างวิหารลังกาดิลกอันสะท้อนศิลปะแบบฮินดู แกะสลักพระพุทธรูปที่กัลป์วิหาร

๒) ทางอารยธรรม ทรงสร้างพระราชวังที่ใช้ทองคำฉาบพื้นพระราชวัง ภายในมีห้อง ๑๐๐๐ ห้อง สูง ๗ ชั้น ทรงสร้างป้อมพระนคร สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ

๓) ทางด้านชลประทาน ทรงสร้างเขื่อน ๑๖๘ แห่ง ขุดคลอง ๓,๙๑๐ คลอง สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ๒,๓๗๖ แห่ง อ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดกินเนื้อที่ถึง ๕,๙๔๐ เอเคอร์ระหว่างปีพ.ศ. ๑๗๔๕-๑๗๕๑ เมืองโปโลนนารุวะก็ถูกทหารทมิฬทำลายอีกครัง ลังกาในช่วงเวลานี้ ตกเป็นฝ่ายรับมือข้าศึกจนไม่เป็นอันพัฒนาบ้านเมืองได้เลย จนเรียกได้ว่าเป็นจุดจบของอาณาจักรโปโลนนารุวะ

สถานที่และโบราณสถานที่สำคัญในเมืองโปโลนนารุวะ คือ

กัลวิหาร : แปลว่า วิหารหิน หรือ อารามหิน เดิมชื่อ อุตตราราม สร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ใน พ.ศ. ๑๖๙๖ – ๑๗๒๙ เป็นวิหารที่สลักบนวิหารหินแกรนิต โดยสลักเป็นพระพุทธรูป ๔ องค์เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน องค์แรก เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิ มีขนาดใหญ่ ขัดสมาธิราบ ครองจีวรริ้ว เป็นริ้วคู่ขนานกันเป็นคู่ๆ ที่ฐานของพระพุทธรูปสลักเป็นรูปสิงห์นั่งสลับกับวัชระหรือสายฟ้า ด้านหลังของพระพุทธรูปสลักเป็นภาพอาคารเลียนแบบเครื่องไม้ มีตัวมกรและอาคารย่อส่วนขนาดเล็กวางซ้อนกันขึ้นไป

องค์ที่สอง เป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ มีขนาดเล็กกว่าองค์แรกสลักไว้ในถ้ำที่ขุดเจาะเข้าไปในภูเขา ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ มีเทวดาอยู่ทั้งสองข้าง พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละ พระพุทธรูปประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำบัวหงายแบบปาละ

องค์ที่สาม พระพุทธรูปประทับยืนในท่าที่ใช้พระหัตถ์ทั้งสองขึ้นไขว้กันในระดับพระอุระ(หน้าอก) ที่เรียกว่า “พระพุทธรูปปางรำพึง” มีความสูงถึง ๗ เมตร

องค์ที่สี่ สลักเป็นพระพุทธรูปนอน ปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน สลักจากภูเขา มีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น มีความยาวถึง ๑๔ เมตร ทรงประทับนอนตะแคงขวา วางพระกรราบ พระเศียรหนุนอยู่บนพระเขนย (หมอน) รูปทรงกระบอกยาว พระกรงอเข้าหาลำตัว พระหัตถ์ขวาวางราบบนพื้น พระหัตถ์ซ้ายวางราบไปกับลำตัว ปลายพระบาททั้งสองข้างสนิทกันซ้อนพอดี เดิมมีวิหารก่ออิฐปกคลุ่มอยู่โดยรอบพระพุทธรูปทั้ง ๔ องค์ มีร่องรอยของอาคารปรากฏอยู่ เป็นแนวฐานก่อด้วยอิฐวิหารวฏะทาเค : เป็นรูปทรงแบบลอมฟางมีเสาหินเรียงรายอยู่ ๓ แถวโดยรอบแต่เดิมมีหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องครอบอยู่ ตรงกลางเป็นเจดีย์ทรงกลม มีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่หน้าเจดีย์ทั้ง ๔ ด้านพระพุทธรูปครองจีวรเรียบไม่มีริ้ว บนพระเศียรไม่มีขมวดพระเกศาองค์เจดีย์ทำด้วยอิฐ และหินมีการสลักลวดลายอย่างสวยงามประกอบอยู่บริเวณฐานและผนังเป็นลายสิงโต คนแคระ ดอกไม้ และพันธ์พฤกษาต่างๆ ทางด้านเหนือมีมุขขนาดเล็กสร้างปรากฎอยู่ สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระเจ้านิสสังกมัลละเมเติมขึ้นภายหลัง ส่วนทวารบาลสลักหินที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์แห่งนี้เป็นทวารบาลที่สลักได้งดงามที่สุดในศิลปะแบบโปโลนนารุวะ เป็นรูปมนุษย์นาค (ผู้ชายมีนาคแผ่พังพานอยู่ด้านหลัง) มือซ้ายถือดอกบัวมือ ขวาถือหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ (ปูรณฆฏะ) และมีคนแคระ ๒ คนยืนอยู่สองข้างยกแขนขึ้นทั้งสองแขนอยู่ในแผ่นสลักหินชิ้นเดียวกันตรงกันข้ามจะมีอาคารรูปสี่เหลี่ยมชื่อว่า “ อาตะทาเค” เคยเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว เพราะฉะนั้นลานแห่งนี้จึงเรียกว่าลานพระเขี้ยวแก้วซึ่งจะมีกลุ่มโบราณสถานสำคัญรวม ๑๒ แห่งมีประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกมีอ่างน้ำขนาดยาวอยู่หนึ่งใบเอาไว้ล้างเท้าก่อนจะขึ้นไปบนลานอันศักดิ์สิทธิ์

“อาตะทาเค” นี้สร้างในสมัยพระเจ้านิสสังกมัลละมีกำแพงหินล้อมรอบ ตัววิหารก็สร้างด้วยหินภายในเป็นห้องรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีพระพุทธรูยืน ๓ องค์ประดิษฐานอยู่มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า ที่ผนังของมุขด้านหน้ามีอักษรจารึกเรื่องราวของพระเจ้านิสสังกมัลละและมีภาพหงส์สลักยาวเป็นแนวอยู่ด้วย ประตูทางเข้าจะประดับด้วยรูปนักฟ้อนรำนักดนตรี ทำจากปูนปั้นหน้าบันไดทางขึ้นจะมีทวารบาลและอัฒจันทร์อยู่ด้วย วิหารนี้แต่เดิมเป็น ๒ ชั้น แต่ชั้นบนเป็นไม้ได้พังไปหมดแล้ว อาตะคาเท : เคยเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วของเมืองโปโลนารุวะ บางครั้งจึงเรียกว่า “วิหารพระเขี้ยวแก้ว” สร้างโดยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ (พ.ศ. ๑๕๙๘ – ๑๖๕๓) เป็นอาคาร ๒ ชั้นประดิษฐานพระพุทธรูปบริเวณด้านหลัง พระเขี้ยวแก้วคงจะประดิษฐานอยู่ชั้นบนด้านหน้า ซึ่งสร้างด้วยไม้ ปัจจุบันได้หักพังทลายไปหมดแล้ว ภาพสลักบนเสาหินทำเป็นลวดลายเล่าเรื่องราวต่างๆ ถือเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในวิหารนี้ ซึ่งยังคงรักษาอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบคุปตะไว้ได้เป็นอย่างดี ด้านหลังวิหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีมุขเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยื่นยาวออกมาทางด้านหน้า คำว่า “อาตทาเค” หมายถึง วิหารของพระเขี้ยวแก้ว ๘ องค์เจดีย์กิริเวเหระ เชื่อกันว่าสร้างโดยพระมเหสีของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช มีพระนามว่า “สุภัทธา” เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มีขนาดสูงใหญ่ที่ฐานมีลวดลายประดับเป็นลาบลวดบัว ๓ ชั้น ส่วนบัลลลังก์ที่อยู่เหนือองค์ระฆังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีลวดลายขัดแตะ และลายธรรมจักรประกอบ เหนือบัลลังก์มีก้านฉัตรรองรับปล้องไฉนเป็นชั้นๆลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึงปลียอด (ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีพระดำริเอาไว้ว่า “เจดีย์แห่งนี้มีรูปแบบลักษณะคล้ายคลึงกันมากกับพระบรมธาต์เจดีย์ที่วัดพระมหาธาต์วรมหาวิหาร อ.เมืองจ.นครศรีธรรมราช”) นักโบราญคดี ได้ขุดค้นพบสุสานฝังศพ ส้วม ลานอาบน้ำ และโรงพยาบาลในบริเวณวัดแห่งนี้ในปี พ.ศ.๒๕๒๖

“วิหารลังกาดิลก” สร้างด้วยอิฐถือปูน มีความยาว ๕๒ เมตร กว้าง ๑๘ เมตร สูง ๑๗.๕๐ เมตร ภายในห้องขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ท้ายสุดของห้องด้านใน มีร่องรอยของจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม อยู่ทั้งสามด้านของห้อง มีพระพุทธรูปปางประทับยืน ขนาดใหญ่เป็นพระประธานในวิหารแต่เศียรของพระได้สูญหายไปแล้ว ผนังด้านนอกของวิหารจะพบอัฒจันทร์และทวารบาล และสลักจากหินเป็นลวดลายคล้ายกับที่เมืองอนุราธปุระ พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชทรงสร้างวิหารแห่งนี้ และพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๔ ทรงบูรณะ (พ.ศ. ๑๘๑๓ –๑๘๑๕) ภายในห้องที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน มีการก่อผนังเป็น ๒ ชั้น มีทางเดินโดยรอบสำหรับเดินประทักษิณได้ ด้านหน้าของวิหารลังกาดิลก มีมณฑป ที่เอาไว้เป็นศาลาสำหรับเล่นดนตรีประกอบพิธีกรรมต่างๆ

“วิหารติวังก” เป็นโบราณสถานที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในบริเวณวัดเชตวัน วิหารติวังกะ หรือวิหารเหนือสร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ปัจจุบันคงเหลือแต่วิหารที่สร้างด้วยอิฐ หลังคาได้พังไปหมดแล้ว วิหารติวังกะนี้ น่าสนใจและน่าศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างศิลปะลังกากับศิลปะไทยสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดี

“สัตตมหาปราสาท” เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมทึบก่อด้วยอิฐซ้อนกันขึ้นไปรวม ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มตรงกลาง ๑ ซุ้ม ภายในซุ้มมีรูปเทวดาปูนปั้นยืนอยู่ด้วยท่าตริภังค์ (เอียงสะโพก) และยกมือข้างหนึ่ง สัตตมหาปราสาทแห่งนี้ เป็นอาคารที่มีรูปทรงแปลก มีเพียงแห่งเดียวในเกาะลังกา (แต่ในเมืองไทยมีอยู่หลายแห่ง เช่น เจดีย์วัดกู่กุด หรือวัดจามเทวี จ.ลำพูน และเจดีย์วัดป่าสัก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย) ชั้นล่างของสัตตมหาปราสาทยังมีร่องรอยของการก่อสร้างอิฐเป็นรูป ๘ เหลี่ยม แล้วจึงสร้างเจดีย์สี่เหลี่ยมครอบทับภายหลัง อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ได้รับอิทธพลมาจากความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายานดังที่ตรัสไว้ว่า “ผู้ที่ชนะคนล้านคน ในสงคราม ไม่ชื่อว่า เป็นยอดแห่งผู้ชนะในสงคราม ส่วนผู้ใดชนะตนคนเดียว ถือว่าเป็นยอดแห่งคนผู้ชนะในสงคราม”

จากประประสบการณ์ทัศนศึกษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาประเทศศรีลังกาทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเชิงลึก ทั้งวิถีพุทธ วิถีชีวิต วิถีปฏิบัติต้องศรีลังกา ใครจะเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงของศรีลังกาต้องใช้พระพุทธศาสนาในการบริหารบ้านเมือง

๗. ถอดบทเรียนมหาจุฬาฯกับการสร้างสังคมสันติสุขจากงานวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐

การที่นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ได้เข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐ ทั้งในประเทศไทยและประเทศศรีลังกา เป็นไปตามตามองค์ประกอบของหลักสูตร ๔ ประการ คือ องค์ความรู้ ฝึกทักษะ ทัศนคติ และการสร้างเครือข่ายนั้น สามารถะถอดบทเรียนบูรณาการเข้ากับหลักสัปปุริสธรรมลักษณะของคนดี ๗ ประการ คือรู้จัก “เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บุคคล และชุมชน” ได้ดังนี้

๑. องค์ความรู้ คือ ต้องรู้จักเหตุและผล

องค์ธรรม ๒ ประการนี้เท่ากับองค์ธรรมแห่งอริยสัจ ๔ ประการคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค สามารถถอดบทเรียนได้ดังนี้

๑.๑ ทุกข์ คือ สภาวธรรมที่สามารถบูรณาการเข้าเนื้อหาแห่งสันติศึกษาอันประกอบด้วยปัญหาความขัดแย้ง รุนแรง สงคราม กิจกรรมเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐ ทั้งในประเทศไทยนั้นยังไม่ได้สภาพของปัญหาขึ้นให้โดดเด่นมากนักหากจะมีการระบุถึงจะระบุให้เชิงประเสธอย่างเช่นเนื้อหาในการประทานพระโอวาทของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โอกาสเสด็จเปิดการประชุมการประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา งานการจัดกิจกรรมวิสาขบูชา วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ความว่า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” ที่จะทำให้มนุษย์ก้าวข้ามพ้นความมืดมนไปได้โดยการไม่แบ่งแยกกีดกั้นซึ่งกันละกัน หรือการระบุว่า “สติที่สามารถแก้ความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายมีปัญหาต่อสุขภาพได้” ในการปาฐกถาพิเศษของ Mr. Gabor Fszekas ประธานสมาคมสติและการประยุกต์ใช้สติตามวิถีจิตปฏิบัติแห่งประเทศฮังการี ในคราวเดียวกันนี้

แต่สภาวธรรมนี้ปรากฏชัดในการ่วมกิจกรรมงานวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐ ที่

ประเทศศรีลังกาคราวทัศนศึกษาทั้งเมืองอนุราธปุระและเมืองโปโลนนารุวะทั้งระดับความขัดแย้งระหว่างคน ๒ ชาติพันธุ์คือชาวสิงหลและชาวทมิฬพัฒนาเป็นความรุนแรงและสงครามแย่งชิงอำนาจราชบัลลังก์ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานจนกระทั้งมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อมาในยุคล่าอาณานิคมชน ๒ ชาติพันธุ์ก็รวมกันต่อต้านจึงเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเพราะนักล่าอาณานิคมนอกจากเป้าหมายคือผลประโยชน์แล้วยังแฝงด้วยชาติพันธุ์และความเชื่อตามมา

๑.๒ สมุทัย คือ สาเหตุของความขัดแย้ง รุนแรง และสงคราม อันได้แก่ข้อมูลข่าวสาร โครงสร้าง ผลประโยชน์ ความสันพันธ์หรือชาติพันธุ์ และความเชื่อ จากการถอดบทเรียนก็มีลักษณะเช่นเดียวกับทุกข์คคือในประเทศไทยจะไม่มีการะระบุชัดเจนนักขณะที่ประเทศศรีลังกาจะปรากฏชัด โดยสาเหตุที่เกิดจากโครงสร้าง ผลประโยชน์ และความสันพันธ์ นั้นจะปรากฏชัดตั้งแต่อดีตยุคกษัตริย์ปกครองจะมีการแย่งชิงกันของคน ๒ กลุ่มคือชาวสิงหลกับทมิฬ แม้จะมีสาเหตุจากความเชื่อบ้างและแต่อิทธิพลของพระพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่ใช่สาเหตุหลัก ต่อมาภายหลักในยุคล่าอาณานิคมและยุคปัจจุบัน สาเหตุด้านความเชื่อจะทวีเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาอิสลาม

๑.๓ นิโรธ คือ สันติภาพ หรือ สันติสุข จากการถอดบทเรียนพบว่ามีลักษณะโดดเด่นทั้งในประเทศไทยและประเทศศรีลังกาเนื่องจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นปรารภวันวิสาขาบูชาโลกนับเป็นวันที่เป็นลักษณะของสันติภาพของโลกอย่างเช่นตามที่ระบุในสารของบุคคลที่อ่านในวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก อย่างเช่นพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ว่า “การประชุมวิชาการจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลวิสาขบูชา เป็นความต้องการของรัฐบาลไทยและมหาเถรสมาคม เพื่อให้ระลึกว่าเป็นวันสำคัญของโลก เราให้เกียรติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในฐานะผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา จึงมาร่วมกันในการเฉลิมฉลอง ณ องค์การสหประชาชาติ เพราะเรามีเป้าหมายร่วมกัน คือ การสร้างสันติภาพ ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระดับโลก   เราเปิดประตูเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กัน เราเน้นการศึกษา การสร้างสันติภาพของโลก การพัฒนาอย่างยั่งยืน ถือว่าเราทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน”

สารของนายอังตอนีอู กูแตรึช เลขาธิการสหประชาชาติ ความว่า “คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีการแบ่งแยกก่อให้เกิดสันติภาพ” ขณะที่สารของนางอิรินา โบโกวาเลขาธิการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก (UNESCO) ระบุว่า “วันวิสาขบูชาโลกนี้เป็นวันสะท้อนถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับสันติภาพ ความยุติธรรมของสังคม ซึ่งความจะเริ่มสร้างสติให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนตั้งแต่เด็ก”

อย่างไรก็ตามการได้เดินทางไปร่วมงานวันวิสาขบูชาโลกที่ประเทศศรีลังกาเป็นเจ้าภาพได้เห็นบรรยากาศของวิถีพุทธที่เป็นสังคมสันติสุขอย่างชัดเจนตั้งแต่บุคคลชั้นปกครองจนถึงประชาชนทั่วไปได้น้อมนำหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำจนเป็นวิถีชีวิต

๑.๔ มรรค คือพุทธสันติวิธี จากการถอดบทเรียนพบว่า มีลักษณะโดดเด่นทั้งในประเทศไทยและประเทศศรีลังกาเหมือนกัน เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นดำเนินตามมรรควิธีทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามในประเทศไทยนั้นมีการระบุทั้งในภาพกว้างอย่างเช่นนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ความตอนหนึ่งว่า “เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยให้โลกเกิดสันติภาพ โดยเฉพาะหลักของอหิงสาคือการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน (สัมมากัมมันตะ) ด้วยการเดินทางสายกลาง เริ่มจากสัมมาทิฐิไปจนถึงสัมมาสมาธิในการใช้ชีวิต ถ้าสังคมเรามีสติ เราจะอยู่ร่วมกัน ธรรมะของพระพุทธเจ้าประสานมิติการอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเหมาะสมและทันสมัยอย่าง” และมีการระบุองค์ธรรมเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ได้ยกองค์ธรรมแห่งสัมมาสังกัปปะและสัมมสติขึ้นมาสานเสวนาเป็นการเฉพาะตามหัวข้อในการจัดงานคือ “สติ : วิถีปฎิบัติและวิถีแห่งการประยุกต์บนฐานแห่งความกรุณา” (Mindfulness : Traditions and Compassionate Applications) ซึ่งกรุณาก็คือ “สัมมาสังกัปปะ” นั่นเอง โดยให้ความสำคัญกับองค์ธรรมแห่งสติเป็นหลัก อย่างเช่นพระโอวาทสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก คราวเสด็จเปิดงานวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ทรงแนะให้ใช้สติในการดำเนินชีวิตโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำทาง

จากการยกองค์ธรรมแห่งสติขึ้นมาเป็นประเด็นในการจัดงานครั้งนี้ ผู้นำชาวพุทธจากประเทศต่างๆ ได้นำเสนอสำนักปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐานภายในประเทศของตน พร้อมกันนี้มหาวิทยาลัย Nan Hua University เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในไต้หวันแห่งแรกที่ได้นำหลักสูตรสติปัฏฐานมาเปิดสอนให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ทุกคนจากทุกสาขาวิชา เริ่มต้นในปี ๒๐๑๓ เป็นต้นมา เพราะสรรพคุณแห่งสติมีมากมายสามารถรักษาโรคเครียดได้

องค์ธรรมที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งคือ “สัมมาวาจา” การสื่อสารเพื่อสันติภาพ นั่นก็คือ หนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากล (Common Buddhist Text : CBT) ที่ใช้ “สัมมาวายามะ” นานถึง ๗ ปีจึงแล้วเสร็จ โดยมีพระพรหมบัณฑิตเป็นบรรณธิการร่วม โดยได้เปิดตัวหนังสือ นำเสนอและนอบให้กับผู้นำชาวพุทธ ผู้ร่วมงานวันวิสาขบูชาโลกทั้งที่ประเทศไทยและประเทศศรีลังกา อันเป็นผลเกิดจากการทำสังคายนาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา ครั้งที่ ๕ ที่ “วัดอาโลกวิหารสถาน” เมืองแคนดี้ หรือเมืองอนุราธบุรีในอดีต ประเทศศรีลังกา ในครั้งนี้มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกลงในใบลานเมื่อราว พ.ศ. ๔๕๐ การสังคายนาจึงเป็นวิถีแห่ง “สัมมวาจา” เป็นหลักการหนึ่งในวิธีการสื่อสารเพื่อสันตินั่นก็คือ “การทวนคำ” หลักจากที่มีการตั้งอย่างตั้งใจและเข้าใจตรงกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น “มุขปาฐะ” หรือ “สังคายนา” ก็ล้วนแต่มีการทวนคำทั้งสิ้น

พร้อมกันนี้ยังมีองค์ธรรมที่มีการระบุถึงอย่างเช่น เมตตาในพรหมวิหาร ๔ ศีล ๕ พละ ๕ อปริหานิยธรรม ๗ อีกทั้งยังได้ทัสนานุตริยะสักการะสถูปเจดีย์ (ตามแนวคิดไทย) ๔ ประการคือ

๑) ธาตุเจดีย์ สิ่งก่อสร้างบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์พระปรินิพพาน คือ เขี้ยวแก้ว พระรากขวัญ ประเทศศรีลังกา

๒) บริโภคเจดีย์ สังเวชนียสถานอันเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า คือ ต้นโพธิ์

๓) ธรรมเจดีย์ คาถาที่แสดงพระอริยสัจ หรือ คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎก คือ หนังสือพระไตรปิฎกสากล

๔) อุเทสิกะเจดีย์ ของที่สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศแด่พระพุทธเจ้า ไม่กำหนดว่าจะต้องทำเป็นอย่างไร เช่น สร้างบัลลังก์ให้หมายแทนพระพุทธองค์ คือ พุทธมณฑลประเทศไทย โบราณสถานโบราณวัตถุทั้งในประเทศไทยและประเทศศรีลังกา

แต่องค์ธรรมที่สำคัญยิ่งคือ “สัมมาทิฏฐิ” เพราะชาวพุทธทั้งมวล สหประชาชาติ ยูเนสโก เห็นความสำคัญของพระรัตนตรัยโดยเฉพาะพระพุทธเจ้าที่สามารถสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นกับชาวโลกได้จึงได้มีการจัดงานวันวิสาขบูชาโลก พร้อมการกำหนดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติทั้งในรูปแบบการปกครองและชีวิตประจำวันอย่างเช่นที่ประเทศศรีลังกาได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า “สนับสนุนพระพุทธศาสนาเป็นที่หนึ่ง และสนับสนุนศาสนาอื่น ๆ” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลประเทศศรีลังกาให้ความสำคัญพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งมีประชากรนับถือพระพุทธศาสนาประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา คือ “ผู้นำประเทศ” ให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนาเป็นอันดับที่ ๑ ซึ่งนำมาซึ่งความสุขมวลรวมของคนในชาติของศรีลังกาเฉกเช่นประเทศภูฏาน

๒. ฝึกทักษะ คือ ต้องรู้จักประมาณและกาล

องค์ธรรม ๒ ประการนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่นิสิตสันติศึกษาระดับปริญญาโทและเอก มจร ได้ฝึกทักษะในด้านต่างๆ เนื่องจากหลักสูตรสันติศึกษา มจร เป็นกลไกหนึ่งของการจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกทั้งที่ประเทศไทยและเข้าร่วมที่ประเทศรีลังกา ทักษะที่ได้ปฏิบติอย่างเช่น การต้อนรับผู้นำชาวพุทธจากประเทศต่างๆเดินทางมาร่วมงาน การจัดสถานที่ การจัดเวที การลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงาน เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรการประชุมวิชาการนานาชาติสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ ๓ ในวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ที่ มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พิธีกรเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก ทั้งที่ มจร อ.วังน้อย และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร การสื่อสารข้อมูลข่าวสารการจัดงานให้กับองค์กรภายในและภายนอกได้ทราบผ่านสื่อทั้งกระแสหลักและสื่อออนไลน์รูปแบบต่างๆ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจำเป็นจำต้องมีทักษะและต้องรู้จักประมาณและระยะเวลาที่ชัดเจนรวมถึงปฏิบัติให้เป็นไปตามกำหนดการที่ได้วางไว้ นอกจากนี้นิสิตเองจะต้องมีการกำหนดเวลาที่ตัวเองสามารถเข้ามีส่วนร่วมโดยไม่ทำให้การทำงานปกติเสีย

๓. ทัศนคติ คือ ต้องรู้จักตน

องค์ธรรมข้อนี้มีส่วนช่วยในการปรับในการทัศนคติและประเมินตัวเองว่ามีความรู้ความสามารถด้านใดเป็นพิเศษที่จะสามารถเข้ามาสนองงานในการจัดงานครั้งนี้ พร้อมกันนี้การเข้ามาส่วนหนึ่งของการจัดงานครั้งนี้ยังสามารถในการปรับทัศนคติของตัวเองเพื่อที่จะสามารถทำงานเป็นทีมหรือร่วมกับบุคคลอื่นได้ดี

๔. การสร้างเครือข่าย คือต้องรู้บุคคลและชุมชน

 

องค์ธรรม ๒ ประการนี้สามารถมีส่วนช่วยในการสร้างเครือยข่ายได้เป็นอย่างดียิ่ง และการเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานครั้งนี้ทำให้รู้บุคคลและชุมชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพในโอกาสต่อไป โดยจะแบ่งให้ชัดเจนดังนี้

๔.๑ รู้บุคคล

การจัดงานวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐ ทั้งในประเทศไทยและประเทศศรีลังกานั้นทำให้ทราบบุคคลมีส่วนร่วมให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์คือ

๔.๑.๑ การจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกที่ประเทศไทย มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ                       ๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเปิดงานในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

๒. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเสด็จเปิดงามเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

๓. พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาวันสำคัญของโลก และบรรณาธิการร่วมจัดทำหนังสือหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากล (Common Buddhist Text : CBT ) นับได้ว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีความสำคัญยิ่งในการจัดงานเริ่มตั้งแต่เป็นประธานประชุมเตรียมการ กล่าวรายงานและปาฐกถานำ พิธีกรนำกล่าวสุนทรพจน์ แนะนำหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากล ประกาศปฏิญญาแคนดี้ 9 ข้อที่ประเทศศรีลังกา แถลงข่าวให้สัมภาษณ์ทั้งในประเทศไทยและประเทศศรีลังกา

๕. พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการจัดงานมีหน้าที่การประสานงานในด้านต่างๆ

๖. พระมหาสมบูรณ์ วุฒิกโร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร มีส่วนในการแปลข้อมูลของบุคคลสำคัญในงานที่ประเทศศรีลังกาเผยแพร่ให้สาธารณสุขได้ทราบอย่างกว้างขวาง

๗. ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กราบทูลถวายรายงาน ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

๘. นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

๙. นายอังตอนีอู กูแตรึช เลขาธิการสหประชาชาติ ส่งสารร่วมงาน

๑๐. นางอิรินา โบโกวา เลขาธิการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก (UNESCO) ส่งสารร่วมงาน

๔.๑.๑ การจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกที่ประเทศศรีลังกา มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ               ๑. พระมหานายกะอัศคิริยะ สมเด็จพระสังฆราชแห่งสยามนิกาย ประเทศศรีลังกา

๒. สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี (เทพ วงศ์) สมเด็จพระสังฆราชประเทศกัมพูชา

๓. พระพรหมบัณฑิต นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิตเข้าร่วม ปาฐกถาพิเศษและนำความสำเร็จในการจัดทำหนังสือพระไตรปิฎกสากล และประกาศปฏิญญาเมืองแคนดี้ ๙ ข้อวันปิดงาน นำคณะเข้าสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้

๔. พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติและหลักสูตรสันติศึกษา เสนอบทความวิชาการเรื่อง “ผลงานเชิงประจักษ์ของหมู่บ้านสันติสุข (Peaceful Village)”

๕. พระปราโมทย์ วาทโกวิโท พระนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา ได้รายงานกิจกรรมผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างต่อเนื่องทำให้คนไทยได้ทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง

๖. นายไมตรีปาละ ศิริเสนา ประธานาธิบดีประเทศศรีลังกา นำทุกภาคส่วนจัดงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

๗. นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีประเทศอินเดีย ร่วมกล่าวสุนทรพจน์วันเปิดงาน

๘. นางพิทยาเทวี บันดารี ประธานาธิบดีเนปาลได้แสดงปาฐกถาปิดงาน

๔.๒ ชุมชน

๔.๒.๑ ระดับสถานบัน

ในที่นี้คือชุมชนชาวพุทธทั่วโลกที่ร่วมงานที่ประเทศไทยมีชาวพุทธเดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๓,๕๐๐ รูป/คนจาก ๘๔ ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ขณะที่ประเทศศรีลังกา ณ กรุงโคลัมโบ และเมืองแคนดี้ โดยมีชาวพุทธเข้าร่วมประมาณ ๑,๐๐๐ คน จาก ๗๒ ประเทศทั่วโลก

๔.๒.๒ ระดับประเทศ

ประเทศที่มีส่วนสำคัญในการจัดงานคือ ประเทศไทยในฐานที่ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาของสหประชาชาติเป็นคนไทย และมีผู้เข้าร่วมงานที่ประเทศศรีลังกาเป็นจำนวนมา ประเทศศรีลังกาในฐานะเจ้าภาพ ประเทศอินเดียนับเป็นประเทศพุทธภูมิมีนายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ที่ประเทศศรีลังกา ประเทศเนปาลนับเป็นประเทศมาตุภูมิมีนางพิทยาเทวี บันดารี ประธานาธิบดีแสดงปาฐกถาวันปิดงานที่ประเทศศรีลังกา พร้อมกันนี้ประเทศฮังการีนับได้ว่ามีความโดดเด่นจากการปาฐกถาพิเศษของ Mr. Gabor Fszekas ประธานสมาคมสติและการประยุกต์ใช้สติตามวิถีจิตปฏิบัติ ที่นำเสนอการใช้สติในการแก้ปัญหาโลกเครียด

๔.๒.๓ ระดังองค์กร

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) นับได้ว่าเป็นองค์กรที่โดดเด่นในกาจัดงานงานวันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๖๐ ทั้งในประเทศไทยและประเทศศรีลังกา เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลไทยให้เป็นแม่งานในการจัดงานติดต่อกันมาหลายปี ได้เห็นบทบาทของ มจร ทุกภาคส่วนจึงทำให้การจัดงานผ่านลุล่างได้ด้วยดี เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและสถานที่รับการจัดงาน พร้อมกันนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการประสานความร่วมมือจากองค์กรภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศอันเป็นผลพวงมาจากนโยบายของการบริหารงานภายใต้การนำของพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาวันสำคัญของโลกเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ยังมีวิสัยทัศน์พัฒนา มจร ให้เป็น มจร ๔.๐ เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัลและไทยแลนด์ ๔.๐

๘. สรุป

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ไทย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ซึ่งสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๒ เปิดสอนระดับปริญญาตรี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ รัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติรับรองเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในกำกับของรัฐบาลใน พ.ศ. ๒๕๔๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เริ่มขยายการศึกษาไปสู่ต่างประเทศ ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ มหาวิทยาลัยร่วมกันองค์กรพระพุทธศาสนาทั่วโลกได้ร่วมกันลงนามจัดตั้งสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลกขึ้น เพื่อกระตุ้นให้องค์กรพระพุทธศาสนาได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกปัจจุบันนี้เป็นครั้งที่ ๑๔ แล้ว และได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลเป็นแม่งานในการจัดงานต่อเนื่องมา

พร้อมกันนี้ได้พัฒนายกระดับมหาวิทยาลัยนานาชาติ เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนานานาชาติ โดยย้ายจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร ไปตั้งอยู่ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มีส่วนในการจัดทำหนังสือพระไตรปิฎกสากล ดังนั้น ผลงานของ มจร ๔.๐ จึงนับได้ว่าเป็นการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเชื่อมโยงกับนานาชาติ เพื่อการสื่อสารธรรม พัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งปัญญาที่เป็นแสงสว่างในโลก โดยบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมตั้งแต่ระดับชุมชนและระดับโลก

โดยตั้งหลักสูตรสันติศึกษาเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ฝึกทักษะ ทัศนคติและการสร้างเครือข่ายให้กับบุคลากรและนิสิตในการสร้างสันติภาพโลกในโอกาสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานวันวิสาขบูชาโลก ให้สมกับพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาแห่งสันติภาพตามที่สหประชาชาติรับรองวันวิสาขบูชาเป็นสำคัญของโลก ดังนั้น การที่นิสิตและบัณฑิตสาขาสันติศึกษาได้มีส่วนร่วมในการจัดงานวันวิสาขบูชาเป็นสำคัญของโลกประจำปี ๒๕๖๐ ทั้งที่ประเทศไทยและประเทศศรีลังกาเป็นบททดสอบศักยภาพของมหาวิทยาลัยอีกระดับหนึ่ง ทำให้บัณฑิตที่จบการศึกษาได้ทั้งประสบการณ์ทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่ออกไปรับใช้สังคม แต่บัณฑิตต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ให้ลึกซึ้งและพัฒนาตัวเองตลอดตามพระโอวาทของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สทเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ในพิธีประสาทปริญญาประจำปี ๒๕๖๐ ของมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐

ท้ายที่สุดนี้ นิสิตเองมีความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเป็นนิสิตของ มจร เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้ ปฏิบัติ บำเพ็ญภาวนา ให้เรารู้ตื่นตลอดเวลานั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวนิสิตเองและครอบครัว คนครอบข้างได้รับอานิสงส์จากการปฏิบัติของของนิสิตได้จากการทำไปเผยแผ่ให้คนรอบข้างนั้นเอง

นิสติเองรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ มจร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติกับโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมเกิดสันติธรรมเกิดสันติภาพนั่นเอง การที่จะเกิดความสุข การที่จะเกิดสันติธรรม สันติภาพนั้นต้องเริ่มขึ้นที่มหาวิทยาลัยแล้วนำไปเผยแพร่ต่อไป ถึงแม้ตัวนิสิตเองได้เรียนระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอื่นแล้วก็ตาม แต่ตัวนิสิตมองเห็นคุณค่าของ มจร ตรงที่เปิดกว้างในด้านวิสัยทัศน์ไม่วางกรอบเฉพาะพระสงฆ์เท่านั้นและที่สำคัญนิสิตมองว่าการได้มาเรียนเกี่ยวกับพุทธ ได้สวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วได้ใบปริญญาด้วยถือว่า สุดยอดในการศึกษาที่สุด

นิสิตหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มจร เป็นแหล่งผลิตผู้มีจิตใจที่มีสันติธรรมและสันติภาพในใจ เพื่อให้สังคมเกิดคุณธรรมมาจากภายใน สังคมก็จะเกิดสันติสุขและความปรองดองภายในนั่นเอง

บรรณานุกรม

เว็บไซต์บ้านเมืองออนไลน์วิทยาลัย. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.banmuang.co.th/news/

education/80615 [๑๖ พ.ค.๒๕๖๐].

เว็บไซต์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัย. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.mcu.ac.th

/site/history.php [๑๖ พ.ค.๒๕๖๐].

                      [๑]ดูรายละเอียดใน เว็บไซต์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.mcu.ac.th/site/history.php [๑๖ พ.ค.๒๕๖๐].

                 [๒]ดูรายละเอียดใน เว็บไซต์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.mcu.ac.th/site/history.php [๑๖ พ.ค.๒๕๖๐].

      [๓]ดูรายละเอียดใน เว็บไซต์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.mcu.ac.th/site/history.php [๑๖ พ.ค.๒๕๖๐].

                      [๔]ดูรายละเอียดใน เว็บไซต์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.mcu.ac.th/site/history.php [๑๖ พ.ค.๒๕๖๐].

[๕]เว็บไซต์บ้านเมืองออนไลน์วิทยาลัย, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.banmuang.co.th/news/education/80615 [๑๖ พ.ค.๒๕๖๐].

Advertisements
โพสท์ใน ศาสนา | ใส่ความเห็น

เวียนเทียน

DSC_0037

รูปภาพ | Posted on by | ใส่ความเห็น

ทำไมเจ้าอนุวงศ์ จึงต้องปราชัย

สภาพอันรกร้างของวัดวาอารามภายในเวียงจันทน์ ภาพลายเส้นวาดโดย เดอ ลาปอร์ท เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๖ (พ.ศ. ๒๔๐๙) (ภาพจาก A Pictorial Journal on the Old Mekong Cambodia, Laos and Yunnan, 1998.)
* บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยประวัติศาสตร์อีสาน ๒๓๒๒-๒๔๘๘ ขอขอบคุณศูนย์วิจัยพหุลักษณ์ลุ่มน้ำโขงที่ให้ทุนโครงการวิจัยนี้

บทนำ

สงครามเจ้าอนุวงศ์ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๖๙-๗๑ ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (๒๓๖๗-๙๔) เป็นประวัติศาสตร์ตอนที่สำคัญมากทั้งในประวัติ ศาสตร์ไทยและในประวัติศาสตร์ลาว ในประวัติศาสตร์ไทยบันทึกว่าสงครามครั้งนี้เป็นสงครามของพวกกบฏ หัวหน้ากบฏคือเจ้าอนุวงศ์เป็นคนไม่ดี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรง Promote เจ้าอนุวงศ์ที่ทูลขอให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งตั้งเจ้าราชบุตร (โย่) ของเจ้าอนุวงศ์ขึ้นเป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ เพราะเชื่อในความจงรักภักดีในเจ้าอนุวงศ์ซึ่งเคยช่วยไทยรบกับพม่ามาหลายครั้ง(๑) แต่เมื่อเจ้าอนุวงศ์ทรงเป็นกบฏในต้นรัชกาลที่ ๓ พระองค์จึงทรงแค้นพระทัยมากทรงสั่งให้ทำลายเวียงจันทน์มิให้เป็นเมืองอีกต่อไป ในประวัติศาสตร์ลาวถือว่า สงครามเจ้าอนุวงศ์เป็นสงครามที่ควรยกย่อง เพราะเป็นสงครามปลดแอกลาวให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของไทย(๒)ผลของสงครามใหญ่หลวงนักโดยเฉพาะการกวาดต้อนประชากรจากเวียงจันทน์และลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเอามาตั้งถิ่นฐานในภาคกลางและภาคอีสาน(๓) จนเป็นเหตุให้ประชากรลาวเหลือน้อยมาจนทุกวันนี้ (ปัจจุบันประเทศลาวมีประชากร ๕.๗ ล้านคน(๔) ภาคอีสาน ๒๑.๗ ล้านคน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖) แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะเสนอในบทความนี้ ประเด็นที่จะนำเสนอคือ วิเคราะห์สาเหตุของความพ่ายแพ้ของเจ้าอนุวงศ์เพื่อให้หายสงสัยว่ากองทัพเจ้าอนุวงศ์แพ้เพราะอะไร เพราะฝ่ายไทยมีอาวุธดีกว่าหรือเพราะฝ่ายไทยมีกำลังมากกว่า หรือเพราะฝ่ายลาวประเมินกำลังพันธมิตรและศัตรูผิด หรือเพราะหลายๆ ปัจจัย โดยจะกล่าวถึงสาเหตุของสงครามและสงครามโดยสังเขปเสียก่อน

 

หอพระแก้ว เวียงจันทน์ ที่ทรุดโทรมลงเมื่อคราวศึกเจ้าอนุวงศ์ ภาพลายเส้นวาดโดย เดอ ลาปอร์ท เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๖ (พ.ศ. ๒๔๐๙) (ภาพจาก A Pictorial Journal on the Old Mekong Cambodia, Laos and Yunnan, 1998.)

สาเหตุของสงครามโดยสังเขป

หลักฐานที่เป็นทางการที่สุดของฝ่ายไทยคือประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบกบฏเวียงจันทน์ ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเรียบเรียงไว้ สรุปได้ดังนี้

๑. ไทยปกครองลาวและภาคอีสานทั้งหมดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๒๒ ปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไทยปกครองลาวเป็น ๓ ส่วน คือ แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ และแคว้นจำปาศักดิ์ แต่ละแคว้นไม่ขึ้นแก่กันขึ้นกับกรุงเทพฯ ช่วงปลายรัชกาลที่ ๒ เกิดกบฏสาเกียดโง้งในปี พ.ศ. ๒๓๖๒ เป็นกบฏของชาวข่าในพื้นที่ภาคใต้ของลาว กองทัพของเวียงจันทน์โดยการนำของเจ้าราชบุตรโย่ (ราชบุตรองค์ที่ ๓ ของเจ้าอนุวงศ์) ปราบกบฏข่าลงได้ เจ้าอนุวงศ์ทรงเสนอให้รัชกาลที่ ๒ ทรงตั้งเจ้าราชบุตรโย่ให้เป็นเจ้าครองแคว้นจำปาศักดิ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของไทยส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าจะทำให้เจ้าอนุวงศ์ทรงมีอำนาจมากเกินไป แต่รัชกาลที่ ๒ ทรงเชื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ว่า ถ้าลาวเข้มแข็งจะช่วยป้องกันมิให้ญวนขยายอำนาจเข้ามา การที่รัชกาลที่ ๒ ทรงตั้งเจ้าราชบุตรโย่เป็นเจ้าครองแคว้นจำปาศักดิ์ส่งผลให้เจ้าอนุวงศ์มีอำนาจเพิ่มขึ้นมาก “เพราะสามารถจะบังคับบัญชาว่ากล่าวบ้านเมืองทางชายพระราชทานอาณาเขตได้ตั้งแต่ด้านเหนือลงมาตลอดด้านตะวันออกจนต่อแดนกรุงกัมพูชา เจ้าอนุวงศ์ก็มีใจกำเริบขึ้น”(๕)

๒. เจ้าอนุวงศ์ทูลขอแบ่งพวกครัวชาวเวียงจันทน์ที่กวาดต้อนมาสมัยกรุงธนบุรีกลับเวียงจันทน์ รัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิเสธ เพราะหากทรงยอมก็จะมีคนกลุ่มอื่นที่ไทยกวาดต้อนมา “พากันกำเริบ” เอาอย่างบ้าง เมื่อไม่พระราชทานตามประสงค์เจ้าอนุวงศ์รู้สึกอัปยศกลับขึ้นไปเวียงจันทน์ก็ตั้งต้นคิดกบฏ

๓. เจ้าอนุวงศ์ทรงเห็นว่าการที่ญวนขยายอำนาจเข้ามาในเขมรตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ไทยก็ยอมเพราะไทยเกรงจะเกิดศึกกระหนาบทั้งพม่าและญวน เจ้าอนุวงศ์ทรงเอาใจออกห่างจากไทยไปฝักใฝ่ญวน หากเวียงจันทน์แยกตัวจากไทยก็คงได้ญวนเป็นที่พึ่งไทยก็อาจไม่กล้าทำศึกหลายด้าน

๔. มีข่าวลือถึงเวียงจันทน์ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ว่าไทยวิวาทกับอังกฤษ อังกฤษจะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯ จึงเป็นโอกาสเหมาะที่เวียงจันทน์จะออกหน้าก่อการกบฏ(๖)

เพื่อความเป็นธรรมต่อเจ้าอนุวงศ์จึงนำเหตุผลฝˆายลาวมาเปรียบเทียบกับหลักฐานฝ่ายไทย นักประวัติ ศาสตร์ลาวที่เด่นที่สุดเป็นที่ยอมรับของลาวในสมัยสังคมนิยมก็คือ ดร. มยุรี และ ดร. เผยพัน เหง้าสีวัทน์ ได้วิเคราะห์สาเหตุของสงครามเจ้าอนุวงศ์ไว้ดังนี้

๑. เพราะนโยบายของ “บางกอก” ที่พยายามทำให้ “ลาว” กลายเป็น “สยาม” ทำให้ลาวกลายเป็นแขวงหนึ่งของสยาม โดย ดร. มยุรี-ดร. เผยพันตี ความจากสักเลกในภาคอีสานในต้นรัชกาลที่ ๓ ว่าเป็นความพยายามที่จะกลืนชาติลาว

๒. ไทยกดขี่ลาวมากโดยดอกเตอร์ทั้งสองได้ยกกรณีไทยใช้ให้คนลาวไปตัดต้นตาลที่สุพรรณบุรี แล้วขนไปสมุทรปราการ กับเกณฑ์ชาวลาวไปตัดไม้ไผ่ ๕,๐๐๐ ลำ เพื่อเอาไปปิดขวางปากน้ำเพื่อป้องกันการโจมตีของอังกฤษ

๓. เจ้าอนุวงศ์ถูกขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายไทยหลายคนพูดจาทำกิริยาดูหมิ่นดูถูกเจ้าราชวงศ์โอรสองค์รองของเจ้าอนุวงศ์ และเป็นผู้ควบคุมคนลาวไปตัดต้นตาลที่สุพรรณบุรีขนไปปากน้ำไม่พอใจเรื่องที่คนไทยดูหมิ่น และกดขี่คนลาวดังกล่าวมาก ถึงกับไปทูลเจ้าอนุวงศ์ว่า “ข้าพเจ้าไม่ขอเป็นขี้ข้าพวกไทยแล้ว”

๔. ประเด็นเศรษฐกิจ ไทยพยายามปิดล้อมในการส่งสินค้าออกไปทางเขมรซึ่งขุนนางไทยผูกขาดการค้าอยู่ การขูดรีดส่วยจากลาวก็เป็นสาเหตุของการทำสงครามครั้งนี้ด้วย(๗)

 

ระเบียงหอพระแก้ว เวียงจันทน์ เต็มไปด้วยชิ้นส่วนประติมากรรมที่หักพัง ภาพลายเส้นวาดโดย เดอ ลาปอร์ท เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๖ (พ.ศ. ๒๔๐๙) (ภาพจาก A Pictorial Journal on the Old Mekong Cambodia, Laos and Yunnan, 1998.)

สงครามเจ้าอนุวงศ์โดยสังเขป

สงครามในยุค ๑๘๐ ปีก่อนของไทยต่างจากสงครามในสมัยปัจจุบันที่เราเห็นในข่าวโทรทัศน์เป็นอย่างมาก กล่าวคือ ในยุคนั้นสงครามมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การเก็บทรัพย์จับเชลยกลับมาไว้ที่เมืองหลวงของตน ส่วนการยึดครองพื้นที่เป็นเป้าหมายรอง หากมีกำลังมากก็ยึดครองพื้นที่ของศัตรูด้วย หากมีกำลังไม่มากพอก็ตั้งเจ้าพื้นเมืองปกครองในฐานะประเทศราช ซึ่งวิธีหลังนี้ไทยใช้กับล้านนา ล้านช้าง เขมร และหัวเมืองมลายู(๘)

สำหรับเจ้าอนุวงศ์เป้าหมายในการทำสงครามคือการปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้นของไทย สำหรับวิธีการปลดแอกที่เจ้าอนุวงศ์ทรงวางแผนเอาไว้คือ ระดมพลจากเมืองที่เวียงจันทน์บังคับบัญชามาไว้ที่เวียงจันทน์กับจำปาศักดิ์ เพื่อฝึกทหารให้พร้อมรบยิ่งขึ้น แล้วส่งขุนนางพร้อมทหารส่วนหนึ่งออกไปเกลี้ยกล่อมเมืองต่างๆ ในภาคอีสานให้เข้าร่วมกับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ ส่วนการเข้าตีกรุงเทพฯ ถ้าตีได้ก็ตี ถ้าดูท่าทีกรุงเทพฯ มีการป้องกันที่เข้มแข็งก็ไม่ตี แต่จะกวาดต้อนประชากรตามหัวเมืองรายทางที่กองทัพลาวผ่านกลับเอามาไว้ที่เวียงจันทน์และจำปาศักดิ์(๙)

นอกจากนี้เจ้าอนุวงศ์ยังได้ส่งทูตไปชักชวนเกลี้ยกล่อมให้ญวน หลวงพระบาง หัวเมืองล้านนามีน่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เข้ามาช่วยพระองค์ด้วย เพราะลำพังเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ กำลังน้อยกว่าฝ่ายไทยมาก ทูตที่ส่งไปญวนไปก่อนการระดมพลที่เวียงจันทน์ของเจ้าอนุวงศ์ แต่แคว้นและหัวเมืองอีก ๖ แห่งที่กล่าวข้างบนส่งไปหลังจากมีการระดมพล หมายความว่าเจ้าอนุวงศ์ทรงตัดสินพระทัยทำสงครามก่อนที่จะรู้ผลว่าอาณาจักรญวน แคว้นและหัวเมืองอีก ๖ แห่ง จะเข้าร่วมสงครามกับพระองค์หรือไม่ อันนี้เป็นการตัดสินพระทัยที่รีบร้อนเกินไป เพราะปรากฏภายหลังจากสงครามดำเนินไปแล้วว่าอาณาจักรญวน กับแคว้นและหัวเมืองอีก ๖ แห่ง มิได้เข้าช่วยในสงครามครั้งนี้ แต่ถึงตอนนั้นก็สายไปเสียแล้ว(๑๐)

แผนที่แสดงเมืองที่อยู่ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์

สำหรับเมืองในอีสานที่เจ้าอนุวงศ์ทรงส่งขุนนางและทหารไปเกลี้ยกล่อม ปรากฏว่าผลของการเกลี้ยกล่อมมีระดับที่แตกต่างกัน กล่าวคือ มี ๒ เมืองที่เข้าร่วมอย่างเต็มที่คือ นครพนมกับจัตุรัส อีก ๙ เมืองที่เข้าร่วมไม่เต็มที่เท่า ๒ เมืองแรก คือ ขุขันธ์ สระบุรี หล่มสัก ชนบท ยโสธร สุรินทร์ ปักธงชัย ขอนแก่น สกลนคร และเมืองที่เจ้าเมืองไม่เข้าร่วมและถูกทหารฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ฆ่าตายคือ เจ้าเมืองเขมราฐ กาฬสินธุ์ ภูเวียง ภูเขียว ชัยภูมิ หล่มสัก และขุขันธ์ สำหรับ ขุขันธŒตอนแรกให้ความร่วมมือดีมาก แต่ภายหลังเจ้านครจำปาศักดิ์ (เจ้าราชบุตรโย่) เกิดไม่ไว้ใจจึงฆ่าเสีย(๑๑)

สำหรับการสงครามกล่าวโดยย่อก็คือ กองทัพฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ตอนแรก (ช่วง ๖ เดือนจากเดือนตุลา คม พ.ศ. ๒๓๖๙-มีนาคม พ.ศ. ๒๓๖๙) (นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. ๒๓๗๐) มีกำลังประมาณ ๑๗,๖๖๐-๓๕,๐๐๐ คน ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๐ มีกำลังประมาณ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คน(๑๒) กองทัพลาวยกเข้ามา ๒ สายหลัก คือ สายแรกยกจากเวียงจันทน์เข้ามาทาง ๒ ทาง คือ หนองบัวลำภู กับสกลนคร จากหนองบัวลำภูตรงมายึดเมืองโคราช ส่วนทางสกลนคร ยกมาทางกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ตามลำดับ สายที่สองยกมาจากจำปาศักดิ์เข้ามาทางอุบลราชธานีแล้วแยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งยกไปทางสุวรรณภูมิ อีกทางยกไปทางศรีสะเกษ ขุขันธŒ สังขะ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ประโคนชัย นางรอง การปะทะกันระหว่างกองกำลังของฝ่ายกู้ชาติเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ กับเมืองรายทางมีน้อยมาก ส่วนหนึ่งเพราะเห็นด้วยกับการกระทำของฝ่ายกู้ชาติ แต่เจ้าเมืองกรมการเมืองส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยเพราะเป็นกบฏ และเกรงจะต้องเผชิญกับการตีโต้ของฝ่ายไทย แต่เจ้าเมืองไม่มีกำลังจะต่อต้านกองกำลังของฝ่ายกู้ชาติจึงต้องทำเป็นเออออเห็นด้วยกับฝ่ายกู้ชาติ กองทัพฝ่ายเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ กวาดต้อนประชากรจากพื้นที่เขตโคราช-ลุ่มน้ำชีตอนต้น ๑๑ เมือง พื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางถึงตอนปลาย ๗ เมือง พื้นที่ตอนใต้ ๙ เมือง พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ๘ เมือง รวม ๓๕ เมือง(๑๓) เมืองที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุดคือเมืองสระบุรี เมืองศูนย์กลางการปกครองหลักของฝ่ายกรุงเทพฯ ในภาคอีสานและลาวคือเมืองโคราชก็ยึดอยู่ ๓๗ วัน ก็ถูกกวาดต้อนประชากรราว ๑๘,๐๐๐ คน หากรวมประชากรทั้ง ๓๕ เมืองที่ถูกกองทัพฝ่ายเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ กวาด ต้อนไปรวมประมาณ ๕๔,๓๒๐-๙๕,๒๑๖ คน(๑๔)

แผนที่แสดงเมืองที่ประชากรถูกฝ่ายเวียงจันทน์กวาดต้อน

การกบฏของเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ครั้งนี้ “ประกาศการกู้ชาติ” ในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ ระดมพลและฝึกทหารราว ๓ เดือน ระหว่างกลางเดือนตุลาคม-กลางเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๓๖๙ (นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. ๒๓๗๐) แล้วจึงเคลื่อนกำลัง มายึดเมืองโคราชในวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ วันที่ ๒๒ กุมภา พันธ์ พ.ศ. ๒๓๖๙ (๒๓๗๐) รัฐบาลที่กรุงเทพฯ จึงทราบข่าวกบฏ หลังจากที่ฝ่ายกบฏได้ดำเนินการไปแล้วเกือบ ๕ เดือน วันที่รัฐบาลทราบข่าวกบฏยกกำลังมาถึงเมืองสระบุรี(๑๕) ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ เพียง ๑๑๐ กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทัพเพียง ๓-๔ วัน แสดงให้เห็นว่าการข่าวของไทยล้าหลังมาก แต่โชคดีของฝ่ายไทยที่กองทัพฝ่ายกบฏมิได้บุกกรุงเทพฯ แต่ตัดสินใจยกทัพกลับพร้อมกับเก็บทรัพย์จับเชลยกลับเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์(๑๖)

กบฏครั้งนี้ใหญ่หลวงมากในสายตาของรัฐบาลไทย เห็นได้จากการออกคำสั่งเกณฑ์กำลังจากหัวเมืองทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ขึ้นไปจนถึงหลวงพระบาง แม้กระทั่งภาคใต้เกณฑ์ไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช แต่อย่างไรก็ตามกำลังหลักที่รัฐบาลไทยได้ใช้ในการรบจริงๆ เป็นกำลังจากภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง (พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย พิชัย ตาก เชียงทองเดิน) กองทัพไทยเดินทัพเข้าสู่ภาคอีสาน ๕ ทาง คือ เข้าอีสานใต้ทางประโคนชัย บุรีรัมย์ ตีค่ายมูลเค็งที่พิมาย สุวรรณภูมิ ยโสธร อุบล ราชธานี จำปาศักดิ์ จากจำปาศักดิ์ตีขึ้นไปตามแม่น้ำโขงผ่านเขมราฐ มุกดาหาร นครพนม สกลนคร ทัพนี้มีบทบาทเด่นที่สุด แม่ทัพคือ พระยาราชสุภาวดีหรือเจ้าพระยาบดินทร์เดชาในเวลาต่อมา ทัพที่ ๒ ยกเข้ามาทางปากช่องโคราช มุ่งเข้าตีหนองบัวลำภู ทัพที่ ๓ ผ่านสระบุรี ด่านขุนทด แล้วไปทางเดียวกับทัพที่ ๒ ทัพที่ ๔ ผ่านสระบุรี เข้าตีเพชรบูรณ์ หล่มสัก ทัพที่ ๕ จากพิษณุโลก เข้าตีหล่มสัก แล้วแบ่งส่วนหนึ่งยกขึ้นไปทางด่านซ้าย เมืองเลย มีเป้าหมายที่เวียงจันทน์ อีกส่วนหนึ่งจากหล่มสัก เข้าตีเมืองหนองบัวลำภู(๑๗)

รูปปั้นเจ้าพระยาบดินทร์เดชา แม่ทัพฝ่ายไทยคราวศึกเจ้าอนุวงศ์ ขนาดเท่าคนจริง หล่อด้วยโลหะ ณ วัดจักรวรรดิราชาวาส สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑

กองกำลังหลักของฝ่ายเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ มี ๕ แห่ง ตั้งรับอยู่ที่ค่ายมูลเค็ง ยโสธร หล่มสัก หนอง บัวลำภู และเวียงจันทน์ การรบที่ดุเดือดที่สุดคือการรบ ที่หนองบัวลำภูซึ่งฝ่ายลาวต่อต้านอย่างเหนียวแน่นในการรบวันที่ ๓-๔ พฤษภาคม และ ๑๐-๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๐ ในที่สุดฝ่ายไทยก็ตีแตกทุกแห่ง เจ้าอนุวงศ์เมื่อทรงทราบว่าหนองบัวลำภูแตกก็เสด็จหนีไปเมืองญวน กองทัพยึดเมืองเวียงจันทน์ในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๐(๑๘) หลังจากรัฐบาลไทยทราบข่าวกบฏประมาณ ๓ เดือน กับ ๑ สัปดาห์ นับว่ากองทัพไทยมีประสิทธิภาพสูงทีเดียว แต่การกบฏมิได้ยุติเพียงนั้น เพราะภายหลังจากฝ่ายไทยเก็บทรัพย์ จับเชลยกลับมาแล้ว เจ้าอนุวงศ์ซึ่งเสด็จลี้ภัยการเมืองอยู่ในเมืองญวน ๑ ปี ๗๘ วัน(๑๙) ก็เสด็จกลับเข้าเมืองเวียงจันทน์อีก พร้อมกับคณะทูตญวนซึ่งเดินทางเข้ามาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้เจ้าอนุวงศ์ ใน วันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ หลังจากมาถึงเวียง จันทน์ได้ไม่ถึง ๒ วัน ทหารลาวก็ฆ่าฟันทหารไทย ๓๐๐ คน ที่รักษาการณ์ในเวียงจันทน์ตายเกือบหมด เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้รวบรวมกำลังทหารแถวเมืองเสลภูมิ ยโสธรยกกลับมาตีโต้กองกำลังของฝ่ายลาวซึ่งนำโดยราชวงศ์ที่บ้านบกหวานใต้เมืองหนองคายลงมาเล็กน้อย สู้กันจนแม่ทัพทั้งสองบาดเจ็บ แต่ในสุดกองทัพลาวก็แตก ทัพไทยเข้ายึดเวียงจันทน์ได้เป็นครั้งที่สองในวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๑(๒๐) ส่วนเจ้าอนุวงศ์เสด็จหนีไปเมืองญวนเหมือนครั้งก่อน แต่ไปไม่รอดเจ้าน้อยเมืองพวนได้แจ้งที่ซ่อนของเจ้าอนุวงศ์ให้ฝ่ายไทยทราบ ฝ่ายไทยจึงจับเจ้าอนุวงศ์และเชื้อพระวงศ์ส่งกรุงเทพฯ พร้อมทำลายเมืองเวียงจันทน์เสียราบ เจ้าอนุวงศ์และเชื้อพระวงศ์ถูกขังประจานที่ท‰องสนามหลวง ๗-๘ วัน ก็ป่วยเป็นโรคลงโลหิตพิราลัยเมื่อชันษาได้ ๖๑ ปี ครองราชย์จาก พ.ศ. ๒๓๔๗-๗๐ รวม ๒๓ ปี(๒๑) เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเวียงจันทน์

 

วิเคราะห์สาเหตุความพ่ายแพ้ของเจ้าอนุวงศ์

หลักฐานที่ใช้วิเคราะห์หาสาเหตุความพ่ายแพ้ของเจ้าอนุวงศ์ มาจากหลักฐานชั้นต้น คือจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ ซึ่งบันทึกในขณะเกิดเหตุโดยเฉพาะรายงานของแม่ทัพนายกองขุนนาง(๒๒) บันทึกคำให้การของเชลยที่ไทยจับมาหลายคน(๒๓) ตลอดจนนิราศทัพเวียงจันทน์ซึ่งหม่อมเจ้าทับทรงนิพนธ์ พระองค์ทรงเป็นทหารของกรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ซึ่งเป็นแม่ทัพหน้าในการรบที่หนองบัวลำภู ทรงเห็นเหตุการณ์รบอันดุเดือดด้วย (นิราศทัพเวียงจันทน์Œนี้ สำนักพิมพ์มติชนได้ตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นเอกสารชั้นต้นที่สำคัญมาก สำหรับการศึกษาสงครามเจ้าอนุวงศ์) สาเหตุของความพ่ายแพ้ของเจ้าอนุวงศ์ตรงตามตำราของซุนวู และเหมาเจ๋อตุงที่กล่าวไว้ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” แต่เจ้าอนุวงศ์ทรงรู้เฉพาะกำลังฝ่ายตน แต่ทรงไม่รู้กำลังฝ่ายศัตรูคือฝ่ายไทย ประเมินผิดในฝ่ายที่พระองค์ทรงคิดว่าเป็นพันธมิตรของพระองค์ คือญวน หลวงพระบาง เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน ดังจะวิเคราะห์เป็นข้อๆ ดังนี้

๑. เจ้าอนุวงศ์ทรงประเมินกำลังฝ่ายไทยผิด คิดว่าแม่ทัพนายกองรุ่นใหม่ๆ ที่เก่งๆ คงจะมีน้อยกว่าแม่ทัพนายกองรุ่นเก่าสมัยรัชกาลที่ ๑ ซึ่งเป็นการประเมินที่ผิด สงครามเจ้าอนุวงศ์ทำให้เห็นแม่ทัพไทยที่เก่งกาจกล้าหาญหลายคน อาทิ กรมหมื่นนเรศโยธี แม่ทัพหน้าบริเวณลุ่มน้ำชีตอนต้น เจ้าพระยาราชสุภาวดี แม่ทัพไทยด้านอีสานกลาง อีสานตะวันออก และพระยาเพชรพิไชย แม่ทัพหน้าลุ่มน้ำป่าสัก(๒๔)

๒. เจ้าอนุวงศ์ทรงประเมิน “พันธมิตร” ของพระองค์ผิดพลาดไปหมด ทรงคิดว่า “ลาวพุงดำ” อันประกอบไปด้วย เชียง ใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่านจะเข้าช่วยพระองค์ พระองค์ทรงส่งทูตไปชักชวนลาวพุงดำเหล่านี้ ซึ่งเป็นลาวด้วยกัน ไทยปกครองแบบประเทศราชตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๗ ก่อนไทยปกครองล้านช้าง ๕ ปี บางเมือง เช่น น่านมีความสนิทสนมกับเจ้าราชบุตรเหง้าของเจ้าอนุวงศ์มากขนาดดื่มน้ำสาบานเป็นเพื่อนแท้กันมาแล้ว(๒๕) สำหรับหลวงพระบางเจ้าอนุวงศ์ก็ส่งทูตไปเกลี้ยกล่อมมาเป็นพวก ถึงแม้จะเคยขัดแย้งกันมาก่อนหน้านั้นหลายครั้งกับเวียงจันทน์ แต่เจ้าอนุวงศ์ทรงมองหลวงพระบางในแง่บวกคิดว่า คราวนี้เป็นศึกระหว่างลาวกับไทย อย่างไรเสียหลวงพระบางกับเวียงจันทน์ก็เป็นลาวด้วยกัน อย่างไรเสียน่าจะช่วยลาวมากกว่าไปช่วยไทย(๒๖) เจ้าอนุวงศ์ทรงสนิทสนมกับปลัดจันทา ปลัดน้อยยศ ๒ คนนี้เป็นปลัดกองเมืองสระบุรี เป็นลาวพุงดำ ปลัด ๒ คนนี้ไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองล้านนาทั้งห‰ามาช่วยเวียงจันทน์หลายครั้ง ส่วนเมืองน่านก็มีหนังสือไปบอกให้เมืองแพร่ ลำปาง เชียงใหม่ยกทัพมาช่วยเวียงจันทน์ตีกรุงเทพฯ โดยในหนังสือนั้นบอกว่าให้ยกทัพมาช่วยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งถูกกรมพระราชวังบวรฯ แย่งชิงอำนาจ แต่ล้านนาก็มิได้ตกหลุมพรางง่ายๆ เพราะการเป็นกบฏต่อไทยเป็นเรื่องใหญ่มาก ไทยมีประเทศราชมาก ไทยจะเกณฑ์หัวเมืองประเทศราชที่เหลือมาปราบกบฏเหมือนที่กำลังทำต่อเวียงจันทน์ ประเทศราชใดไม่มาช่วยตามคำสั่งของรัฐบาลไทยก็ถือเป็นกบฏไปด้วย ดังนั้นทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับประเทศราชก็คือ อยู่ฝ่ายไทย แต่ก็อยู่ฝ่ายไทยอย่างฉลาดคือยกทัพไปเวียงจันทน์แต่ไปอย่างช้าที่สุด เมื่อไปถึงไทยก็ยึดเวียงจันทน์เรียบร้อยแล้ว ส่วนหลวงพระบางก็เข้ากับฝ่ายไทยเหมือนล้านนา กล่าวโดยสรุปพันธมิตรที่เจ้าอนุวงศ์ทรงคาดหวังว่าจะอยู่ฝ่ายพระองค์เมื่อตอนเริ่มต้นของสงคราม แต่ต่อเมื่อเคลื่อนทัพไปไกลแล้วก็ทรงพบว่าหลวงพระบางและ ๕ หัวเมืองล้านนาไม่มีทีท่าชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่ายพระองค์ พระองค์จึงทรงขอร้องให้หัวเมืองล้านนาทั้งห้าวางตัวเป็นกลาง พระองค์ก็ทรงพอพระทัยแล้ว(๒๗) แต่พระองค์ก็ต้องทรงผิดหวัง เพราะหัวเมืองทั้ง ๖ แห่งที่กล่าวข้างต้นเข้ากับฝ่ายไทยทั้งหมด

แผนที่แสดงการตีโต้ของฝ่ายไทยในสงครามเจ้าอนุวงศ์

สำหรับญวนเป็นอาณาจักรที่เจ้าอนุวงศ์ทรงคาดหวังมากว่าจะเป็นพันธมิตรของพระองค์ ทรงส่งทูตไปเจรจาหลายครั้ง ขอร้องให้ญวนโจมตีไทยทางปากน้ำเจ้าพระยา ยังมิทันได้คำตอบจากญวน พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยทำสงครามไปแล้ว องค์ต๋ากุนแม่ทัพใหญ่ของญวนในญวนใต้เห็นด้วยที่จะทำสงครามกับไทย แต่จักรพรรดิมินหม่างทรงรู้ว่าราชวงศ์จักรีมีพระคุณต่อจักรพรรดิยาลองในการทำสงครามกอบกู้ราชวงศ์เหวียนขึ้นมาได้ การมาช่วยลาวโจมตีไทยก็เหมือนคนอกตัญญู(๒๘) ประกอบกับขณะนั้นเกิดอหิวาต์ระบาดในเมืองญวนคนตายเป็นจำนวนมาก จากเหตุผลดังกล่าวญวนจึงวางเฉยต่อการชักชวนของเจ้าอนุวงศ์ดังกล่าว ตอนที่เจ้าอนุวงศ์ทรงบอกให้หัวเมืองล้านนาทั้งห้าวางตัวเป็นกลางนั้น พระองค์ยังทรงหวังว่าจะได้กำลังจากญวนมาช่วยเพราะพบหลักฐานในเอกสารชั้นต้นเป็นหนังสือที่แจ้งให้หัวเมืองล้านนาตอนหนึ่งว่า “เรากับเมืองญวนเท่านั้นก็สำเร็จโดยง่าย”(๒๙) นี่คือการประเมินที่ผิดพลาดอย่างสำคัญของเจ้าอนุวงศ์

สำหรับอังกฤษ เจ้าอนุวงศ์ทรงประเมินท่าทีผิดพลาดก่อนประเมินรัฐและหัวเมืองอื่น เป็นความผิดพลาดที่สำคัญกว่าความผิดพลาดอื่นด้วย เพราะปัจจัย ที่ทำให้เจ้าอนุวงศ์ทรงตัดสินพระทัยว่าถึงเวลาแล้ว ที่เวียงจันทน์จะต้องประกาศเอกราชจากไทยก็คืออังกฤษนั่นเอง กล่าวคือ ในช่วงที่พระองค์ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอังกฤษไม่ดีนัก อังกฤษส่งทูตคือกัปตันเฮนรี่ เบอร์นี่ มาเจรจาเพื่อทำสัญญาทางไมตรีและการค้ากับไทย ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๖๘ เจรจาอยู่ ๓ เดือนก็ยังไม่ยุติ เจ้าอนุวงศ์ก็เสด็จกลับเวียงจันทน์ และต่อมาก็มีข่าวลือไปถึงเจ้าอนุวงศ์ที่เวียงจันทน์ว่าไทยมีเรื่องกับอังกฤษ ดังปรากฏในจดหมายเหตุ ร.๓ จ.ศ. ๑๑๘๗ เลขที่ ๕/ข ว่า “เรา [เจ้าอนุวงศ์] ได้ยินข่าวทัพเรืออังกฤษก็มารบกวนปากน้ำ…น่าที่เราจะยกกองทัพใหญ่ไปตีกรุงเทพฯ ก็เห็นได้โดยง่ายเพราะเราจะเป็นทัพกระหนาบ ทัพอังกฤษเป็นทัพหน้าอยู่ปากน้ำ ไทยก็จะพว้าพวังทั้งข้างหน้าข้างหลัง คงจะเสียทีเราเป็นมั่นคงไม่สงสัย”(๓๐) ข้อมูลเรื่องอังกฤษจะรบกับไทยนี้จึงเป็นข้อมูลที่สำคัญยิ่งต่อชะตาของเวียงจันทน์ เป็นเรื่องที่โชคร้ายมากที่เจ้าอนุวงศ์ทรงเชื่อข้อมูลนี้ จึงทรงตัดสินพระทัย “กู้ชาติ” ทั้งๆ ที่กำลังทหารของพระองค์ยังไม่มากพอจะต่อกรกับไทยตามลำพัง ในแผนการสงครามกู้ชาติของพระองค์จึงมีอังกฤษเป็นพันธมิตร (ที่ไม่ได้เซ็นสัญญา) ที่รบกับไทยทางด้านปากน้ำเจ้าพระยา ส่วนฝ่ายเวียงจันทน์ตีไทยทางด้านเหนือและอาจจะมีญวนช่วยตีทางด้านปากน้ำอีกทัพ หากเป็นไปตามแผนที่จินตนาการไว้นี้ไทยจะต้องแย่แน่ๆ ฝ่ายเวียงจันทน์เองก็รบง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้กำลังมากมายก็อาจเอาชนะไทยได้ ในจินตนา การของพระองค์ยังทรงดึงล้านนาและหลวงพระบางให้ช่วยตีไทยทางเหนืออีกด้วย

โบสถ์วัดสีสะเกด สร้างโดยเจ้าอนุวงศ์ เป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกทำลายคราวกองทัพไทยทำลายเวียงจันทน์

แต่จินตนาการสงครามของพระองค์ต้องล้มเหลวเพราะเมื่อเวลาทำสงครามจริงพันธมิตรในจินตนาการของพระองค์กลับไม่ได้เกิดขึ้นจริง อังกฤษก็เซ็นสัญญาเบอร์นี่กับไทย ตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๖๙ (๔ เดือนหลังจากพระองค์เสด็จออกจากกรุงเทพฯ) ญวนก็ไม่ได้ยกทัพมา หลวงพระบางและล้านนาไทยทั้งห้าก็ไม่ได้มาช่วยพระองค์ จึงมีแต่กำลังของเวียง จันทน์-จำปาศักดิ์เท่านั้นก็ต้องรบกับไทยตามลำพัง

เรื่องอังกฤษรบกับไทย แม้ในเวลาต่อมาเจ้าอนุวงศ์คงจะทรงทราบว่าไม่จริง แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงทราบความจริงตอนไหน อาจจะเป็นตอนที่มาถึงโคราชแล้วก็ได้ ตอนที่กองทัพเวียงจันทน์มาถึงโคราชที่แรก แจ้งกับกรมการเมืองโคราชว่า ยกทัพมาช่วยกรุงเทพฯ รบกับอังกฤษและขอเบิกข้าวจากฉางหลวงเมืองโคราช โดยอ้างว่าจะเอาไปเป็นเสบียง กรมการเมืองโคราชก็ไม่เคยทราบเรื่องไทยรบกับอังกฤษ ปกติเรื่องสำคัญขนาดนี้สมุหนายกจะต้องรีบแจ้งเจ้าเมืองโคราชให้ทราบอยู่แล้ว เพื่อเกณฑ์กองทัพเสบียง แต่นี่ไม่มีหนังสือแจ้งจึงดูจะไม่ค่อยเชื่อคำกล่าวอ้างของฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ แต่ด้วยกองทัพที่ยกมามากมาย กรมการเมืองจึงต้องยอมเปิดฉางข้าวให้กองทัพฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ตั้งมั่นอยู่ที่โคราชถึง ๓๗ วันจึงถอนกลับเวียงจันทน์ ที่ตั้งอยู่นานคงรอตรวจสอบข้อมูลเรื่องกองทัพญวนและอังกฤษ เรื่องกองทัพเรืออังกฤษไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าอนุวงศ์ทรงตัดสินพระทัยประกาศเอกราช แต่ทำให้ฝ่ายไทยเองก็สับสนพลอยระแวงว่าอังกฤษจะทำมิดีมิร้ายกับไทยหรือไม่ กล่าวคือ ในระหว่างที่ไทยเคลื่อนทัพจากภาคกลางสู่ภาคอีสานแล้ว เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชมีใบบอกถึงกรุงเทพฯ ว่า กองเรืออังกฤษ ๕ ลำมาจอดที่ปีนัง ไม่ทราบว่าจะมุ่งไปทางใด เขาจึงไม่อาจนำทัพมาช่วยกรุงเทพฯ ด้วยตนเอง แต่ให้พระยาพัทลุงบุตรชายคนโตนำทัพ ๕,๐๐๐ คน มาช่วยกรุงเทพฯ รบกับเวียงจันทน์ ข่าวร้ายนี้ทำให้รัชกาลที่ ๓ ทรงเรียกกองทัพที่ส่งมารบในอีสานกลับ ๓ กองทัพ (คือ กองทัพเจ้าพระยาพระคลัง กองทัพกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร กองทัพกรมหมื่นสุรินทรรักษ์) แต่ม้าเร็วมาแจ้งทันเพียง ๒ กองทัพที่อยู่หลังสุด ๒ กองทัพนี้จึงกลับมารักษากรุงเทพฯ(๓๑)

ที่ยกเรื่องอังกฤษมายืดยาวก็เพื่อจะบอกว่าการที่เจ้าอนุวงศ์ทรงเชื่อว่าอังกฤษคงจะมีเรื่องกับไทยแน่ เป็นข่าวที่มีมูล ไม่ใช่เป็นจินตนาการที่ไร้เหตุผล แต่โชคร้ายสำหรับเจ้าอนุวงศ์ตรงข่าวนี้ไม่จริง หากไทยรบกับอังกฤษจริง เวียงจันทน์ก็คงกู้ชาติสำเร็จไปแล้วในสงครามครั้งนั้น

๓. การกวาดต้อนประชากรอีสานเป็นจำนวนมาก หากดูผิวเผินจะเป็นผลดีต่อฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ในเรื่องของการเพิ่มพลเมืองเพิ่มกำลังทหาร แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกแล้วเป็นการสร้างปัญหาแก่ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ไม่น้อย กล่าวคือต้องแบ่งกำลังทหารส่วนหนึ่งมาควบคุมผู้อพยพไม่ให้ก่อความวุ่นวาย หรือโจมตีฝ่ายลาวแบบที่เกิดที่ทุ่งสำริดซึ่งทำให้จำนวนทหารจะใช้รบจริงลดลง ความทุกข์ยากของผู้อพยพจากการเดินทาง การขาดแคลนอาหาร การเจ็บป่วย และการต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติเนื่องจากไม่อาจขนย้ายไปได้ ทำให้ผู้อพยพไม่พอใจจนเกิดการต่อต้านจากผู้อพยพหลายที่ เช่น ชาวบ้านด่านลำจาก อุบลราชธานี ศรีสะเกษ เป็นต้น ซึ่งการต่อต้านของ ๒ กรณีหลังทำให้เจ้านครจำปาศักดิ์พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ในตอนท้ายของสงคราม(๓๒)

๔. เจ้าเมืองอีสานหลายเมืองไม่ยอมให้ความร่วมมือกับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ บางเมืองก็ต่อต้านจนถูกประหาร เจ้าเมืองที่ถูกฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ประหารมีเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เขมราฐ ชัยภูมิ ภูเวียง ภูเขียว หล่มสัก และขุขันธ์ เมืองหลังนี้เคยให้ความร่วมมือดีมาก แต่ตอนหลังเกิดระแวงจึงถูกประหาร การประหารชีวิตเจ้าเมืองเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเจ้าเมืองทุกแห่งมีญาติ พี่น้องบ่าวไพร่มาก และญาติพี่น้องส่วนมากก็เป็นผู้บริหารเมืองนั้นๆ ด้วย จึงเท่ากับเจ้าอนุวงศ์ทรงสร้างศัตรูขึ้นมากมาย(๓๓)

๕. อาวุธของฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น ปืนคาบศิลามีน้อย ตัวอย่างเช่นการรบที่ค่ายหนองบัวลำภู ค่ายนี้เป็นปราการป้องกันเวียงจันทน์ที่สำคัญมาก เป็นค่ายที่มีความกว้าง ๖๔๐ เมตร และยาวถึง ๑,๒๐๐ เมตร รวมความยาวของกำแพงค่าย ๓,๖๘๐ เมตร แต่มีทหารรักษาค่ายเพียง ๒,๓๐๐ คน และมีปืนคาบศิลาเพียง ๑๙๐ กระบอก และไม่มีปืนใหญ่เลย ทหารจำนวนหนึ่งไม่มีหอก ดาบ ปืน แต่ใช้กระบองและไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลมเป็นอาวุธ ที่ทหารเหล่านี้ไม่ได้รับแจกอาวุธดีๆ เพราะไม่มีอาวุธจะแจก หรือเพราะทหารเหล่านี้เป็นทหารเกณฑ์จากเมืองอื่นๆ ที่ไม่ค่อยแน่ใจในความจงภักดีนักก็ได้ (ทหารเวียงจันทน์และจัตุรัสเท่านั้นที่มีหอก ดาบ หรือปืนได้) หรือเป็นทั้งไม่ค่อยมีอาวุธจะแจกและไม่ค่อยไว้วางใจก็เลยไม่ได้รับอาวุธดีๆ(๓๔)

ชาวอีสาน พิธีเผาศพตามประเพณีแบบพื้นเมืองสองฝั่งโขง ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรป เขียนสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงต้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๕

๖. ความประมาทของฝ่ายเวียงจันทน์ในกรณีอพยพชาวโคราชทำให้เกิดการลุกฮือของชาวโคราชที่ทุ่งสำริด โจมตีทหารที่คุมมาตายเกือบหมด และทหารที่ส่งมาปราบก็ถูกโจมตีแตกกลับไปถึง ๒ ครั้ง มีทหารฝ่ายเวียงจันทน์ตายในการสู้รบประมาณ ๑,๒๐๐-๓,๐๐๐ คน เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของฝ่ายเวียง จันทน์ น่าจะส่งผลให้ความมั่นใจในตัวเองและขวัญของฝ่ายนี้ลดลง เพราะชาวโคราชกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดเป็นชาวบ้านไม่ใช่ทหารยังรบแพ้ ถ้ารบกับกองทหาร ไทยที่อาวุธเพียบพร้อมจะขนาดไหน การรบครั้งนั้นเป็นผลให้คุณหญิงโม ผู้นำการรบคนหนึ่งได้รับการยกย่องเป็นท้าวสุรนารี วีรสตรีของไทย อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว นอกจากนี้น่าจะมีผลให้จำนวนสัดส่วนของทหารที่ควบคุมผู้อพยพสูงขึ้นในเวลาต่อมา เพราะ จำนวนทหารที่ควบคุมขบวนผู้อพยพ ๑๘,๐๐๐ คน มีเพียง ๒๐๐ คน หรืออัตราส่วนทหาร ๑ คน ต่อผู้อพยพ ๙๐ คน ซึ่งน้อยเกินไปจนเกิดความพ่ายแพ้ที่ทุˆงสำริด ซึ่งฝ่ายเวียงจันทน์ต้องจำไปนานแสนนาน(๓๕)

กล่าวโดยสรุปความปราชัยของเจ้าอนุวงศ์เกิดจากการประเมินกำลังพันธมิตรผิดพลาดเป็นอย่างมาก เพราะลำพังกำลังทหารฝ่ายเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์ ก็มิอาจสู้กำลังทหารฝ่ายไทยอยู่แล้ว เจ้าอนุวงศ์ทรงฝากความหวังไว้กับอังกฤษ ซึ่งมิได้เป็นพันธมิตรโดยตรงของพระองค์ แต่เป็นพันธมิตรทางอ้อม หากอังกฤษโจมตีปากน้ำเจ้าพระยา ไทยจะต้องแบ่งกำลังส่วนใหญ่เอาไว้ต้านอังกฤษ นอกจากนี้เจ้าอนุวงศ์ยังทรงฝากความหวังไว้กับญวนว่าจะเข้าโจมตีทางปากน้ำเช่นกัน แต่ทั้งอังกฤษและญวนมิได้โจมตีไทยดังที่คาดไว้ ทำ ให้ไทยทุ่มกำลังส่วนใหญ่มาทางอีสาน เจ้าอนุวงศ์ยังทรงฝากความหวังไว้กับหลวงพระบางและหัวเมืองล้านนาทั้งห้า หวังว่าจะช่วยพระองค์ตีไทยทางด้านเหนือ แต่ความเป็นจริงตรงกันข้าม หัวเมืองทั้งหกยกทัพมุ่งไปที่เวียงจันทน์ การถูกเจ้าเมืองอีสานหลายเมืองต่อต้าน จนต้องประหารชีวิตเจ้าเมืองถึง ๖ เมือง ล้วนแต่มีผลในทางลบอย่างยิ่งต่อเจ้าอนุวงศ์

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้พระองค์ทรงปราชัย ก็คือปริมาณอาวุธที่ทันสมัย เช่น ปืนคาบศิลาซึ่งเป็นอาวุธยาว ทหารฝ่ายไทยมีมากกว่า แม้อาวุธพื้นฐานคือหอก ดาบ ทหารส่วนหนึ่งของฝ่ายเวียงจันทน์ก็ไม่มี มีแต่กระบองและไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลม การกวาดต้อนประชากรอีสานกลับไปเวียงจันทน์-จำปาศักดิ์เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความทุกข์ยากต่อคนเหล่านี้จนหลายเมืองเกิดการต่อต้าน โดยเฉพาะการต่อต้านของชาวเมืองโคราช แล้วทหารฝ่ายเวียงจันทน์ปราบไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังฝ่ายเวียงจันทน์ตกต่ำ และต้องนำทหารที่ต้องใช้รบมาคุมเชลยที่เหลือมากขึ้น ทำให้ทหารที่ใช้รบของฝ่ายเวียงจันทน์ลดลง

ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้เจ้าอนุวงศ์ทรงปราชัยในสงครามกู้ชาติครั้งนั้น


เชิงอรรถ

(๑) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๐๕), น. ๒๕๖, ๒๗๗, ๖๐๐-๖๐๔.

(๒) มหาคำ จำปาแก้วมณี และคณะ. ประวัติศาสตร์ลาว. แปลโดยสุวิทย์ ธีรศาศวัต. (ขอนแก่น : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๓๙), น. ๗๗.

(๓) โปรดดูรายละเอียดในสุวิทย์ ธีรศาศวัต. ประวัติศาสตร์อีสาน ๒๓๒๒-๒๔๘๘. (ขอนแก่น : คณะมนุษยศาสตร์และสังคม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๙), บทที่ ๗ น. ๒๑๓-๒๖๐.

(๔) Andrew Heritage. World Atlas. (London : Dorling Kindersley Ltd., 2005), p. 214.

(๕) จดหมายเรื่องปราบกบฏเวียงจันทน์. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอมเรนทรมนตรี (เจิม บุรานนท์) ๔ กุมภา พันธ์ ๒๔๗๙, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร), น. ๓-๔.

(๖) เพิ่งอ้าง, น. ๓-๕.

(๗) มยุรี และเผยพัน เหง้าสีวัทน์ “เจ้าอนุฯ เรื่องเก่าปัญหาใหม่,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ๙ (๑๑) กันยายน ๒๕๓๑ น. ๓-๔.

(๘) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตน โกสินทร์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๐๕), น. ๓๒, ๔๕, ๖๕, ๑๒๕, ๑๔๐.

(๙) สุวิทย์ ธีรศาศวัต. อ้างแล้ว, น. ๑๗๗.

(๑๐) เพิ่งอ้าง, น. ๑๗๓-๑๗๔.

(๑๑) เพิ่งอ้าง, น. ๑๗๔.

(๑๒) จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๐), น. ๑๔, ๒๗, ๔๕-๗๗; หอสมุดแห่งชาติ (หสช.). จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ จ.ศ. ๑๑๘๗ เลขที่ ๕/ข.

(๑๓) จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓.

(๑๔) เพิ่งอ้าง, น. ๑๒๖.

(๑๕) หสช. จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ จ.ศ. ๑๑๘๗ เลขที่ ๕/ข.

(๑๖) สุวิทย์ ธีรศาศวัต. อ้างแล้ว. น. ๑๘๑-๑๘๓.

(๑๗) เพิ่งอ้าง, น. ๑๘๘-๑๙๓.

(๑๘) เพิ่งอ้าง, น. ๑๙๓-๒๐๑.

(๑๙) เพิ่งอ้าง, น. ๒๐๓.

(๒๐) เพิ่งอ้าง, น. ๒๐๔.

(๒๑) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. อ้างแล้ว. น. ๘๘-๙๑.

(๒๒) รายละเอียดโปรดดูใน จดหมายเรื่องปราบกบฏเวียงจันทน์ ที่อ้างแล้ว

(๒๓) รายละเอียดโปรดดูใน จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ ที่อ้างแล้ว

(๒๔) หม่อมเจ้าทับ. นิราศเวียงจันทน์. (กรุงเทพฯ : มติชน), ๒๕๔๔; จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ อ้างแล้ว, น. ๒๑-๑๑๙.

(๒๕) จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ เพิ่งอ้าง, น. ๔๐, ๔๕, ๑๐๖-๑๐๗.

(๒๖) เพิ่งอ้าง, น. ๑๐๗.

(๒๗) เพิ่งอ้าง, น. ๔๐-๑๒๔.

(๒๘) หสช. ร.๓ จ.ศ. ๑๑๘๓ เลขที่ ๑๙, จศ. ๑๑๘๙ เลขที่ ๔.

(๒๙) เพิ่งอ้าง และจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ อ้างแล้ว, น. ๖๗-๖๙, ๗๓.

(๓๐) จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร) ๒๕๓๐ น. ๕๓; สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบพม่า. (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา), ๒๕๐๕, น. ๖๖๖-๗๗๒. และจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ จ.ศ. ๑๑๘๗ เลขที่ ๕/ข; หสช. ร.๓ จ.ศ. ๑๑๘๗ เลขที่ ๑๓, จ.ศ. ๑๑๘๙ เลขที่ ๔.

(๓๑) จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ จ.ศ. ๑๑๘๗ เลขที่ ๕/ข.

(๓๒) จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓, น. ๓๗, ๕๗-๕๘, ๑๓๕.

(๓๓) เพิ่งอ้าง, น. ๓๐, ๔๔, ๗๘, ๑๑๕.

(๓๔) เพิ่งอ้าง, น. ๗๕-๙๙ และหม่อมเจ้าทับ. อ้างแล้ว. น. ๔, ๖๐-๖๔.

(๓๕) จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ จ.ศ. ๑๑๘๗ เลขที่ ๕/ขจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๓ อ้างแล้ว, น. ๓๗, ๑๒๙-๑๓๐.

โพสท์ใน ศาสนา | ใส่ความเห็น

มาฆบูชา พระอรหันต์ ๑๒๕๐ องค์มีใครบ้าง

มาฆบูชา พระอรหันต์ 1250 รูปมีใครบ้าง?

มาฆบูชาที่กำลังจะถึงนี้ พวกเราก็ทราบดีว่ามีความสำคัญคือ

พระสงฆ์ 1,250 รูป ได้กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นเอหิภิกขุที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น ซึ่งเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ คือผู้ได้อภิญญา 6 ข้อ
วันที่พระสงฆ์ทั้งหมดมาชุมนุมกันนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3)
คำถามคือ พระอรหันต์ 1250 นี้มีใครบ้าง? ก่อนอื่น เราลองมาไล่กันดูก่อนว่า มีพระอรหันต์กี่องค์แล้วในตอนนั้น เริ่มจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้วันเพ็ญเดือน6

ปัญจวัคคีย์ รวม 5 รูป

พวกเราก็รู้จักท่านปัญจวัคคีย์กันดีครับ ซึ่งท่านทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ลำดับการบรรลุธรรมของพวกท่านเป็นดังนี้ครับ

ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 : ท่านโกณฑัญญะ ได้ธรรมจักษุ
แรม 1 ค่ำ เดือน 8 : ท่านวัปปะได้ธรรมจักษุ
แรม 2 ค่ำ เดือน 8 : ท่านภัททิยะ ได้ธรรมจักษุ
แรม 3 ค่ำ เดือน 8 : ท่านมหานามะ ได้ธรรมจักษุ
แรม 4 ค่ำ เดือน 8 : ท่านอัสสชิ ได้ธรรมจักษุ
แรม 5 ค่ำ เดือน 8 : พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตร และ ท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ก็ได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์
รวมตอนนี้มีพระอรหันต์ 5 รูป (ไม่รวมพระพุทธเจ้า)

พระยสกุลบุตร และ สหาย รวม 55 รูป

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้ไปโปรดพระยสกุลบุตร และ หลังจากได้ฟังธรรม ท่านยสก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ยังไม่ได้บวชเลยทีเดียว และ พระยสเนี่ยท่านไม่ธรรมดานะครับ ท่านเป็นลูกชายของ นางสุชาดา คนที่ถวายข้าวมัธุปายาส หน่ะครับ

หลังจากพระยสได้ออกบวช เพื่อนๆของท่านก็ได้ออกบวชตาม อีก 54 คน และ ทั้งหมดก็ได้เป็นพระอรหันต์

รวมตอนนี้มีพระอรหันต์ 60 รูป (ไม่รวมพระพุทธเจ้า)

พระพุทธเจ้า ส่งพระอรหันต์ทั้ง 60 ออกไปประกาศศาสนา

ทรงตรัสเรียก และให้สาวกทั้งหมดออกประกาศศาสนา (60รูป – ปัญจวัคคีย์ + พวกพระยสะ)

โดยตรัสให้พระสาวก 60 รูปแยกย้ายกันประกาศศาสนา 60 แห่งไม่ซ้ำทางกัน ส่วนพระองค์เองจะเสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม

ภัททวัคคีย์ รวม 30 คน

ระหว่างทาง พระพุทธเจ้าได้พบกับ กลุ่มภัททวัคคีย์ ซึ่งมี 30 คนด้วยกัน ทรงสอนธรรมะ และ ทั้งหมดก็ได้บรรลุธรรมขั้นต้น แต่ยังไม่มีใครได้เป็นพระอรหันต์

ซึ่ง พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกให้ พระภัททวัคคีย์ทั้ง 30 คน ออกเดินทางไปพร้อมๆกัน ที่ทรงไม่ให้แยกเดินทางเดี่ยวเพราะ ตอนนั้นท่านทั้ง 30 ยังไม่ได้บรรลุอรหันต์

เอาเป็นว่าตอนนั้น พระในโลกมี 60 รูป ที่เป็นอรหันต์ และ 30 รูปที่ยังไม่ได้เป็นอรหันต์

โปรดชฏิลสามพี่น้องและบริวาร รวม 1003 คน

ท่านก็ได้ไปโปรด ชฏิล 3 พี่น้อง ก็ใช้เวลาอยู่นานหน่อยกว่าจะทำให้ชฏิลยอมรับได้

แต่พอเหล่าชฏิลยอมรับแล้ว หันมาฟังธรรม ท่านทั้งหมดก็บรรลุเป็นอรหันต์

อุรุเวลากัสสปะ และ บริวาร 500
นทีกัสสปะ และ บริวาร 300
คยากัสสปะ และ บริวาร 200
รวม 1003 คน
การเป็นว่าตอนนั้น พระในโลกมี 1063 รูป ที่เป็นอรหันต์ และ 30 รูปที่ยังไม่ได้เป็นอรหันต์

พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ และคณะ รวม 252 คน

ถัดมาก็เป็นคณะของพระสารีบุตร และ โมคคัลลานะ ที่ตามเข้าบวช โดยที่ท่านทั้งหมดพาบริวารมาด้วยอีก 250 คน บริวารทั้งหมดบรรลุอรหันต์จากการฟังธรรมครั้งแรก แต่พระสารีบุตร กับ พระโมคคัลลานะใช้เวลานานกว่านิดนึงคือ

พระโมคคัลลานะ ใช้เวลา 7 วัน
พระสารีบุตรใช้เวลา 14 วัน
และ วันที่พระสารีบุตรบรรลุอรหันต์นั้น ก็คือวัน มาฆบูชานั่นเองครับ

สรุป มีพระอรหันต์กี่องค์ เมื่อถึงวันมาฆบูชา?

จากพุทธประวัติ เราพอจะสรุปได้ว่า ในตอนนั้น (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) มีพระแล้วทั้งหมด 1345 รูป โดยแบ่งเป็น

มีพระอรหันต์รวม 1315 รูป
ปัญจวัคคีย์ รวม 5 รูป
พระยสกุลบุตร และ สหาย รวม 55 รูป
ชฏิลสามพี่น้องและบริวาร รวม 1003 คน
พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ และคณะ รวม 252 คน
ที่ยังไม่ได้เป็นอรหันต์ 30 รูป
ภัททวัคคีย์ รวม 30 คน
แต่ว่า ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า เมื่อถึงวัน มาฆบูชาแล้ว ในบรรดาท่านทั้ง 30 อาจจะมีบางท่านบรรลุอรหันต์แล้วก็เป็นได้
แล้วพระอรหันต์ 1250 รูปมีใครบ้าง?

แต่ก็มีบางท่านได้ให้สมมุติฐานไว้เหมือนกันนะครับ ว่า 1250 รูปนั้น คือ

ชฏิลสามพี่น้องและบริวาร รวม 1003 คน
พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ และคณะ รวม 252 คน
รวม 1255 รูป แต่ว่า เค้าไม่นับ ชฏิลสามพี่น้อง พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ทำให้เหลือ 1250 พอดี
ส่วนภัททวัคคีย์ 30 คน นั้นไม่นับ เค้าบอกว่า ยังไม่บรรลุ และ พระอีก 60รูป คือ ปัญจวัคคีย์ + พวกพระยสะ ก็ไม่นับ เพราะ ได้แยกย้ายไปประกาศศาสนา

ฟังดูก็น่าสนใจดีครับ แต่ก็เอาเป็นว่า ฟังหูไว้หูแล้วกันครับ เพราะ พวกเราเกิดไม่ทัน ^ ^”

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

[ภาพที่ ๓๕] ถึงป่าอิสิปตนะ เบญจวัคคีย์เห็นแต่ไกล นัดกันว่าจะไม่ต้อนรับ แต่แล้วก็กลับใจ

[ภาพที่ ๓๖] สำแดงปฐมเทศนา ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร โปรดเบญจวัคคีย์ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม

[ภาพที่ ๓๗] ยสกุลบุตร หน่ายสมบัติ เดินไปสู่ป่าอิสิปตนะ พบพระพุทธองค์ ทรงแสดงธรรมโปรด

[ภาพที่ ๓๘] เสด็จไปหาชฎิล อุรุเวลกัสสป ขอพักในโรงไฟ ชฎิลบอกว่ามีนาคร้าย ก็ไม่ทรงฟัง

[ภาพที่ ๓๙] บันดาลให้นาคราชขดกายลงในบาตร ให้ชฎิลดู ชฎิลก็ยังไม่เลื่อมใส

[ภาพที่ ๔๐] วันหนึ่งฝนตกหนัก น้ำท่วม แต่ไม่ท่วมที่ประทับ ชฎิลเห็นอัศจรรย์ จึงทูลขอบรรพชา

[ภาพที่ ๔๑] พระอุรุเวลกัสสปประกาศตนเป็นพุทธสาวก ต่อหน้าพระเจ้าพิมพิสาร ณ สวนตาลหนุ่ม

[ภาพที่ ๔๔] พระโมคคัลลาน์ สารีบุตร อัครสาวกซ้าย-ขวา มาทูลขอบรรพชาเป็นเอหิภิกขุ

[ภาพที่ ๔๕] พระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์ แก่พระอรหันต์สงฆ์ในวันเพ็ญมาฆบูชา

ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่กลางแจ้ง
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ สถานที่กลางแจ้ง
โพสท์ใน ศาสนา | ใส่ความเห็น

บทที่ 4

การกำเนิดโลก และมนุษย์

 

                ในเรื่องการกำเนิดขึ้นของจักรวาล โลก และมนุษย์นั้น คิดว่าหลายท่านคงจะเคยได้ทราบหรือเคยศึกษามาบ้างแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะมีผู้ที่สนใจในเรื่องนี้อยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจใคร่รู้ของมนุษย์มานับตั้งแต่ยุคโบราณ  มนุษย์ต่างตั้งข้อสงสัยและพยายามแสวงหาคำตอบ เพื่อให้ทราบว่า จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งคืออะไร โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวเรามาจากไหน ใครเป็นมนุษย์คนแรก จนกระทั่ง บัดนี้มนุษย์ก็ยังไม่รู้แน่ชัดถึงความเป็นจริงของคำตอบต่าง ๆ ที่ตนสงสัยมาช้านาน

 

ความเชื่อเรื่องกำเนิดโลก

มีหลายคำสอนในหลายศาสนาที่เป็นศาสนาประเภท เทวนิยม ไม่ว่าจะเป็นศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ ชาวสุเมเรียน และชาวบาบิโลนเมื่อกว่า ๕๐๐๐ ปีก่อน เรื่อยมากระทั่ง พราหมณ์ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่ ศาสนาชินโตของชาวญี่ปุ่น ต่างก็มีคำสอนว่า สิ่งต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะเทพเจ้าหรือพระเจ้าในศาสนาของตนเป็นผู้บันดาลให้เกิดขึ้นหรือสร้างขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว โลก มนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นผลงานของพระเจ้าทั้งสิ้น โดยแต่ละศาสนาก็มีบันทึกเรื่องราวที่พระเจ้าในศาสนาของตนสร้างสิ่งต่าง ๆ ไว้ในคัมภีร์ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไป

จนกระทั่งปัจจุบัน แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตมาก มีเทคโนโลยีและวิทยาการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เรียกว่าแทบจะทุกชั่วโมงเลยก็ว่าได้ และมนุษย์ก็ได้ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ในการค้นหาคำตอบ เพื่อพิสูจน์ความจริง จะเป็นเพราะด้วยไม่เห็นด้วยกับคำสอนที่ตนเคยได้ยินหรือได้รับการถ่ายทอดมา หรือว่าจะเป็นเพราะต้องการที่จะหาข้อพิสูจน์มายืนยันความเชื่อทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ทราบได้ แล้วก็ตั้งข้อสันนิษฐานไปต่าง ๆ นา เป็นต้นว่า จักรวาล และโลก เกิดจากการระเบิดตัวของวัตถุที่มีมวลมหาศาลบ้าง มนุษย์เกิดมาจากลิงบ้าง โดยอาศัยสิ่งต่าง ๆ เป็นเครื่องสนับสนุนเพื่อต้องการให้ข้อคิดเห็นของตนนั้นน่าเชื่อถือ ดูมีเหตุมีผลเป็นหลักการ แต่แล้วก็มีผู้เสนอแนวคิดใหม่ ๆ มาหักล้างแนวคิดเดิม เป็นเช่นนี้อย่างไม่ มีที่สิ้นสุด

แต่แม้จะมีผู้พยายามเสนอทฤษฎีต่าง ๆ คนแล้วคนเล่ารวมทั้งพยายามพิสูจน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เราก็ยังไม่ทราบอยู่นั่นเองว่า สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์สงสัยและโต้แยงกันมายาวนานไม่มีที่สิ้นสุดนี้ มีคำตอบที่ถูกต้องอย่างไร มีข้อสรุปที่ชัดเจนเช่นไร ในเมื่อเราต่างก็กำลังแสวงหาคำตอบด้วยกันทุกท่าน ก็อยากจะเสนอแนวคิดเรื่องการกำเนิดขึ้นของจักรวาล โลก มนุษย์  และสรรพสิ่ง อีกทัศนะหนึ่งให้ศึกษาพิจารณาดู โดยแนวคิดนี้เป็นคำสอนที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวพุทธ และเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงมากว่า ๒๕๐๐ ปี ก่อน

 

ปฐมเหตุที่ทรงแสดง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงเรื่องการกำเนิดจักรวาล โลก มนุษย์ และสิ่งต่าง ๆ ไว้ใน อัคคัญญสูตร[1] พระสูตรนี้ได้กล่าวถึงการบังเกิดขึ้นจักรวาล โลก มนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้

อัคคัญญสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแสดงนี้  มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะกล่าวถึงการกำเนิดของโลก และมนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งโดยตรง เพียงแต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สามเณร ๒ รูป คือ วาเสฏฐสามเณรและภารทวาชสามเณร เพื่อจะบอกเหตุอันเป็นความเชื่อในเรื่องของวรรณะที่พวกพราหมณ์ยึดถือต่อ ๆ กันมา เนื่องจากสามเณรทั้ง ๒ นั้นเกิดมาจากวรรณะของพราหมณ์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นถือกันว่า วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะสูง จะเป็นรองก็เพียงวรรณะกษัตริย์เท่านั้น[2]  แต่ทั้ง ๒ กลับเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาที่พวกพราหมณ์เรียกว่าเป็นสมณะโล้น จัดเป็นวรรณะที่เลวทราม เกิดจากเท้าของพรหม

พระศาสดาเมื่อทรงสดับเช่นนั้น จึงทรงชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไปแห่งการที่เกิดชื่อเรียกของวรรณะต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้สามเณรทั้ง ๒ นั้นทราบ โดยทรงหยิบยกเอาเรื่องตั้งแต่การที่จักรวาลยังกลายเป็นน้ำเรื่อยมา จนเกิดมีการสมมติชื่อของวรรณะต่าง ๆ ขึ้น แล้วทรงสรุปว่า การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะประเสริฐหรือเลวทราม ก็ด้วยการกำหนดจากธรรมและอธรรมที่เขาประพฤติเท่านั้น หาได้กำหนดจากสิ่งอื่นไม่ ถึงอย่างไรก็ตามแม้พระสูตรจะมิได้มุ่งหมายที่จะกล่าวถึงการบังเกิดขึ้นของโลก มนุษย์ และสรรพสิ่งโดยตรง แต่เนื้อหาของพระสูตรก็ทำให้เราทราบว่ามนุษย์ ตลอดจนสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เราต่างก็สงสัยและโต้เถียงกันมายาวนานนั้น มีจุดกำเนิดหรือที่มาอย่างไร

 

 

กำเนิดจักรวาล โลก มนุษย์ และสรรพสิ่ง

การกำเนิดขึ้นของ จักรวาล โลก หรือมนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวงนี้ เป็นคำสอนหรือความรู้ในพระพุทธศาสนาดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นอาจจะมีบางท่านที่เคยศึกษาแล้วอาจจะไม่เห็นด้วย หรือมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในใจ ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งแปลกแต่อย่างใด ที่การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะรู้สึกปฏิเสธหรือต่อต้านในสิ่งที่ผิดไปจากสิ่งที่ตนเคยรู้เคยได้ยินมา หรือแม้กระทั่งผิดไปจากสิ่งที่ตนเชื่อมั่นหรือคาดหวัง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงทราบดีอยู่ว่าจะต้องมีผู้ที่ไม่เชื่อหรือไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก  ซึ่งก็ไม่ใช่อุปสรรคเลย

พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่บังคับให้ใคร ๆ เชื่อในคำสอน ไม่ได้ใส่ใจว่าผู้ใดจะศรัทธาหรือไม่แต่อย่างใด แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา เป็นศาสนาที่ว่าด้วยเหตุและผล และสิ่งที่พระพุทธองค์แสดงนั้นเป็นเพราะทรงเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น และคำสอนที่แสดงนั้นก็ไม่ได้ให้ผู้ฟังเชื่อตาม แต่ทรงให้พิจารณาไตร่ตรองและให้พิสูจน์ว่าสิ่งที่พระองค์แสดงนั้นจริงเท็จอย่างไรด้วยตัวของผู้นั้นเอง  ดังที่ได้แสดงแก่ชนทั้งหลายในการที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ที่บ้านกาลาม ในกาลามสูตรว่า

 

“ควรแล้วท่านจะสงสัย ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา อย่าได้ถือโดยลำดับสืบ ๆ กันมา อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ ๆ อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ถือโดยชอบใจว่า ต้องกันกับลัทธิของตน อย่าได้ถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ถือโดยความนับถือว่า สมณะผู้นี้เป็นครูของเรา เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นอกุศลธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย เมื่อนั้น”[3]

 

ดังนั้น เนื้อหาในเรื่องกำเนิดโลกนี้ หากมีท่านใดท่านหนึ่งอาจจะคัดค้านไม่เห็นด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นทัศนะในพระพุทธศาสนาซึ่งไม่ปรารถนาจะให้ผู้อ่านเชื่อในทันทีเมื่อมาศึกษา แต่จะเป็นการดีถ้าได้พิสูจน์แล้วและเห็นตาม

การกำเนิดขึ้นของจักรวาล โลก และสรรพสิ่งนั้น เริ่มจากแต่เดิมนั้นก่อนที่สรรพสิ่งจะเกิดขึ้นนั้น ในท้องจักรวาลไม่มีสิ่งใด ๆ เลย มีเพียงอากาศที่เวิ้งว่างว่างเปล่า โล่งเตียนตลอด (ในบทเรียนที่ ๒ เราได้ทราบแล้วว่า อากาศ เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีสภาพเป็นที่ว่าง ปราศจากธาตุอื่น ๆ และเป็นธาตุองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิด และมีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง) โดยที่ความว่างเปล่านี้เกิดจากการที่จักรวาลได้เสื่อมและถูกทำลายลง ด้วย ไฟ น้ำ และลม ซึ่งเราจะได้ศึกษาถึงรายละเอียดการที่โลกถูกทำลาย ในบทเรียนที่ ๖ ต่อไป

เนื่องจากจักรวาลและโลกนั้นกำเนิดขึ้น และถูกทำลายลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และยังจะต้องถูกทำลาย และก็จะเกิดขึ้นอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่ไม่สามารถจะระบุได้ว่า จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเริ่มต้นและสิ้นสุดนี้คือเมื่อใด การกำเนิดของโลกและสรรพสิ่งที่กล่าวถึงในบทเรียนนี้ จึงเป็นช่วงหนึ่งของวัฏจักรที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น โดยการกำเนิดที่กล่าวถึงในบทเรียนนี้ เป็นการกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่จักรวาลถูกทำลายด้วยไฟ ก่อนที่จะมาถึงกำเนิดขึ้นนี้

หลังจากที่จักรวาลเปล่าร้างปราศจากสิ่งใด ๆ เป็นเวลายาวนาน (นานจนไม่สามารถระบุระยะเวลาได้)  ต่อมามีฝนตกลงมาในท้องจักรวาลที่มีเพียงอากาศนั้น น้ำฝนที่ตกลงมาในระยะแรก เป็นฝนที่มีขนาดเล็กมาก จากนั้นจึงมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งขนาดเท่ากับลำของต้นตาล เนื่องจากฝนที่ตกขึ้นนี้ ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนจึงเพิ่มระดับสูงขึ้น จนกระทั่งท่วมเต็มทั่วทั้งท้องจักรวาล

การที่ฝนทรงตัวอยู่ได้นี้ เป็นเพราะมีลมมารองรับไว้เหมือนภาชนะ จึงทำให้น้ำไม่รั่วไหลกระจัดกระจาย แต่จะรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน  ด้วยคุณสมบัติของลมทำให้น้ำค่อย ๆ งวดยุบหดลดลงจากเบื้องบน ระดับน้ำได้ลดระดับลงมาเรื่อย ๆ เมื่อระดับน้ำลดลง ทำให้ที่ตั้งของภพต่าง ๆ ปรากฏขึ้น เริ่มตั้งแต่  พรหมชั้นต่าง ๆ เรื่อยลงมาจากชั้นบนสู่ชั้นล่าง จากนั้นสวรรค์ชั้น ต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นหลังจากที่ระดับน้ำได้ลงไปจากที่ตั้งของภพสวรรค์ชั้นต่าง ๆ นั้น

เมื่อระดับน้ำลดลงมาถึงระดับพื้นดิน ระดับน้ำเริ่มคงที่ไม่ลดลงไปอีก  เมื่อน้ำนิ่งจึงเกิดการรวมตัวกันเป็นตะกอนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ซึ่งตะกอนนี้เกิดจากการรวมตัวของธาตุหยาบ (การเกิดขึ้นของภพพรหมและสวรรค์ เป็นการรวมตัวของธาตุละเอียด ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตามนุษย์) ตะกอนที่รวมตัวและลอยอยู่เหนือน้ำนี้ คล้ายกับการลอยของใบบัวที่อยู่เหนือน้ำคือลอยอยู่ได้โดยไม่จม มีสีเหลือง รสหวาน และมีกลิ่นหอม (เรียกว่า ง้วนดิน) ซึ่งต่อมาคือแผ่นดินที่รองรับสิ่งต่าง ๆ โดยตะกอนที่เกิดขึ้นมาก่อนเรียกว่า ศีรษะแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเป็นประธานของโลกมนุษย์

หลังจากแผ่นดินได้เกิดขึ้นแล้ว ต่อมาได้มีต้นไม้เกิดขึ้น ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเป็นชนิดแรกคือ ต้นบัว โดยที่เป็นบัวที่มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้น และขึ้นบนแผ่นดิน ต่างจากบัวในปัจจุบันที่เป็นไม้ล้มลุกและขึ้นเฉพาะในน้ำ  บัวที่เกิดขึ้นนี้จะปรากฏขึ้นทุกครั้งที่โลกกำเนิดขึ้นหลังจากที่ถูกทำลายไป โดยที่ในการเกิดขึ้นของดอกบัวนี้จะออกดอกไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง บางครั้งไม่มีดอก บางครั้งมีดอก โดยการออกดอกจะมีตั้งแต่ ๑ ถึง  ๕ ดอก แต่จะไม่มากไปกว่านั้น ซึ่งจำนวนของดอกบัวที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นสิ่งที่บอกว่า จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดหรือไม่บังเกิดขึ้น หรือว่าบังเกิดขึ้นอีกพระองค์ในกัปนั้น (อย่างเช่นในกัปของเรา มีดอกบัวปรากฏเมื่อครั้งกำเนิดโลก ๕ ดอก ก็หมายความว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๕ พระองค์) บัวนี้จึงมีชื่อว่า บัวพยากรณ์

 

 

มนุษย์ยุคแรก

หลังจากที่แผ่นดินได้เกิดขึ้นแล้ว ได้มีพรหมพวกหนึ่งจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์  โดยเป็นพรหมที่หมดบุญ หรือสิ้นอายุจากชั้นอาภัสสราพรหม  การเกิดมาเป็นมนุษย์ในยุคแรกนี้ เป็นการเกิดเองโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เกิดแล้วมาก็โตเต็มวัยเลย ซึ่งการเกิดชนิดนี้เรียกว่า เกิดแบบโอปปาติกะ[4]

มนุษย์ที่จุติมาจากอาภัสสราพรหมนี้ จะมีรูปร่างและลักษณะเหมือนขณะที่ตอนยังเป็นพรหม คือจะไม่มีเพศ ร่างกายมีแสงสว่างเรือง มีรัศมีสว่าง เหาะไปมาในอากาศได้ และมีปีติเป็นอาหาร ไม่ต้องกินสิ่งอื่นที่อยู่ภายนอกร่างกายเข้าไป

โลกในช่วงที่พรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์นี้ มีสัณฐานแบนและมีจุดเชื่อมต่อกับสวรรค์ (สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา) โลกกับสวรรค์สามารถไปมาหาสู่กันได้ แต่ต่อมาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนรูปทรงและเคลื่อนตัวห่างออกจากสวรรค์ไปตามบาปอกุศลที่มนุษย์สร้าง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ จากโลกที่แต่เดิมมีสัณฐานแบน ก็เริ่มฟูขึ้น เมื่อฟูจนได้ระดับหนึ่ง ก็จะหดตัวเข้าเป็นทรงรี แล้วจึงกลายเป็นทรงกลมในที่สุด ซึ่งแต่ละช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงนี้ใช้เวลานานมาก ยุคที่โลกกลมนี้เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุต่ำกว่า ๑ แสนปี

มนุษย์ที่เกิดมีชีวิตอยู่เช่นนั้นเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งมีมนุษย์คนหนึ่ง (มนุษย์ที่ลงมาเกิดในยุคนี้มีเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่คนเดียวหรือ ๒ คน) เห็นดินที่มีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอม เห็นแล้วก็อยากจะหยิบขึ้นมาลิ้มลอง จึงหยิบใส่ปากเพื่อลิ้มรส แต่เพียงแค่ดินนั้น (ง้วนดิน) สัมผัสเพียงปลายลิ้น รสดินก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย มีรสเป็นที่ถูกใจของมนุษย์ผู้นั้น จึงหยิบมาบริโภคอีก มนุษย์อื่นเห็นเช่นนั้นจึงพากันเอาอย่างบ้าง และเนื่องจากง้วนดินที่บริโภคเข้าไปนั้นเป็นอาหารหยาบ จึงทำให้รัศมีกายและแสงในตัวของมนุษย์หายไป ความมืดจึงบังเกิดขึ้น มนุษย์ทั้งหลายเมื่อถูกความมืดปกคลุมจึงพากันตกใจ

          เมื่อความมืดบังเกิดขึ้นอยู่นั้นเอง สุริยเทพบุตรพร้อมด้วยดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยก็บังเกิดขึ้น ทำให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นมาขับไล่ความมืด จากนั้นดวงจันทร์และดวงดาวต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น ทำให้มีกลางวัน กลางคืน ฤดูกาลต่าง ๆ พร้อมกับการเกิดขึ้นของเขาพระสุเมรุ เขาจักรวาล เขาหิมพานต์  และมหาสมุทร ซึ่งการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้ใช้เวลานานมาก

นอกจากฤทธิ์ของอาหารหยาบที่มนุษย์บริโภคเข้าไป จะทำให้รัศมีกายและความสว่างหายไปแล้ว ยังส่งผลให้มนุษย์มีผิวพรรณที่เศร้าหมองลงไม่ผ่องใสสวยงามเหมือนดังเดิม แต่ความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในมนุษย์แต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนเศร้าหมองน้อย บางคนเศร้าหมองมาก ขึ้นอยู่กับกรรมเก่าที่เคยทำมาในชาติต่าง ๆ และกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อมีความแตกต่างเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์มีความยึดมั่นและถือตัวเกิดขึ้น จึงทำให้ร่างกายที่เคยเหาะได้หยาบลง จึงเหาะไม่ได้อีกต่อไป

และจากบาปกรรมที่เกิดขึ้นนี้ สิ่งต่างจึงแปรเปลี่ยนไป ง้วนดินที่เคยมีรสอร่อยได้หายไป กลายเป็นสะเก็ดดิน แต่ยังคงมีรสอร่อย และกลิ่นหอม บริโภคได้เหมือนเดิม ยิ่งมนุษย์ถูกกิเลสครอบงำเท่าไร ความประณีตของอาหารก็น้อยลงทุกที จากสะเก็ดดิน กลายเป็นเครือดิน และต่อมาได้กลายเป็นข้าวสาลี

ข้าวสาลีในยุคนั้นต่างข้าวสาลีในยุคปัจจุบัน โดยเป็นข้าวที่มีเปลือกบางคล้าย ๆ เปลือกของแตงกวา จึงกินได้ทั้งเปลือก มีสีเหลืองอมขาว รู้สึกนุ่มเมื่อเคี้ยว   มีกลิ่นหอม มีคุณค่าทางอาหารครบ และมีความอร่อยอยู่ในตัว เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะสามารถดับความหิวกระหาย ความเหน็ดเหนื่อยได้ ขนาดของเมล็ดประมาณ ๑ ศอกของมนุษย์ในยุคนั้น(ศอกที่กำมือแล้ว) ๑ เมล็ดสามารถบริโภคได้ ๓- ๕ คน  เมื่อจะบริโภคก็นำมาวางไว้บนแผ่นหินชนิดหนึ่ง ข้าวก็จะสุกเอง

เนื่องจากมนุษย์ยุคนั้นมีร่างกายที่ใหญ่กว่ายุคปัจจุบันมาก ข้าวสาลีจึงมีลำต้นสูงใหญ่มาก โดยสูงประมาณเท่าต้นยางนา (ยางนาสูงโดยเฉลี่ย ๔๐ –  ๔๕ เมตร) และสูงกว่ามนุษย์ในยุคนั้น ปกติรวงข้าวจะตั้งตรง แต่ครั้นเมื่อรวงข้าวสุกก็จะโน้มลงมาจนมนุษย์สามารถเก็บได้ เมื่อเก็บแล้วก็จะงอกออกมาใหม่ และขึ้นได้ทั่วไป

เนื่องจากคุณภาพของอาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไป มีลักษณะหยาบขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะกิเลสที่เพิ่มมากขึ้นของมนุษย์ ทำให้อาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไปนั้นไม่สามารถถูกดูดซึมได้ดังเดิม เกิดมีกากอาหารขึ้นกายเป็นของส่วนเกิดของร่างกาย ร่างกายของมนุษย์จึงปรากฏช่องทางขับถ่ายขึ้นคือทวารหนักและทวารเบา แต่เนื่องจากกรรมที่เคยประพฤติผิดศีลกาเมของชาติในอดีต ส่งผลทำให้มนุษย์มีอวัยวะเพศต่างกัน บางคนเพศหญิงปรากฏ บางคนเพศชายปรากฏ

เมื่ออวัยวะเพศปรากฏ และด้วยเหตุว่า มีเพศต่างกันเป็นเพศหญิงเพศชาย ทำให้มนุษย์เพ่งเล็งกันและกัน มีความปรารถนาในกาม มีความสนใจในเพศตรงข้าม จึงต่างเข้าหากันและได้เสพเมถุนธรรมต่กัน และเนื่องจากการเสพเมถุนธรรมนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่  จึงทำให้มนุษย์ส่วนมาก เห็นการที่หญิงชายเสพกามกันนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ จังพากันห้ามปราม จับแยก รวมทั้งติเตียน ด่าว่า จนกระทั่งพากันขับไล่ โดยในพระสูตรได้พรรณนาถึงอาการขับไล่ไว้ว่า

 

“สัตว์เหล่าใดเห็นสัตว์เหล่าอื่นกำลังเสพเมถุนกัน ก็โปรยฝุ่นลงบ้าง  โปรยขี้เถ้าลงบ้าง  โปรยโคมัยลงบ้าง  ด้วยกล่าวว่า  คนถ่อย  เจ้าจงฉิบหาย  คนถ่อย เจ้าจงฉิบหายดังนี้ แล้วกล่าวว่า  ก็สัตว์จักกระทำกรรมอย่างนี้แก่สัตว์อย่างไรดังนี้…”

 

เมื่อชายหญิงเหล่านั้น ถูกรังเกียจและขับไล่ จึงเสาะแวงหาหาและสร้างที่มุงบังเพื่อป้องปิดในเวลาเสพเมถุนธรรม ทำให้มีการสร้างบ้านเรือนตามมา เมื่อมนุษย์ต่างก็ซ้องเสพกามกัน ทำให้การเกิดแบบชลาพุชะคือ การเกิดในมดลูกมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ซึ่งถือได้ว่ามนุษย์ได้เริ่มเกิดจากครรภ์ตั้งแต่ครั้งนั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีการเกิดแบบโอปปาติกะในหมู่มนุษย์อีก

เมื่อมนุษย์สร้างบ้านเรือน มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งจึงเกียจคร้านในการออกไปแสวงหาข้าวสาลีบ่อย ๆ เกิดความโลภขึ้น เมื่อออกไปเก็บข้าวสาลีก็นำมาทีละมาก ๆ นำมาสะสมไว้ ยิ่งความโลภมากเท่าไรความประณีตของอาหารก็ยิ่งน้อยลง ข้าวสาลีจึงเริ่มเสื่อมคุณภาพลงไปเรื่อย ๆ ขนาดต้นเล็กลง  ปรากฏมีเปลือกขึ้น และเมื่อเก็บไปแล้วก็ไม่งอกออกมาอีก ที่เคยขึ้นอยู่ทั่วไป ก็เริ่มลดน้อยร่อยหรอลงไปเรื่อย หาได้ยากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของพรหมในชั้นอาภัสสราที่ได้เสื่อมจากอัตภาพเดิมกลายมาเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป เพราะอาศัยเหตุคือง้วนดิน  หากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งง้วนดินก็เป็นวัตถุกามชั้นเลิศ ที่ชักชวนให้พรหมเหล่านั้นหันมาสนใจ  เมื่อทดลองลิ้มก็ติดใจ ถูกกิเลสกามคือความอยากที่มีอยู่ในใจแต่เดิมเข้าครอบงำ  อุปมาเปรียบง้วนดินได้กับกับดักของนายพราน ที่คอยดักสัตว์ป่าผู้โง่เขลาให้เข้ามาติดนั่นเอง

ถึงแม้ว่าอาภัสสราพรหมจะเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป  แต่อายุของมนุษย์นั้นก็ยืนยาวจนมิอาจที่จะนับได้ซึ่งในภาษาบาลี คือ อสงไขยปี  เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในสมัยนั้นมิได้มีมลภาวะเช่นปัจจุบัน ดินฟ้าอากาศ ฤดูต่างๆ ก็มิได้แปรปรวนมีแต่ฤดูสบาย ไม่ต้องมีบ้านไว้คอยกันฝน ไม่ต้องมีร่มเงาไว้คอยบังแดด  เครื่องนุ่งห่มนั้นก็เป็นเครื่องนุ่งห่มเมื่อครั้งยังเป็นพรหม  ไม่ต้องมีการประกอบการงาน  สิ่งใดที่เป็นความยากลำบากในยุคนั้นล้วนมิได้มีเลย

โลกในยุคแรกจึงเป็นโลกที่สะดวกสบาย ปราศจากความทุกข์ยากลำบากใดๆ  หากจะมีความทุกข์บ้างก็เป็นความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชดเชยแทน เช่น การเสื่อมจากง้วนดินที่เป็นอาหารอันประณีต กลับกลายมาเป็นต้องรับประทาน    กะบิดินและเครือดินตามลำดับ เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อมนุษย์ในยุคนั้น ก็คือเรื่องของผิวพรรณที่มีทั้งงามและทรามควบคู่กันไป เพราะการบริโภคของพวกมนุษย์ในยุคต้นกัปนั้นในสมัยที่ตนยังเป็นพรหมอยู่ก็บริโภคด้วยความต้องการ หาใช่เพราะความจำเป็นไม่ เพราะพรหมนั้นมีปีติเป็นภักษาอยู่แล้ว อาหารอย่างอื่นจึงไม่มีความจำเป็น เมื่อมนุษย์คนใดมีความต้องการมาก ก็จะบริโภคมากมาตั้งแต่สมัยที่ตนยังเป็นพรหม ธาตุหยาบที่มีสั่งสมอยู่ในร่างกายก็จะมากตามไปด้วย เป็นเหตุให้ความประณีตของผิวพรรณลดลง หากมนุษย์คนใดบริโภคเพียงเพื่อต้องการแค่ให้ดำรงอัตภาพได้ธาตุหยาบที่ได้จากอาหารก็จะเข้าไปในร่างกายน้อย ความประณีตของผิวพรรณจึงยังมีอยู่บ้าง ทำให้มีผิวพรรณงามกว่าพวกที่บริโภคมาก

เราอาจจะเปรียบเทียบกับการผสมสีดำลงไปในสีขาว ซึ่งถือว่าเป็นสีที่มีความบริสุทธิ์หากผสมน้อย สีขาวก็จะกลายเป็นสีเทา แต่หากผสมมากไปสีขาวก็จะกลายเป็นสีแดงไปในที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้พวกมนุษย์เหล่านั้นจึงดูหมิ่นผิวพรรณของกันและกัน  การที่กายของพรหมหมดรัศมีไป รวมไปถึงความกล้าแข็งของกายที่ค่อยมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบปรากฏการณ์เช่นนี้ ได้กับวิธีการทางเคมีของนักวิทยาศาสตร์  โดยนำเอาธาตุองค์ประกอบหลาย ๆ ตัวไปผสมเข้ากับธาตุหลักตัวใดตัวหนึ่ง จนทำให้ธาตุนั้นเกิดปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลง ไปเป็นธาตุตามที่เราต้องการ นี้เป็นหลักพื้นฐานง่าย ๆในวิชาเคมี

และเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างช้าๆได้กับการนำน้ำเปล่าเข้าไปแช่ในช่องฟรีส  น้ำที่เป็นของเหลวในตอนแรกพอเย็นมากเข้าๆ ก็จะค่อย ๆ กลายเป็นวุ้น และพอถึงความเย็นระดับหนึ่ง ก็จะกลายเป็นก้อนแข็งไปในที่สุด น้ำนั้นมิได้แข็งขึ้นในทันทีทันใด   ร่างกายของพวกพรหมก่อนที่จะกลายเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ซึ่งจะต้องอาศัยระยะเวลาเป็นล้านๆปี

ร่างกายของมนุษย์ในยุคต้นกัปนั้น มีขนาดที่ใหญ่โตและแข็งแรงมาก ถ้าจะยกตัวอย่างจากในพระไตรปิฎก ก็มีในคัมภีร์พุทธวงศ์ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ต่างๆ ที่มีพระชนมายุ และขนาดของพระวรกายไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระวรกายสูงถึง 60 ศอก

 

 

ภาพ ซากขนาดของมนุษย์ยุคโบราณที่ขุดเจอเมื่อไม่นานนี้

 

หรือถ้าจะยกตัวอย่างยุคที่ใกล้เข้ามาอีก ก็คงจะเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ของชาติต่าง ๆในสมัยก่อนที่มีขนาดใหญ่โต เช่น อาวุธในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้  แม้กระทั่งของไทยเราเองที่มีแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติซึ่งบุคคลเหล่านั้นแม้จะมิได้ดำรงอยู่ในยุคต้นกัป ก็ยังมีรูปกายที่ใหญ่โต มีพละกำลังมหาศาลขนาดนั้น  จึงสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในยุคก่อนส่งผลมายังร่างกายของมนุษย์โดยลำดับ  เมื่อสภาพแวดล้อมของธรรมชาติเลวลงกายของมนุษย์ก็ค่อย ๆ เล็กลง เริ่มอ่อนแอมากขึ้น  มีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มขึ้น แล้วเหตุที่สภาพแวดล้อมของธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงไปก็มีเหตุมาจากจิตใจของมนุษย์นี่เอง

 

ระบอบการปกครองแรกของโลก

          เมื่อข้าวสาลีเริ่มปรากฏน้อยลง ซ้ำยังห่างไกลออกไปจากที่อยู่อาศัยขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มมีการจับจองพื้นที่และแบ่งปันเขตแดนกัน แต่เนื่องจากมีผู้ที่อยากได้ข้าวของผู้อื่นจึงทำการลักขโมย เมื่อมีการจับได้ก็จะตัดพ้อต่อว่า และเมื่อบ่อยครั้งเข้าก็มีการทำร้ายร่าง เกิดความเดือดร้อนขึ้น มนุษย์จึงปรึกษาให้มีการตั้งทำหน้าที่ปกครองพวกตนขึ้นเป็นหัวหน้า

ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นผู้ปกครองนั้น มนุษย์จะเลือกผู้ที่มีสติปัญญา มีรูปร่างลักษณะและกิริยาสง่างามน่าเกรงขาม สามารถปกครองคนทั้งปวงได้ เมื่อพบผู้ใดที่มีคุณสมบัตินี้แล้ว ก็จะเลือกให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินก็จะทรงวางระเบียบแบบแผน และออกกฎข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีการจัดแบ่งปันเขตแดนต่าง ๆ อย่างยุติธรรม จึงทำให้ได้รับการยกย่องเป็นกษัตริย์ ซึ่งแปลว่าผู้เป็นใหญ่ในการเกษตร ระบอบกษัตริย์จึงเป็นการปกครองระบอบแรกของมนุษยชาติ แต่กษัตริย์ในยุคนั้น ปกครองผู้ใต้ปกครองแบบพ่อปกครองลูก

แม้ว่าจะมีการเลือกกษัตริย์แล้ว แต่มนุษย์บางพวกเห็นการกระทำของมนุษย์ที่กระทำความผิด  จึงพากันหลีกเลี่ยงออกจากอกุศลเหล่านั้น พากันลอยบาปอกุศลทิ้งไปจึงถูกสมมติว่า พราหมณ์   พวกเขาพากันสร้างกระท่อมที่มุงบังด้วยใบไม้อยู่ในราวป่า ทำการเพ่งกสิณอยู่ในป่า   ไม่ได้ทำมาหากินเช่นพวกมนุษย์ทั่วไป  แต่แสวงหาอาหารด้วยการขอจากชนในหมู่บ้านเพื่อบริโภคในเวลาเช้าเย็น  ชนเหล่านั้นเห็นเขาทำการลอยบาปอกุศลซึ่งพวกตนก็ยังไม่สามารถทำได้จึงยินดีมอบอาหารให้แก่เขา เมื่อเขาได้อาหารแล้วก็กลับไปทำความเพียรเพ่งต่อ จนฌานเกิดขึ้น พวกเขาจึงได้ถูกเรียกสมมติว่า ฌายิกา

พวกพราหมณ์ที่ทำการเพ่งกสิณบางพวกมิได้ทำฌานให้บังเกิดขึ้นได้ กลับพากันเที่ยวไปรอบนิคมแล้วเขียนคัมภีร์ต่าง ๆ ขึ้นมา พวกเขาถูกเรียกสมมติว่า อัชฌายิกา คำนี้ในสมัยก่อนท่านสมมติกันว่าเป็นคำเลว แต่ในสมัยนี้กลับถูกสมมติว่าเป็นคำประเสริฐฝ่ายมนุษย์ที่ยึดติดในเมถุนธรรมแยกกันทำงานต่างๆเพื่อหาเลี้ยงชีพจึงถูกเรียกสมมติว่า เวสสา คำว่า แพศย์และศูทร จึงเกิดขึ้นต่อมาภายหลังเพราะการแยกประเภทของผู้ทำการงาน คือแพศย์นั้นเป็นนายหรือเจ้าของงาน แต่ศูทรกลับเป็นคนที่ทำงานให้เพื่อการรับค่าจ้าง

ต่อมาเมื่อมีสัตว์เกิดขึ้น โดยช้างกับม้าเกิดขึ้นก่อน เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก มนุษย์ได้จับช้างและม้ามาใช้สำหรับทำการเกษตร และเป็นพาหนะในการเดินทาง แต่ก่อนที่จะนำไปใช้จะต้อนสัตว์เหล่านั้น เลือกสัตว์ที่มีลักษณะดีถวายกษัตริย์ และให้กษัตริย์แบ่งปันช้างม้าให้ประชาชนนำไปใช้

 

กำเนิดสัตว์

          เมื่อมนุษย์ได้มีการคัดเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อปกครองพวกของตนแล้ว ทำให้สังคมสงบขึ้นมาอีกครั้ง เพราะแต่ละคนต่างก็เชื่อฟังพระเจ้าแผ่นดิน ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติระเบียบแบบแผนที่พระเจ้าแผ่นดินทรงวางไว้ แต่อย่างไรก็ตามกิเลสในตัวมนุษย์ก็ไม่ได้น้อยลงไป กลับแต่จะมีเพิ่มขึ้นทุกที ดังนั้นอาหารต่าง ๆ จึงหยาบลงไปเรื่อย จากที่เป็นข้าวสาลีมีรสอร่อยกินได้โดยไม่ต้องอาศัยกับข้าว ก็มีคุณค่าทางอาหารน้อยลง รสไม่โอชาเช่นเดิม แต่ก็ได้มีพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ เกิดขึ้น โดยที่ต้นไม้เหล่านี้เกิดแบบโอปปาติกะ เกิดมาแล้วโตเลย ไม่มีการงอกจากเมล็ดแล้วค่อย ๆ โตขึ้น เมื่อมนุษย์เห็นก็นำมากินเป็นกับข้าว โยตลอดแรก ๆ ก็กินสด ๆ โดยไม่มีการปรุงหรือทำให้สุกอย่างในปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อกิเลสเพิ่มมากอีก สัตว์ต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น โดยสัตว์เหล่านี้เป็นที่เคยอยู่ในอบายภูมิของจักรวาลอื่น ซึ่งมีทั้งที่จากสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อจักรวาลที่สัตว์เหล่านี้เสวยกรรมอยู่ถูกทำลาย ซึ่งอาจจะถูกทำลายด้วย ไฟ  น้ำ หรือลม ก็ตาม เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ยังไม่หมดกรรมที่ตนจะต้องใช้ จึงถูกลมกรรมพัดจากจักรวาลที่ถูกทำลายนั้นไปบังเกิดในจักรวาลต่าง ๆ ที่ยังไม่ถูกทำลาย และไปบังเกิดในภพภูมิต่าง ๆ  ตามกรรมของตนตามที่ตนเคยเป็นในจักรวาลเดิม สัตว์ใดมีกรรมที่จะต้องมาเป็นสัตว์ ก็มาบังเกิดเป็นสัตว์ในจักรวาลที่ไปบังเกิดใหม่นั้น

สัตว์ในยุคแรกก็เช่นเดียวกับมนุษย์และพืชทั้งหลาย คือ เกิดแบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตเต็มไวทันที ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นที่เกิด โดยการเกิดเป็นสัตว์อะไรนั้นขึ้นอยู่กับวิบากกรรมที่มีโลภะ โทสะ โมหะ ปรุงแต่ง ซึ่งโยปกติการเดเป็นสัตว์ดิรัจฉานนั้น จะมีโมหะเป็นหลัก ถ้าหากว่ามีโทสะผสมมากมีโลภะเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดเป็นสัตว์กินเนื้อ ถ้ามีโลภะมากมีโทสะเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดเป็นสัตว์กินพืช และถ้าหากมีทั้งโทสะและโลภะก็จะเกิดเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชทั้งเนื้อ

การส่วนสัดของ โลภะ โทสะ โมหะ ส่งผลทำให้เป็นสัตว์ต่าง ๆ หลากหลายกันไปนั้น เพื่อให้เข้าใจง่าย จะขอเปรียบเทียบกับการผสมสี คือ ปกติแม่สีมีอยู่ ๓ สี คือ สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง เมื่อนำมาผสมกันเข้าแล้ว หากว่ามีการเปลี่ยนสัดส่วนของสี ไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตาม ย่อมทำให้สีที่ได้ออกมาแตกต่างกันไปได้อย่างหลากลหลาย เช่นเดียวกันเพราะสัตว์ส่วนของ โลภะ โทสะ โมหะ แตกต่างกันจึงทำให้มีสัตว์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย

สัตว์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกก่อนสัตว์ชนิดอื่นทุกชนิด คือ ช้างและม้า ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูง โดยเกิดมาแบบโอปปาติกะ จากนั้นสัตว์ต่างจึงเกิดตามมา สัตว์ที่เกิดมานี้ล้วนเกิดแบบโอปปาติกะทั้งสิ้น แต่ว่าจะมีเพศมาด้วย ถ้ามีกรรมกาเมติดมาก็จะมาเกิดเป็นสัตว์เพศเมีย ถ้าไม่มีกรรมหรือใช้กรรมกาเมหมดแล้วก็จะเกิดเป็นสัตว์เพศผู้ เมื่อสัตว์ต่างเพศมาเจอกันจึงดึงดูดเข้าหากัน และสืบพันธุ์จึงทำให้มีการเกิดแบบอัณฑชะ คือ เกิดในฟองไข่เกิดขึ้น สัตว์ที่เกิดจากฟองไข่จึงเกิดต่อแต่นั้นมา

ต่อจากนั้นสัตว์ที่มาเกิดก็เริ่มมีสัตว์ขนาดเล็กมาเกิด จากเริ่มแรกที่สัตว์ชั้นสูงคือช้างกับม้าเกิดขึ้นก่อน มาเป็นสัตว์ อื่น เป็นโค เป็นกระบือ เสือ เก้ง กวาง หมู สุนัข แมว เป็ด ไก่ ฯลฯ การเกิดของสัตว์แต่ละชนิดมาเกิดคราวละเป็นจำนวนมาก ไม่ได้เกิดเป็นคู่เฉพาะตัวที่เป็นพ่อและแม่แต่อย่างใด และในที่สุดเมื่อกิเลสในตัวมนุษย์มากยิ่งขึ้น สัตว์จำพวก มด ปลวก ยุง แมลงต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น

ต่อมาสัตว์เหล่านั้นก็กลายพันธ์ เปลี่ยนแปลงไปต่าง ๆ นานา ทั้งนี้เป็นเพราะกิเลสของมนุษย์ และกรรมของสัตว์นั้น ครั้นมาถึงช่วงที่มนุษย์มีอายุสั้น คือมีอายุขัยเพียง ๑๐ ปีมีขนาดร่างกายเล็ก สัตว์ที่มาเกิดในยุคนี้จะมีขนาดโตขึ้น จนมีขนาดใหญ่มาก อย่างเช่นกิ้งก่าตัวเล็กก็จะกลายเป็นกิ้งก่าขนาดใหญ่ โดยสัตว์ที่เกิดในช่วงนี้ไม่ได้เกิดแบบโอปปาติกะ แต่เกิดโดยการสืบพันธุ์ของพ่อแม่ มีความดุร้ายมากขั้นตามลำดับ

 

มนุษย์เริ่มกินเนื้อสัตว์

สาเหตุที่มนุษย์เริ่มกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากมีสัตว์นรกที่พ้นกรรมมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ยังมีวิบากติดตัว เป็นวิบากที่เป็นประเภทโทสะจริต เคยผูกเวรกัน เนื่องจากเคยเป็นสัตว์ที่กินกันมาก่อน เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จึงผูกเวรกัน เมื่อเห็นสัตว์ที่เป็นคู่กรรมคู่เวรกับตน ก็จะทำให้มีความคิดที่อยากจะฆ่า อยากจะทำร้าย โดยการฆ่าในช่วงแรกจะฆ่าด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน หรือท่อนไม้

ตอนแรกที่ฆ่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะเอามาทำเป็นอาหารเพียงแค่คิดอยากจะฆ่า แต่เมื่อเห็นสัตว์นั้นตายแล้ว จึงลองมานำมาประกอบเป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปก็ถูกปากติดใจ ติดในรสอยากกินอีก จึงลงมือฆ่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร ระยะแยกจะกินเพียงคนเดียว ต่อมาจึงแจกจ่ายในครอบครัว ต่อจากนั้นจึงขยายวงกว้างไปอย่างแพร่หลาย จึงกินเนื้อสัตว์กันเรื่อยมา

ครั้นเมื่อจะกินอย่างอื่นบ้างจึงนำสัตว์ที่ฆ่าได้ไปแลกกับสิ่งอื่น เช่น ข้าว พืชผักต่าง ๆ เมื่อได้กินเนื้อสัตว์เข้าไปคนเหล่านั้นก็ติดใจ ทำการกินเนื้อสัตว์เป็นที่นิยม  ทำให้มีความคิดความเข้าใจกันว่า สัตว์เกิดมาสำหรับเป็นอาหารของมนุษย์ และทำให้เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยนขึ้น ในตอนเริ่มต้นมนุษย์แลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ ระหว่างกัน ครั้นเมื่อมีการสมมติให้มีเงินและทองเป็นสื่อกลาง จึงเริ่มมีการซื้อขายกันด้วยเงิน และทองเกิดขึ้น

ที่กล่าวถึงเกี่ยวกับวิวัฒนาการต่าง ๆ ของมนุษย์นี้กล่าวถึงเฉพาะการเกิดบนโลกที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า ชมพูทวีป นอกจากโลกที่เราอยู่ ยังมีมนุษย์เกิดในโลกหรือทวีปอื่นอีก ๓ ทวีป คืออุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป และอปรโคยานทวีป โดยที่แต่เดิมนั้น อายุขัยของมนุษย์ที่อยู่ในทุกทวีปจะยาวนานมาก ยาวเป็นอสงขัยปีดังที่กล่าวแล้ว ครั้นเมื่กิเลสในตัวมนุษย์มากขึ้น ทำให้สิ่งแวดล้อมในโลกเลวร้ายลง ทั้งนี้เป็นเพราะบุญที่จะมารองรับมนุษย์น้อยลง ประกอบการเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง ทำให้อายุมนุษยน์สั้นลงตามลำดับ

มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป จะอายุขัยลดลงจนถึง ๑๐๐๐ ปีแล้วจะคงที่ มนุษย์ที่อยู๋ในปุพพวิเทหทวีป อายุขัยลดลงถึง ๗๐๐ ปี แล้วคงที่ และมนุษย์ที่อยู่ในอปรโคยานทวีป อายุขัยจะลดลงเหลือ ๕๐๐ ปีแล้วคงที่ ส่วนมนุษย์ในชมพูทวีปจะมีอายุลดลงไปถึง ๑๐ ปี แล้วอายุจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่ง อสงขัยปี แล้วก็ลดลงมาอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

ในแต่ละจักรวาลจะมีทวีป ๔ ทวีปนี้ เหมือนกันทุกจักรวาล และในทวีปต่าง ๆ ที่อยู่ในจักรวาลทั้งหลาย ก็จะมีอายุขัยเช่นนี้ มนุษย์ในทวีปทั้ง ๓ คือ อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป และ อปรโคยานทวีป จะมีศีล ๕ เป็นปกติ ทุกคนจึงชีวิตที่สงบสุข แต่อย่างไรก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาบังเกิดขึ้นเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น

 

สรุป

การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยที่กัปบังเกิดขึ้น แล้วพรหมก็ลงมากินง้วนดินจนกลายมาเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป แล้วกลายสภาพความเป็นอยู่ของตนมาเป็นเช่นปัจจุบันนี้ ล้วนมีเหตุอันเกิดขึ้นมาจากจิตในของมนุษย์นี้เอง  แม้ว่าวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากอะไร แต่พระพุทธศาสนาก็มีคำสอนที่ได้บอกเอาไว้ว่า มนุษย์นั้นมิได้เกิดมาจากสัตว์เดรัจฉานอย่างที่นักวิทยาศาสตร์พากันคิดกัน

ความรู้ในวิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์ในแขนงต่างๆ เมื่อนำมาเปรียบกับความรู้ในพระพุทธศาสนาแล้วก็เป็นเพียงแค่ก้อนเมฆที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเท่านั้น เพราะความรู้ในพระพุทธศาสนาครอบคลุมความรู้ทั้งหมด  แม้แต่อัลเบิร์ต  ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ผู้คิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพยังแสดงความเห็นต่อศาสนาพุทธว่า

 

“ศาสนาในอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งสากลจักรวาล เป็นศาสนาที่ข้ามพ้นความเชื่อที่เป็นตัวเป็นตนของพระเจ้า และหลีกเลี่ยงความเชื่อแบบติดศรัทธาโดยไม่พิสูจน์และเรื่องของพระเจ้ากับโลก แต่จะเป็นศาสนาที่ครอบคลุมทั้งเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณ โดยมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกทางศาสนาที่มาจากประสบการณ์ที่ได้ประสบกับสรรพสิ่ง ทั้งจากธรรมชาติและจิตวิญญาณ ด้วยนัยยะความหมายที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งพระพุทธศาสนาสามารถให้คำตอบในสิ่งที่พรรณนามาดังกล่าว ถ้าจะมีศาสนาใดที่ดำเนินไปได้กับความต้องการของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนานั้นก็คือพระพุทธศาสนา”[5]

 

การที่พระพุทธองค์แสดงถึงการเกิดขึ้นของจักรวาล  โลก มนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งนี้ เป็นเพราะเพื่อแสดงการเกิดขึ้นของพารหมณ์ และวรรณะต่าง ๆ เพื่อให้สามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะเกิดความอาจหาญร่าเริงภาคภูมิใจ ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาดังที่ได้กล่าวในข้างต้น มิได้มีพระประสงค์ที่จะแสดงการเกิดของสรรพสิ่งแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่า ความรู้เรื่องโลกไม่ได้ทำให้ผู้ใดล่วงพ้นจากทุกข์ เลย

ดังนั้นเมื่อมีผู้ถามพระองค์ก็มิได้ทรงตอบ ซึ่งบางครั้งถึงกับ มีพระภิกษุรูปหนึ่งมาขู่ถามว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบว่าโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร จะลาสิกขา พระองค์ ก็ไม่ทรงตอบ เพราะทรงเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์กลับภิกษุนั้นแต่อย่างไร  เพราะการที่พระพุทธองค์ทรงสร้างบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิได้ปรารถนาเพียงเพื่อรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ แต่อย่างใด แต่ทรงปรารถนาที่จะยกสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทะเลแห่งความทุกข์ ด้วยเหตุนี้เองการที่พระพุทธองค์จะแสดงสิ่งใดก็ตาม ทรงได้เล็งเห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์

ดังนั้นการที่ทุกท่านได้มาศึกษาจักรวาลวิทยานี้ หากศึกษาเพียงเพื่อรู้ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย ซ้ำยังเป็นการผิดพุทธประสงค์ แต่ถ้าศึกษาแล้วเกิดความเบื่อหน่าย เห็นทุกข์ภัยในวัฏสงสาร ซึ่งไมมีอะไรใหม่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ของเดิมที่เกิดวนเวียนไปมาอย่างไมมีที่สินสุด เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ควรที่จะแสวงหาทางที่จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ซึ่งจะเป็นการได้ประโยชน์จากการศึกษาวิชานี้มากกว่า

[1] พระไตรปิฎกและอรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม 15 หน้า 146

[2] ในอินเดียได้จัดคนออกเป็นวรรณะต่าง  ๆ ๔ วรรณะ ประกอบด้วย กษัตริย์ พราหม์ แพศ ศูทร กษัตริย์ และพราหมณ์จัดว่าเป็นวรรณะสูง แพศ เป็นวรรณะกลาง ส่วนศูทรเป็นวรรณะต่ำ  ทั้ง ๔ วรรณะนี้จะดูถูกเหยียดหยามกัน จะไม่มีการคลุกคลีกันข้ามวรรณะ ถ้าหากว่ามีชายหญิงใดมีความสัมพันธ์กันจนมีทารกออกมา ทารกนั้นจะเป็นที่รังเกียจของคนทั้งหลายและถูกเรียกว่า จัณฑาล วรรณะทั้ง ๔ นี้

[3] พระสูตรและอรรถกถาแปล เล่ม ๓๔ หน้า ๓๓๘.

[4] การเกิดของสิ่งมีชีวิตในภพภูมิต่าง ๆ มีด้วยกัน ๔ วิธี เรียกว่า กำเนิด ๔ คือ

๑.       สังเสทชะกำเนิด คือ เกิดในเถ้า ไคล สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ เช่น การเกิดของจุรินทรีย์ เชื้อโรคต่าง ๆ

๒.      โอปปาติกะกำเนิด คือ การที่ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เมื่อเกิดแล้วโตเต็มวัยเลย ได้แก่ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสรุกาย และมนุษย์ยุคแรก

๓.      อัณฑชะกำเนิด คือ การเกิดในฟองไข่ เช่น พวกสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน

๔.      ชลาพุชะกำเนิด คือ การเกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ในปัจจุบัน สัตว์ต่าง ๆ

[5] “The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and

avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based

on a religious sense arising from the experience of all things, natural and spiritual, as a

meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that would

cope with modern scientific needs, it would be Buddhism.”

(May 19th, 1939, Albert Einstein’s speech on “Science and Religion” in Princeton, New

Jersey, U.S.A.)

โพสท์ใน ศาสนา | ใส่ความเห็น

ประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์

ประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์

เมืองสุรินทร์เป็นเมืองเก่าแก่มีประวัติความเป็นมายาวนาน มีวัฒนธรรมที่สั่งสมสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน สิ่งที่ปรากฏหลักฐานบ่งบอกชัดเจน ได้แก่ คูเมือง 3 ชั้น มีเนินดินเป็นกำแพง สันนิษฐานว่าเคยเป็นเมืองหน้าด่านของขอม ดังที่[[สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต]] ทรงเรียบเรียง ถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในการรายงานตรวจราชการมณฑลอีสานและนครราชสีมา ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2469 ดังนี้

เมืองสุรินทร์เป็นเมืองที่สร้างอย่างมั่นคงในปางก่อน มีคูถึง 3 ชั้น มีเนินดินเป็นกำแพงเมือง น่าจะเป็นเพราะเห็นว่าเป็นเมืองหน้าด่านทั้งทางตะวันออก และทางใต้ซึ่งมีช่องข้ามเขาบรรทัดต่อจังหวัดสุรินทร์อยู่หลายช่อง คือ ช่องปราสาทตาเมิน, ช่องเสม็ก, ช่องดอนแก้ว เป็นต้น ซึ่งมีทางเดินไปสู่ศรีโสภณ และเมืองจงกัน ยังมีคนและเกวียนเดินอยู่ทุกช่อง แต่เป็นทางลำบาก คงสะดวกแต่ช่องตะโก ต่อมาทางตะวันตก ซึ่งกรมทางได้ไปทำงานไว้เรียบร้อยแล้ว บริเวณเมืองสุรินทร์เป็นพื้นที่ลุ่ม น้ำท่วมตลอดปี แต่ก็ทำไร่นาได้ เป็นทุ่งใหญ่ บ้านเมืองกำลังจะเจริญขึ้น เพราะเป็นปลายทางรถไฟ มีห้องแถวคึกคักไม่หย่อนกว่าอุบล และกำลังสร้างทำอยู่อีกก็มีมาก

พลเมืองแห่งจังหวัดสุรินทร์เป็นกูย กวย (ขอม) ส่วยปนเขมรเป็นชาวพื้นเมือง เช่น บุรีรัมย์บางส่วน นางรอง มีลาวเจือปนบ้างเป็นส่วนน้อย ซึ่งชาวกูย (ขอม กวย ข่า ละว้า ลั้ว ลื้อ เยอ หรือส่วย) พูดภาษาของตนต่างหากซึ่งเป็นภาษาของพลเมืองแรกเริ่มของชาวสุรินทร์และเป็นภาษาของผู้ก่อตั้งเมืองคนแรก พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) และชาวกูย กวย ส่วย ส่วนใหญ่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา ส่วนพวกเขมรพลเมืองสุรินทร์ยังคงพูดภาษาเขมร อยู่ทั่วไปและที่กล่าวว่าไม่รู้ภาษาไทยก็มีต้องใช้ล่ามเนือง ๆ ผู้ปกครองท้องถิ่น เห็นว่าเป็นการดิ้นรน แสร้งทำเป็นพูดไทยไม่ได้ก็มีอยู่มาก แต่ในการปกครองไม่ปรากฏว่ามีความยากลำบากอะไรกว่าพลเมืองธรรมดา ชาวเขมรต่ำอพยบและถูกจับเป็นเชลยเข้ามาในแถบเมืองสุรินทร์มากในปีพ.ศ. 2324 ซึ่งทางฝ่ายเขมรต่ำเกิดการจลาจล โดยเจ้าทะละหะ (มู) กับพระยาวิมลราช (ฮู) ฝักใฝ่ในทางญวน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้า ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับพระยาสุรสีห์ ยกกองทัพไปปราบปราม โดยเกณฑ์กำลังทางขุขันธ์ ประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) สังขะ ไปช่วยปราบปรามเมืองประทายเพชร ประทายมาศ เมืองรูงตำแรย์ กำปงสวายและเสียมราฐ

ในเรื่องของภาษาขอมสอบสวนได้ความว่า วิชชาหนังสือขอมสูญแล้ว ไม่มีใครเรียน และไม่มีที่เรียน เพราะโรงเรียนสอนภาษาไทยอย่างเดียว เวลานี้มีแต่คนแก่ ๆ เท่านั้นที่รู้หนังสือขอม

ได้เพียงนี้ก็เห็นว่าในทางปกครองที่จะให้เกิดเป็นสำนึกของคนไทย นับว่าได้ทำไปได้มากแล้ว ถ้าจัดการโรงเรียนให้เจริญขึ้นอีก และในต่อไปการคมนาคมกับกรุงเทพสะดวกขึ้น พลเมืองพวกนี้ (เขมร) จะรู้สึกตัวเป็นไทยยิ่งขึ้นทุกวัน ทั้งการลูกเสือก็ย่อมเป็นปัจจัยช่วยในทางนี้อยู่มาก ส่วนการไปมาถึงกันกับพวกเขมรต่ำในการปกครองฝรั่งเศสนั้น สอบสวนได้ความว่ายังมีอยู่เสมอแต่มีข้างฝ่ายคนเรื่องเขมรต่ำอพยพเข้ามาอยู่ทางเราเสียมากกว่า ปีหนึ่ง เข้าประมาณ 50 คน โดยมากเป็นเรื่องหนีส่วยอากรที่ทางฝ่ายโน้นเก็บแรงกว่าทางนี้ หรือความยากจน และสงครามซึ่งเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

จังหวัดสุรินทร์ มีลำดับการพัฒนาทางประวัติศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งทางด้านการปกครอง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จากการตั้งบ้านเรือนที่มีวิถีชีวิตอย่างเรียบง่ายในอดีต มาเป็นวิถีชีวิตที่สลับซับซ้อนอย่างในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสะท้อนความเคลื่อนไหวของผู้คนที่มีมิติความสัมพันธ์ต่อกันอยู่ตลอดเวลา อันเป็นลักษณะโดดเด่นของผู้คนชาวจังหวัดสุรินทร์

ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา 

พระยาประชากรกิจกรจักรเชื่อว่า ชนที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในพื้นที่ของอีสานล่างคือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษอุบลราชธานีบางส่วน กลุ่มแรกคือ กวย กูย หรือ ข่า ขมุ ลัวะ ละว้า เยอ ซึ่งเป็นพวกเดียวกัน แต่เรียกตามสำเนียงของภาษาพูดในแต่ละท้องถิ่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกชนกลุ่มนี้ว่า ส่วย

อีริค ไซเดนฟาเดน นักชาติพันธุ์วิทยาชาวเดนมาร์ก สันนิษฐานว่าพวกกูยเคลื่อนย้ายจากประเทศจีนเข้าสู่ประเทศพม่า และมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เมื่อประมาณ 1,200 ปี ก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 3,000 ปีเศษมาแล้ว ชาวกูยเหล่านี้อาศัยอยู่เป็นบริเวณกว้าง ตั้งแต่ภาคใต้ของลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย พวกที่อพยพเข้ามาเป็นระรอกที่ 2 และที่ 3 คือ เขมรและลาว

หม่อมอมรวงศ์วิจิตร กล่าวไว้ในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานกล่าวว่า เดิมพื้นที่ในมณฑลลาวทางนี้ เมื่อก่อนจุลศักราชได้ 1,000 ปี ก็เป็นทำเลป่าดง ซึ่งเป็นที่อาศัยของพวกคนอันสืบเชื้อสายมาแต่ขอม ต่อมาเรียกกันว่า กูย, ส่วย, กวย ซึ่งยังมีอยู่ในฝั่งโขงตะวันออก ซึ่งปรากฏหลักฐานการสร้างปราสาทหิน และจากอิฐดินเผาจำนวนมากมีกระจายอยู่ทั่วไปในแถบอิสานใต้ ละโว้ (ลพบุรี) ไปจนถึงในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

เขมรเป็นชนพื้นเมืองที่เพิ่งอพยพเข้ามาอยู่ในสมัยอาณาจักรขอมรุ่งเรือง ราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 เป็นต้นมา ภายหลังได้ผสมกลมกลืนกับชาวขอม (กูย กวย ส่วย) ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองเดิมและได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า พวกเขมรป่าดง (ข่า-เขมร) ส่วนพวกลาวนั้นอพยพเข้ามาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ราว พ.ศ. 2257พ.ศ. 2261

สมัยกรุงศรีอยุธยา 

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้แพร่ขยายอิทธิพลทางการเมืองทำให้กัมพูชาตกอยู่ในฐานะประเทศราชและในระหว่างปีพ.ศ. 2103 อาณาจักรลาวมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่นครเวียงจันทน์ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (พ.ศ. 2091พ.ศ. 2111) กษัตริย์ของลาวได้สร้างนครเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของล้านช้าง

ในปีพ.ศ. 2257 ลาวแตกออกเป็น 3 รัฐอิสระ คือหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ ชาวลาวกลุ่มหนึ่งซึ่งนำโดยเจ้าราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็ดพร้อมด้วยนักศึกษาวัด ทั้งที่กำลังศึกษา เป็นพระภิกษุสามเณรอยู่และที่จบการศึกษาแล้วเป็นอ้ายเชียง อ้ายทิด (บันฑิต) อ้ายจารย์ (อาจารย์) กับพวกข้าทางใต้ไปบูรณะพระธาตุพนม และไปจนถึงเขมร แล้วกลับมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองจำปาศักดิ์

เมืองจำปาศักดิ์นั้นเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองอัตตะปือแสนแปง (แสนแปง) ซึ่งต่างเป็นเมืองของพวกลัวะ ขอม ข่า (หรือชนเผ่าพันธุ์ที่เราเรียกว่ากูย กวย เยอ ส่วยในปัจจุบัน) ขณะนั้นเมืองจำปาศักดิ์ปกครองโดยนางแพง เจ้าหญิงข่า-ลัวะ (กูย กวย ขอม) ธิดาของนางเพากับเจ้าคำช้าง หรือบ้างคำ ด้วยคุณงามความดีของเจ้าราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็ด นางแพงจึงมอบอำนาจการปกครองเมืองจำปาศักดิ์ให้ เจ้าราชครูหลวงจึงได้อัณเชิญเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรจากนครเวียงจันทน์ไปปกครองนครจำปาศักดิ์นับตั้งแต่พ.ศ. 2261พ.ศ. 2281 เป็นต้นมา เมื่อเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรได้ปกครองจำปาศักดิ์แล้ว เจ้าราชครูแห่งวัดป่าโพนสะเม็ดจึงขยายอำนาจ โดยตั้งชาวลาวที่มีความรู้ ความสามารถ ออกไปปกครองเมืองของลัวะ ข่าต่าง ๆ ภายในเขตเมืองจำปาศักดิ์ เช่น ส่งจารย์หวดเป็นเจ้าเมืองโขงสี่พันดอน ให้ท้าวมั่นไปตั้งบ้านโพนขึ้นเป็นเมืองสาระวันแต่ชาวบ้านชอบเรียกเมืองมั่นตามชื่อท้าวมั่นและเรียกควบกับเมืองคำทองใหญ่ว่าเมืองมั่นคำทอง ให้จารย์แก้ไปตั้งบ้านถ่ง (ท่ง) เป็นเมืองสุวรรณภูมิ (ในจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน) ให้จารย์เซียงมาตั้งบ้านโนนสามขาเป็นเมืองศรีนครเขต (ศรีสะเกษในปัจจุบัน) ตั้งได้ไม่นานเมืองศรีนครเขตก็ถูกทิ้งให้เป็นเมืองร้าง

การแยกเป็นรัฐอิสระของอาณาจักรลาว ทำให้ทั้ง 3 รัฐ เกิดการแข็งต่อเมืองกันและต่างสะสมแสนยานุภาพไว้ต่อสู้ ป้องกันการรุกราน เมืองจำปาศักดิ์จึงบังคับให้อัตตะปือ แสนปางส่งช้างป้อนกองทัพให้แก่จำปาศักดิ์ตามที่ต้องการ ทำให้ส่วยอัตตะปือ แสนปางทนต่อสภาพถูกบีบบังคับไม่ได้ จึงหนีข้ามลำน้ำโขงเข้ามาอาศัยกับพวกส่วยดั้งเดิมบริเวณป่าดงดิบแถบอีสานล่างคือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และบางส่วนของนครราชสีมา มหาสารคาม

ชาวกูย กวย หลายกลุ่มพากันข้ามมาตั้งหลักแหล่งทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เพิ่มเติม (ซึ่งแต่เดิมมีการตั้งถิ่นฐานมานานเป็นพันปีแล้ว) เมื่อพ.ศ. 2260 แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนและมีหัวหน้าปกครองตามที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบันคือ

  • กลุ่มที่ 1 มาอยูที่บ้านเมืองที (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์) มีหัวหน้าชื่อ เชียงปุม
  • กลุ่มที่ 2 มาอยูที่บ้านกุดหวายหรือเมืองเตา (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอรัตนบุรี) มีหัวหน้าชื่อ เชียงลี
  • กลุ่มที่ 3 มาอยูที่บ้านเมืองลีง (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอจอมพระ) มีหัวหน้าชื่อ เชียงสง
  • กลุ่มที่ 4 มาอยูที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน (ปัจจุบันคือบ้านพื้นที่โดยรอบของปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนหรือสมัยหลังถูกบิดเบือนชื่อมาเป็นปราสาทกุด(ปัจจุบันในบริเวณภายในพื้นที่ของวัดเจ็ก) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ) มีหัวหน้าชื่อ ตากะจะ และ เชียงขัน
  • กลุ่มที่ 5 มาอยูที่บ้านอัจจะปะนึง (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอสังขะ) มีหัวหน้าชื่อ เชียงฆะ
  • กลุ่มที่ 6 มาอยูที่บ้านกุดปะไท (ปัจจุบันคือบ้านจารพัต อำเภอศีขรภูมิ) มีหัวหน้าชื่อ เชียงไชย

ชาวกูย กวย ส่วย (ขอม) เหล่านี้มีความชำนาญในการคล้องช้าง งานด้านวิศวกรรม ทำการเกษตร หาของป่า ป่าดงแถบนี้มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ เช่น โขลงช้างพัง ช้างพลาย ฝูงเก้ง กวาง ละมั่ง และโคแดง ในอดีตแต่ละชุมชนมีการไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

สมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (เจ้าฟ้าเอกทัศ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) แห่งกรุงศรีอยุธยา ช้างเผือกเขตกรุงหนีออกมาจากกรุงศรีอยุธยาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่เขตพิมาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ขุนนางสองพี่น้อง (เข้าใจว่า คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) กับไพร่พล 30 คน ออกติดตามช้างเผือกมาทางแขวงเมืองพิมาย ได้มาสืบถามร่องรอยช้างจากชาวเมืองพิมายซึ่งเป็นผู้ชำนาญภูมิประเทศในแถบนั้น ก็ได้รับคำแนะนำให้ไปสืบถามพวกส่วย มอญ แซก โพนช้างอยู่ริมเขาดงใหญ่เชิงเขาพนมดงรัก เมื่อได้รับคำแนะนำจากชาวเมืองพิมายว่าช้างเผือกหนีไปทางไหนแล้ว ขุนนางสองพี่น้องพร้อมด้วยไพร่พลออกติดตามต่อมาตามลำน้ำมูลมาพบเชียงสีหรือตากะอาม หัวหน้าบ้านกุดหวาย เชียงสีได้พาขุนนางสองพี่น้องไปพบหัวหน้าหมู่บ้านอื่น ๆ เพื่อจะได้ช่วยกันตามหาช้างเผือกต่อไป โดยไปหาเชียงปุมที่บ้านเมืองที เชียงปุมได้ร่วมสมทบกับขุนนางสองพี่น้องพากันไปหาเชียงไชยที่บ้านกุดปะไท (บ้านจารพัต) ไปหาตากะจะและเชียงขันที่บ้านโคกลำดวน(หรือชือเรียกเต็มว่าบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน) ไปหาเชียงฆะที่บ้านอัจจะปะนึง จึงทราบข่าวจากเชียงฆะว่า ได้พบช้างเผือกเชือกหนึ่งมีเครื่องประดับที่งาพาบริวารซึ่งเป็นช้างป่ามาเล่นน้ำที่หนองโชก หรือหนองบัวในเวลาบ่ายทุกวัน

เชียงฆะก็พาขุนนางสองพี่น้องและพวกไปยังหนองโชก พากันขึ้นต้นไม้ที่ริมหนองโชกเพื่อดูช้างโขลงนั้น ครั้นเวลาบ่ายช้างโขลงนั้นก็ออกจากชายป่ามาเล่นน้ำตามเคย ปรากฏว่าช้างเผือกที่หายมานั้นอยู่กลางฝูงพากันลงเล่นน้ำที่หนองโชก ขุนนางทั้งสองจึงเอาก้อนอิฐแปดก้อนที่นำมาจากบ้านเมืองทีขึ้นเสกเวทมนตร์ตามพิธีกรรมคชศาสตร์ อธิษฐานแล้วขว้างไปยังโขลงช้างทั้งแปดทิศ ฝ่ายช้างป่าก็แตกตื่นหนีเข้าป่าหมด คงเหลืออยู่แต่ช้างเผือกเชือกเดียวขุนนางสองพี่น้องก็ลงจากต้นไม้พากันขึ้นขี่หลังช้างโดยง่าย เมื่อจับช้างได้แล้ว ขุนนางสองพี่น้องและบริวารพากันเดินทางกลับ หัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายที่มาช่วยเหลือในการติดตามช้าง ก็ได้อำนวยความสะดวกในการควบคุมช้างเผือกมาส่งที่กรุงศรีอยุธยาด้วย เมื่อมาถึงพระนครแล้ว ขุนนางสองพี่น้องจึงได้นำหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายเข้าเฝ้าสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ และกราบบังคมทูลเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทรงทราบ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์จึงโปรดเกล้าแต่งตั้งบรรดาหัวหน้าชาวส่วยให้มีฐานันดรศักดิ์ คือ

  • ตากะจะ เป็น หลวงแก้วสุวรรณ
  • เชียงขัน เป็น หลวงปราบ
  • เชียงฆะ เป็น หลวงเพชร
  • เชียงปุม เป็น หลวงสุรินทรภักดี
  • เชียงลี เป็น หลวงศรีนครเตา
  • เชียงไชย เป็น ขุนไชยสุริยงค์

กลับไปปกครองคนในหมู่บ้านของตน โดยอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยาขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย [3]

พ.ศ. 2306 หลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) ได้ขอพระบรมราชานุญาตย้ายหมู่บ้านจากเมืองทีซึ่งคับแคบและไม่สะดวกในการทำมาหากินไปตั้งที่บ้านคูประทายหรือบ้านคูประทายสมันต์ คือที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่กว้างใหญ่มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบถึง 2 ชั้น เป็นชัยภูมิเหมาะสมที่จะป้องกันและต่อต้านศัตรูที่มารุกรานได้เป็นอย่างดี เมื่อได้รับอนุญาตแล้วหลวงสุรินทร์ภักดีจึงได้อพยพราษฎรบางส่วนไปอยู่ที่บ้านคูประทาย ส่วนญาติพี่น้อง ชื่อเชียงบิด เชียงเกตุ เชียงพัน นางสะตา นางแล และราษฎรส่วนหนึ่งคงอยู่ ณ หมู่บ้านเมืองทีตามเดิม ระหว่างที่อยู่บ้านเมืองที หลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) กับญาติร่วมกันสร้างเจดีย์ 3 ยอด สูง 18 ศอก และสร้างโบสถ์พร้อมพระปฏิมา หน้าตักกว้าง 4 ศอก ซึ่งปรากฏอยู่ที่วัดเมืองทีมาจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อย้ายถิ่นฐานจากบ้านเมืองทีไปอยู่ที่บ้านคูประทายแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านทั้ง 5 จึงได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา นำสิ่งของไปทูลเกล้าถวาย คือ ช้าง ม้า แก่นสน ยางสน ปีกนก นอระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามราชประเพณี เพราะว่าขณะนั้นบรรพบุรุษของชาวสุรินทร์จะได้อพยพมาตั้งฐิ่นฐานอยู่ในดินแดนอันเป็นป่าดงทึบส่วนนี้ โดยตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่อย่างมั่นคงก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของกรุงศรีอยุธยา ยังคงถือว่าเป็นกลุ่มชนที่อยู่ในป่าดงในราชอาณาเขตเท่านั้น ซึ่งกรุงศรีอยุธยาเริ่มรู้จักก็โดยหัวหน้าหมู่บ้านได้ช่วยเหลือจับช้างเผือกคืนกรุงศรีอยุธยา และเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้นำของไปทูลเกล้าถวายแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้น ดังนี้

  1. หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) เป็น พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง ยกบ้านคูประทาย เป็น เมืองประทายสมันต์ ให้พระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง เป็นเจ้าเมืองปกครอง ต้นตระกูล “อินทนูจิตร’
  2. หลวงเพชร (เชียงฆะ) เป็น พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ยกบ้านอัจจะปะนึง หรือบ้านดงยาง เป็น เมืองสังฆะ ให้พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ เป็นเจ้าเมืองปกครอง
  3. หลวงศรีนครเตา (เชียงสี หรือตากะอาม) เป็น พระศรีนครเตา ยกบ้านกุดหวาย เป็น เมืองรัตนบุรี ให้พระศรีนครเตา เป็นเจ้าเมืองปกครอง
  4. หลวงแก้วสุวรรณ (ตากะจะ) เป็น พระไกรภักดีศรีนครลำดวน ยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน เป็น เมืองขุขันธ์ ให้พระไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นเจ้าเมืองคนแรกปกครอง

การปกครองบังคับบัญชาแบ่งเป็นหมวดหมู่ เป็นกอง มีนายกอง นายหมวด นายหมู่ บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย หัวหน้าหมู่บ้านทั้งหมดก็เดินทางกลับและปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบสุขตลอดมา

สมัยกรุงธนบุรี 

เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปีพ.ศ. 2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้อิสรภาพและตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เมืองสุรินทร์ก็ขึ้นต่อกรุงธนบุรี

เมื่อพ.ศ. 2318 พญาโพธิสาร จากนครจำปาศักดิ์ยกทัพมากวาดต้อนครัวบ้านครัวเมือง เมืองสุวรรณภูมิ เมืองตักศิลา (อำเภอราษีไศล) และเมืองศรีนครเขต (ศรีสะเกษ) ทิ้งให้เป็นเมืองร้าง

ครั้นเมื่อปีพ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสิน) จึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพไปสมทบกำลังเกณฑ์เมืองขุขันธ์ เมืองสังขะบุรี และกองทัพช้างคูประทายสมันต์ ขึ้นไปตีเมืองจำปาศักดิ์ เมืองนครพนม บ้านหนองคาย เวียงจันทน์ เป็นกำลังสำคัญในการขยายอิทธิพลสู่เขมร

ในปีพ.ศ. 2324 ทางฝ่ายเขมรเกิดการจลาจล โดยเจ้าทะละหะ (มู) กับพระยาวิมลราช (ฮู) ฝักใฝ่ในทางญวน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้า ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับพระยาสุรสีห์ ยกกองทัพไปปราบปราม โดยเกณฑ์กำลังทางขุขันธ์ ประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) สังขะ ไปช่วยปราบปรามเมืองประทายเพชร ประทายมาศ เมืองรูงตำแรย์ กำปงสวายและเสียมราฐ การปราบปรามยังไม่ราบคาบ เกิดความไม่สงบขึ้นในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบข่าวจึงเลิกทัพกลับคืนมายังกรุงธนบุรี

ในระหว่างสงครามครั้งนี้ได้มีพวกเขมรหลบหนีสงครามจากเมืองเสียมราฐ กำปงสวาย ประทายเพชร และเมืองอื่น ๆ เข้ามาอยู่ในเมืองประทายสมันต์ และสังขะเป็นจำนวนมาก อาทิ ออกญานินทร์เสน่หา จางวาง ออกไกรแป้น ออกญาตูม นางดาม บุตรีเจ้าเมืองประทายเพชร (ซึ่งอาจจะเป็นชาวกูย) รวมทั้งพี่น้องบ่าวไพร่เมืองเสียมราฐ (ซึ่งอาจจะเป็นชาวกูย และเขมร ซึ่งยังคงมีการอาศัยกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) ก็ได้พากันมาอยู่เมืองประทายสมันต์ด้วย ต่อมานางดามได้แต่งงานกับสุ่นหลานชายของพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) ภายหลังชาวเขมรทราบว่า นางดามซึ่งเป็นนายของตนมาเป็นสะใภ้เจ้าเมือง จึงพากันอพยพมาอยู่ที่เมืองคูประทายมากขึ้น ดังนั้น ชาวเมืองคูประทาย ซึ่งเป็นชาวกวยจึงปะปนกับเขมรและเพราะเหตุที่ชาวเขมรมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน วัฒนธรรมตลอดทั้งความเป็นอยู่ จึงผันแปรไปทางเขมรมากขึ้นประกอบกับเมืองสุรินทร์รับผิดชอบเกลี้ยกล่อมผู้คนในเขตแดนเขมร ตลอดจนให้เจ้าเมืองกรมการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้จัดส่งคนไปลาดตระเวน เกลี้ยกล่อมผู้คนในเขตรับผิดชอบเดือนละสองครั้ง ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตเมืองสุรินทร์ ทำให้วัฒนธรรมเขมรเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเสร็จศึกสงครามเมืองเวียงจันทน์และเมืองเขมรแล้ว เจ้าเมืองประทายสมันต์ เมืองขุขันธ์ และเมืองสังฆะได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยา ทั้ง 3 เมือง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 

สมัยรัชกาลที่ 1 

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปีพ.ศ. 2325 และตั้งกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี

พ.ศ. 2306 หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้ขอพระบรมราชานุญาตย้ายหมู่บ้านจากเมืองทีที่คับแคบไปตั้งที่บ้านคูประทายคือที่ตั้งเมืองสุรินทร์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่กว้างใหญ่ มีกำแพงค่ายคูล้อมถึงสองชั้นเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม ระหว่างที่อยู่บ้านเมืองที หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้สร้างเจดีย์สามยอด สูง 18 ศอก สร้างโบสถ์พร้อมพระปฏิมา หน้าตักกว้าง 4 ศอก ยังปรากฏอยู่ที่วัดเมืองทีมาถึงปัจจุบัน ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านชาวกูยทั้งห้าคนได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา และได้นำสิ่งของไปถวายคือ ช้าง ม้า แกนสม ยางสน นอระมาด งาช้าง ปีกนก ขี้ผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามราชประเพณีมาแต่โบราณ และประกอบกับเป็นเมืองเคยตามเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชสงครามหลายครั้ง มีความชอบเป็นอันมากมาก จึงโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น “พระยาสุรินทรภักดีศรีจางวาง (เชียงปุม)” (1) บรรดาศักดิ์ “พระยา” เป็นบรรดาศักดิ์ สำหรับขุนนางระดับสูง หัวหน้ากรมต่างๆ เจ้าเมืองชั้นโท และแม่ทัพสำคัญ ในพระไอยการฯ มีเพียง 33 ตำแหน่ง ดังนั้น จึงมีประเพณี พระราชทานเครื่องยศ (โปรดดูเรื่อง เครื่องราชอิสริยยศไทย) ประกอบกับบรรดาศักดิ์ด้วย โดย พระยาที่มีศักดินามากกว่า 5,000 จะได้รับพระราชทานพานทอง ประกอบเป็นเครื่องยศ จึงเรียกกันว่า พระยาพานทอง ซึ่งถือเป็นขุนนางระดับสูง ส่วนพระยาที่มีศักดินาต่ำกว่านี้ จะไม่ได้รับพระราชทานพานทอง 2)บรรดาศักดิ์ จางวาง เป็นบรรดาศักดิ์ชั้นสูงในกรมมหาดเล็ก, ตำแหน่งผู้กำกับการ)

พ.ศ. 2329 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้เปลี่ยนชื่อ เมืองประทายสมันต์ เป็น เมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในการเปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์ เป็นเมืองสุรินทร์ครั้งนี้ได้โปรดเกล้า ให้เจ้าเมืองพิมาย แบ่งปันอาณาเขตให้เมืองสุรินทร์ ดังนี้

  • ทิศเหนือ จดลำห้วยพลับพลา
  • ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดต่อกับแขวงเมืองรัตนบุรี ตั้งแต่แม่น้ำมูล ถึงหลักหินตะวันออกบ้านโพนงอยถึงบ้านโคกหัวลาว และต่อไปยังบ้านโนนเปือย และตามคลองห้วยถึงบ้านนาดี บ้านสัจจังบรรจง ไปทางตะวันออกถึงห้วยทับทัน
  • ทิศตะวันออก จดห้วยทับทัน
  • ทิศตะวันตก ถึงลำห้วยตะโคง หรือชะโกง มีบ้านกก บ้านโคกสูง แนงทม สองขั้น และห้วยราช

ส่วนทางทิศใต้ไม่ได้บอกไว้ เพราะขณะนั้นเมืองเขมรบางส่วนอยู่ในความปกครองของไทย เช่นบ้านจงกัลในเขตเขมรปัจจุบัน เคยเป็นอำเภอจงกัลของไทย ขึ้นกับเมืองสังขะ

พ.ศ. 2337 พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) เจ้าเมืองกูยสุรินทร์ถึงแก่กรรม

พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) ต้นตระกูล “อินทนูจิตร” มีบุตร 4 คน เป็นชาย 2 คน ชื่อนายตี (แต็ย) และนายมี (แม็ย) เป็นหญิง 2 คน ชื่อนางน้อยและนางเงิน เมื่อพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) ถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้โปรดเกล้า ตั้งให้นายตี (แต็ย) บุตรชายคนโต เป็นพระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เจ้าเมืองสุรินทร์คนต่อมา

พ.ศ. 2342 มีตราโปรดเกล้า ให้เกณฑ์กำลังเมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ และเมืองขุขันธ์ เมืองละ 100 รวม 300 เข้ากองทัพยกไปตีกองทัพพม่า ซึ่งยกมาตั้งอยู่ในเขตแขวง เมืองนครเชียงใหม่ แต่กองทัพไทยมิทันไปถึงได้ข่าวว่ากองทัพพม่าถอยไปแล้ว ก็โปรดเกล้าให้ยกกองทัพกลับ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปลี่ยนนามพระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ตี) เป็นพระสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์

พ.ศ. 2350 ทรงพระราชดำริว่า เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์ เป็นเมืองเคยตามเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชสงครามหลายครั้ง มีความชอบมาก จึงโปรดเกล้า ให้ทั้ง 3 เมืองขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร เลยทีเดียว มีอำนาจชำระคดีได้เอง ไม่ต้องขึ้นต่อเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน [4]

พ.ศ. 2351 พระสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ (ตี) เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ตั้งหลวงวิเศษราชา (มี หรือแม็ย) ผู้เป็นน้องชาย เป็นพระสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ เจ้าเมืองสุรินทร์สืบต่อไป

สมัยรัชกาลที่ 2 

พ.ศ. 2354 พระสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (มี) เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ตั้งให้นายสุ่น บุตรพระสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ตี) เป็นพระสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์เจ้าเมืองสุรินทร์สืบต่อไป

ต่อมาเมืองขุขันธ์ ขออนุญาตยกบ้านลังเสนเป็นเมืองกันทรลักษณ์ แล้วย้ายมาอยู่ที่บ้านลาวเดิม และยกบ้านแบบเป็นเมืองอุทุมพรพิสัย แล้วย้ายไปอยู่ที่บ้านปรือ

สมัยรัชกาลที่ 3 

เขตแขวงเมืองจำปาศักดิ์ไปจนถึงเมืองเวียงจันทน์อยู่ในอำนาจเจ้าอนุเมืองเวียงจันทน์กับเจ้าโย่บุตรที่ครองเมืองจำปาศักดิ์ พ่อลูกทั้งสองเห็นว่ามีเขตแขวงและกำลังผู้คนมากขึ้นก็มีใจกำเริบคิดกบฏต่อกรุงเทพ เมื่อปีพ.ศ. 2369 เจ้าอนุแต่งตั้งให้เจ้าอุปราช (สีถาน) กับเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทน์ คุมกองทัพยกเข้าตีหัวเมืองรายทางเข้ามาจนถึงจังหวัดนครราชสีมา

ฝ่ายทางเมืองจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ (โย่) ก็เกณฑ์กำลังยกเป็นกองทัพมาตีเมืองขุขันธ์แตกจับพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์กับพระภักดีภูธรสงครามปลัด (มานะ) พระแก้วมนตรียกกระบัตร (เทศ) กับกรมการได้และฆ่าเสีย ส่วนเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ ได้มีการป้องกันเมืองอย่างเข้มแข็งทั้งกลางวันและกลางคืน และไดด้เกณฑ์กำลังไพร่พลไปสมทบกับกองทัพหลวงจนเสร็จสงคราม สาเหตุการกบฏครั้งนี้มีหลักฐานทั้งฝ่ายไทยและเอกสารพื้นเวียง เสนอประเด็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าเมืองนครราชสีมากับเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ไว้ 3 ประเด็น คือ

  • ประเด็นที่ 1 การสักเลก (การสักข้อมือคนในบังคับ) ในหัวเมืองอีสาน สำหรับการสักเลกนี้ไม่มีหลักฐาน่วาเริ่มเมื่อใดแต่อย่างน้อยที่สุดประมาณปีพ.ศ. 2317 ช่วงสมัยธนบุรี จนเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ในปีพ.ศ. 2369 [5] การส่งข้าหลวงมาสักเลกสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนในหัวเมืองเขมรป่าดงอย่างมาก ทั้งนี้เพราะนอกจากจะเจ็บตัวจากการสักเลกแล้วยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการสักเลกอีก คนละ 1 บาท 1 เฟื้อง
  • ประเด็นที่ 2 ความขัดแย้งระหว่างเจ้าเมืองนครราชสีมากับเมืองขุขันธ์ เอกสารพื้นเวียงกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวนเจ้าเมืองขุขันธ์ กับพระยาพรหมภักดีเจ้าเมืองนครราชสีมา จากการศึกษาของพรรษา สินสวัสดิ์ กล่าวไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีความเชื่อมั่นและวางพระทัยในความสามารถของพระยาพรหมภักดีเจ้าเมืองนครราชสีมาดำเนินการบางประการที่ทำให้เดือดร้อนแก่หัวเมืองลาว และหัวเมืองเขมรป่าดง (เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ และเมืองขุขันธ์) จนเป็นเหตุให้เกิดความบาดหมางกับหัวเมืองในกลุ่มดังกล่าว เช่น ในครั้งพระยาพรหมภักดีมีคำสั่งให้เกณฑ์ไพร่พลจากเมืองอุบลราชธานี เมืองจำปาศักดิ์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์ และเมืองสุรินทร์จะยกไปตีข่าในเขตแดนจำปาศักดิ์เพื่อกวาดต้อนส่งเข้ามากรุงเทพในครั้งนั้น พระยาไกรภักดีเจ้าเมืองขุขันธ์ได้เกิดขัดแย้งกับพระยาพรหมภักดีอย่างรุนแรงถึงกับพระยาไกรภักดีมีใบบอกฟ้องเข้ามายังกรุงเทพ ว่าพระยาพรหมภักดีทำการกดขี่ข่มเหง ทางกรุงเทพ จึงได้ส่งขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นไปสอบสวนผลการสอบสวนปรากฏว่า พระยาพรหมภักดีไม่ผิด ความขัดแย้งระหว่างพระยาพรหมภักดีกับพระยาขุขันธ์ได้เกิดบานปลายออกไปเมื่อ พระยาพรหมภักดีสนับสนุนให้เจ้าทิงหล้า ซึ่งเป็นน้องชายของพระยาขุขันธ์ ก่อการกบฏต่อพระยาขุขันธ์ และพระยาพรหมภักดีนำ (กองทัพ) จังหวัดนครราชสีมาขึ้นมาสนับสนุนเจ้าทิงหล้า และได้จุดไฟเผาเมืองขุขันธ์จนพระยาขุขันธ์ต้องหนีไปอยู่เมืองนางรอง
  • ประเด็นที่ 3 ความขัดแย้งระหว่างเจ้าเมืองนครราชสีมากับเจ้านครจำปาศักดิ์ ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ปรากฏในพงศาวดารไทย แต่ในเอกสารพื้นเวียงกล่าวว่าเป็นฉนวนสำคัญที่สุดที่ทำให้เจ้าอนุวงศ์ก่อการกบฏ [6] กล่าวคือ พระยาพรหมภักดีครองเมืองโคราชได้ 2 ปี มีความขัดข้องใจที่ไม่ได้ครองเมืองจำปาศักดิ์ จึงจัดสร้างด่านใกล้เมืองพระยาไกรภักดี เจ้าเมืองขุขันธ์จนเกิดเรื่องกับพระยาไกรภักดี ดังกล่าวมาแล้ว ภายหลังพระยาพรหมภักดีเจ้าเมืองนครราชสีมามีหนังสือสารตรา ไปยังเมืองจำปาศักดิ์ (เจ้าราชบุตรโย่) เจ้าเมืองจำปาศักดิ์โกรธจึงไปทูลเจ้าอนุวงศ์ที่เวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์โกรธแค้นมาก

จาก 3 ประเด็นที่กล่าวทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์กับเจ้าเมืองนครราชสีมา (ทองอิน) และนำไปสู่กบฏเจ้าอนุวงศ์ในปีพ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์แต่งตั้งให้เจ้าอุปราช (สีถาน) กับเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทรน์ คุมกองทัพบกเข้าตีเมืองรายทางเข้ามาจนถึงเมืองนครราชสีมา ฝ่ายทางเมืองจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ (เจ้าโย่) เกณฑ์กำลังยกทัพมาตีเมืองขุขันธจับพระไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ กับพระภักดีภูธรสงคราม (มานะ) ปลัดเมืองกับพระแก้วมนตรี (ทศ) ยกกระบัตรกับกรมการได้ ฆ่าตายทั้งหมด เจ้าเมืองสังฆะ และเมืองสุรินทร์หนีได้ทัน กองทัพจำปาศักดิ์ ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านส้มป่อย แขวงเมืองขุขันธ์ค่ายหนึ่ง และค่ายอื่น ๆ สี่ค่าย กวาดต้อนครอบครัวไทยเขมรไปเมืองจำปาศักดิ์

เมื่อข่าวเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏได้ททราบถึงกรุงเทพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เป็นทัพหน้าพร้อมด้วย พระยาราชนิกุล พระยากำแหง พระยารองเมือง พระยาจันทบุรี คุมไพร่พลไปทางเมืองพระตะบองขึ้นไปเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เกณฑ์เขมรป่าดงไปเป็นทัพขนาบกองทัพกรุงเทพ ได้ตามตีกองทัพลาวเรื่อยไปจนถึงเวียงจันทน์และตีเมืองเวียงจันทน์แตกเมื่อพ.ศ. 2370

เมื่อพ.ศ. 2371 ทรงพระโปรดเกล้า ให้เลื่อนพระยาสุรินทร์ภักดีศรีประทาย-สมันต์ (สุ่น) เจ้าเมืองสุรินทร์เป็นเจ้าพระยาสุรินทร์ภักดีศรีประทายสมันต์

ส่วนทางเมืองสังขะ โปรดให้พระยาสังขะเป็นพระยาภักดีศรีนครลำดวนเจ้าเมือง ให้บุตรพระยาสังขะ เป็นพระยาสังขะบุรีศรีนครอัจจะปะนึง

ในปีพ.ศ. 2372 หัวเมืองฝ่ายตะวันออกไม่เรียบร้อยดี เนื่องมาจากเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์เพราะราษฏรพากันหนีหลบภัยสงครามไปต่างเมือง เช่น หัวเมืองเขมรป่าดง ราษฎรพากันหลบหนีไปยังแถบเขมร ราษฎรเมืองนครราชสีมาก็พากันหลบหนีไปทางเมือง ลพบุรี เพชรบุรี ปราจีนบุรี เป็นจำนวนมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาขณะดำรงตำแหน่งพระยาราชสุภาวดีเป็นแม่กองออกไปจัดการหัวเมืองอีสาน-ลาว ทั้งหมด [7] และได้ไปจัดตั้งราชการสำมะโนครัว แต่งตั้งกองสักเลกอยู่ ณ กุดผไท (อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์)

ในปีพ.ศ. 2385 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้เกณฑ์คน หัวเมืองเขมรป่าดงหัวเมืองขุขันธ์ 2,000 คน เมืองสุรินทร์ 1,000 คน เมืองสังขะ 300 คน เมืองศรีสะเกษ 2,000 คน เมืองเดชอุดม 400 คน รวม 6,200 คน [8] และในปีพ.ศ. 2381 เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้กำลังจากเมืองลาว หัวเมืองเขมรป่าดง เมืองนครราชสีมา 12,000 คน เกณฑ์กำลังขึ้นไปสมทบทัพกรุงเทพ ที่เมืองอุดมมีชัยไปรบในกัมพูชา [9]

สมัยรัชกาลที่ 4 

เจ้าพระยาสุรินทร์ภักดีศรีประทายสมันต์ (สุ่น) เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อพ.ศ. 2394 กรมการเมืองสุรินทร์ได้เข้าไปเฝ้าถึงกรุงเทพจึงโปรดเกล้า ให้พระยาบดินทรเดชา สมุหนายกปรึกษากับกรมการเมืองสุรินทร์ ที่ประชุมเห็นว่า พระยาพิชัยราชวงศา (ม่วง) ผู้ช่วยซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยาสุรินทรภักดีศรีประทายสมันต์ (สุ่น) เป็นผู้มีปัญญารู้หลักราชการและมีน้ำใจโอบอ้อมอารีแก่ไพร่บ้านพลเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานสัญญาบัตรให้พระยาพิชัยราชวงศา (ม่วง) เป็นพระยาสุรินทรภักดีศรีประทายสมันต์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์ตั้งแต่เดือนอ้าย ปีชวด จัตวาศก พ.ศ. 2395 [10] และในปีเดียวกันได้โปรดเกล้า ให้หลวงนรินทร์ราชวงศา (นาก) บุตรเจ้าพระยาสุรินทรภักดีศรีประทายสมันต์ (สุ่น) เป็นพระไชยณรงค์ภักดี ปลัด

ให้พระมหาดไทย (จันทร์) บุตรเจ้าวงศา หลานเจ้าพระยาสุรินทรภักดีศรีประทายสมันต์ (สุ่น) เป็นพระยาพิชัยบวรวุฒิยกกระบัตร รักษาราชการเมืองสุรินทร์ต่อไป

รัชสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411พ.ศ. 2453

พ.ศ. 2412 พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณาขอตั้งบ้านกุดไผท หรือจารพัตเป็นเมือง ขอหลวงไชยสุริยง (คำมี) บุตรหลวงไชยสุริยวงศ์ (หมื่น) กองนอกไปเป็นเจ้าเมือง ส่วนตำแหน่งปลัดและยกกระบัตรเมืองสังฆะว่าง ขอพระสุนทรพิทักษ์บุตรพระปลัดคนเก่าขึ้นเป็นปลัด และขอหลวงศรีสุราชผู้หลานเป็นยกกระบัตรเมืองสังฆะ ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7 ในปีมะเส็งนั้น (พ.ศ. 2412) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้มีตราพระราชสีห์ ตั้งบ้านกุดไผท หรือบ้านจารพัต เป็นเมืองศีขรภูมิพิไสย ตั้งให้หลวงไชยสุริยงกองนอกเป็นพระศีขรภูมานุรักษ์เจ้าเมือง ขึ้นเมืองสังฆะ

ฝ่ายทางเมืองสุรินทร์ พระยาสุรินทรภักดีศรีประทายสมันต์ เห็นว่าพระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ได้ขอบ้านกุดไผทเป็นเมืองศีขรภูมิแล้ว ก็เกรงว่าพระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ จะเอาบ้านลำดวนเป็นเขตแขวงด้วย จึงได้มีใบบอกขอตั้ง้านลำดวนเป็นเมือง ขอให้พระไชยณรงค์ภักดี (นาก) ปลัดเมืองสุรินทร์ เป็นเจ้าเมืองจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ยกบ้านลำดวนขึ้นเป็นเมืองนามว่า เมืองสุรพินทนิคม ให้พระไชยณรงค์ภักดี ปลัด (บุนนาก) เป็นพระสุรพินทนิคมานุรักษ์ เจ้าเมืองสุรพินทนิคมขึ้นเมืองสุรินทร์มาแต่นั้น

พ.ศ. 2415 ฝ่ายพระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ได้มีใบบอกขอตั้งบ้านลุมพุกเป็นเมือง ขอพระมหาดไทยเมืองสังฆะเป็นเจ้าเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ยกบ้านลุมพุกขึ้นเป็นเมืองกันทรารมย์ ให้พระมหาดไทยเป็นพระกันทรานุรักษ์ เจ้าเมืองกันทรารมย์ ขึ้นกับเมืองสังฆะ

พ.ศ. 2416 พระสุรพินทนิคมานุรักษ์ เจ้าเมืองก็ถึงแก่กรรม พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) เห็นว่าหลวงงพิทักษ์สุนทรบุตรพระปลัดกรมการเมืองสังฆะ ซึ่งสมัครมาอยู่เมืองสุรพินทนิคมเป็นผู้มีหลักฐานมั่นคงดี จึงได้ให้หลวงพิทักษ์สุนทรรับราชการตำแหน่งเจ้าเมืองสุรพินทนิคมหลวงพิทักษ์สุนทรรับราชการตำแหน่งเจ้าเมืองสุรพินทนิคมได้สามปีก็ถึงแก่กรรมแต่นั้นมาเจ้าเมืองสุรพินทนิคมจึงว่างตลอดมา

พ.ศ. 2419 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระศักดิ์เสนีย์ เป็นข้าหลวงออกไปตั้งสืบสวนจับโจรผู้ร้ายหัวเมืองตะวันออก เนื่องจากพระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) และพระยาสังขะได้บอกมายังกรงเทพ ว่าเกิดโจรผู้ร้ายปล้นลักทรัพย์สิ่งของราษฎรในเขตของเมืองทั้งสองแล้วหนีเข้าไปแขวงเมืองบุรีรัมย์ เมืองนางรอง เมืองประโคนชัย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนมาก ข้าหลวงที่ส่งไปเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อปราบโจรผู้ร้ายเสร็จแล้วก็กลับกรุงเทพ ข้าหลวงที่ได้รับการแต่งตั้งลักษณะนี้มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดได้ทุกเมือง

พ.ศ. 2424 ฝ่ายทางเมืองจงกัล ตั้งแต่โปรดเกล้า ให้หลวงสัสดี (ลิน) เป็นพระวิไชย เจ้าเมืองจงกัล พระวิไชยรับราชการได้ 7 ปี ก็ถึงแก่กรรม เจ้าเมืองสังฆะจึงได้ให้พระสุนทรนุรักษ์ผู้หลานนำใบบอกไปกรุงเทพ ขอให้พระสุนทรนุรักษ์เป็น พระทิพชลสินธุ์อินทรนฤมิตร

ทางเมืองสุรินทร์ พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) ได้มีใบบอกกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ตำแหน่งยกกระบัตรเมืองสุรินทร์ว่าง ขอพระมหาดไทยเป็นพระยกกระบัตร เมื่อวันศุกร์ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 8 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งให้พระมหาดไทยเป็นพระไชยนครบวรวุฒิ ยกกระบัตรเมืองสุรินทร์

พ.ศ. 2425 คนทางเมืองสุรินทร์ได้อพยพครอบครัวเป็นอันมาก ข้ามไปตั้งอยู่ฟากลำน้ำมูลข้างเหนือ มีบ้านทัพค่าย เป็นต้น พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) จึงได้มีใบบอก ขอตั้งบ้านทัพค่ายเป็นเมือง ขอพระวิเศษราชา (ทองอิน) เป็นเจ้าเมือง วันอังคารขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ตั้งบ้านทัพค่ายเป็นเมืองชุมพลบุรี ให้พระวิเศษราชา (นัยหนึ่งว่า หลวงราชวรินทร์ ทองอิน) เป็นพระฤทธิรณยุทธ เจ้าเมืองและโปรดเกล้า ให้ตั้งท้าวเพชรเป็นที่ปลัด ให้ท้าวกลิ่นเป็นที่ยกกระบัตร ทั้งสองคนนี้เป็นพี่ชายพระฤทธิรณยุทธ (ทองอิน) และท้าวนุด บุตรพระฤทธิรณยุทธ (ทองอิน) เป็นผู้ช่วยเมืองชุมพลบุรี พร้อมกันนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ตั้งนายปรางค์ บุตรพระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) เป็นพระสุรพินทนิคมานุรักษ์ เจ้าเมืองสุรพินทนิคม แทนคนเก่าที่ถึงแก่กรรมและตำแหน่งเจ้าเมืองยังว่าง

พ.ศ. 2492 พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ข้าหลวงใหญ่เมืองจำปาศักดิ์ ได้เชิญประชุมเจ้าเมืองภาคอีสานขึ้น ณ เมืองอุบล เพื่อสำรวจชายฉกรรจ์และแก้ไขระเบียบการจัดเก็บภาษีอากร ในระหว่างการประชุมข้าราชการอยู่นั้น ได้รับรายงานว่า ทัพฮ่อเข้าโจมตีเมืองเวียงจันทน์แตกการประชุมต้องยุติลง พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ต้องรีบระดมกำลังขึ้นไปยังเมืองหนองคายโดยด่วนเพื่อสมทบกับกองทัพเมืองนครราชสีมา ส่วนกองทัพจากกรุงเทพนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปสมทบที่เมืองหนองคาย ซึ่งเป็นจุดชุมนุมพล สำหรับพระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) เจ้าเมืองสุรินทร์นั้นได้มีคำสั่งให้ช่วยราชการอยู่ที่เมืองอุบล เพราะเจ้าเมืองและกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ต้องไปราชการทัพในครั้งนั้นด้วย พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) ช่วยราชการอยู่ที่เมืองอุบลอยู่ 2 ปี จึงได้กลับเมืองสุรินทร์ เมื่อพระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) ย่างเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว ไม่อาจจะปฏิบัติหน้าที่ราชการได้เต็มที่ จึงได้มอบให้นายเยียบ (บุตรชาย) ช่วยราชการเป็นการภายใน

พ.ศ. 2432 พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ข้าหลวงใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ ซึ่งมีอำนาจเต็มในภาคอีสานทั้งหมด ได้แต่งตั้งใบประทวนให้ ยานเยียบ เป็นพระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ รักษาราชการในตำแหน่งเจ้าเมืองสุรินทร์ต่อไป แต่อยู่ได้เพียง 2 ปี ก็ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2433 พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) จึงต้องกลับมาเป็นเจ้าเมือง อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ถึงแก่กรรมในปีเดียวกันนั้นเอง

พ.ศ. 2434 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเป็นข้าหลวงใหญ่ พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนออกไปตั้งอยู่ ณ เมืองนครจำปาศักดิ์ กองหนึ่งให้เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาวกาว ให้เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทันดร เมืองสาลวัน เมืองอัตตะปือ เมืองคำทองใหญ่ เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม เมืองศรีสะเกษ เมืองอุบล เมืองยโสธร เมืองเขมราฐ เมืองกมลาไสย เมืองสุวรรณภูมิ เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นช้าง เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม เมืองใหญ่ 21 เมือง เมืองขึ้น 43 เมือง อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาวกาว

พ.ศ. 2435 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ข้าหลวงใหญ่ซึ่งย้ายมาแทนพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ได้ทรงแต่งตั้งให้พระไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) น้องชาย พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ (ม่วง) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์ (เปลี่ยนจากเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมือง)

ในสมัยที่พระไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์นี้ เป็นยุคที่บ้านเมืองกำลังปรับปรุงระบบบริหารใหม่ ข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์มณฑลอีสานได้ทรงวางระเบียบให้มีข้าราชการจากส่วนกลาง มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการทุกหัวเมือง สำหรับเมืองสุรินทร์ หลวงธนสารสุทธารักษ์ (หว่าง) เป็นข้าหลวงกำกับราชการ มีอำนาจเด็ดขาด ทัดเทียมผู้ว่าราชการเมือง นับเป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่เชื้อสายบรรพบุรุษชาวสุรินทร์ ด้วยความไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีและความเป็นอยู่ของชาวเมืองได้ดีพอจึงทำให้ดำเนินการบางอย่างผิดพลาด มิชอบโดยหลักการ แต่พระไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) เจ้าเมืองไม่อาจขัดขวางได้เพราะเห็นว่า ถ้าเข้าขัดขวางแล้วก็จะมีแต่ความร้าวฉาน ขาดความสามัคคีในชนชั้นปกครอง

พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสได้ยกทัพขึ้นทางเมืองเชียงแตง เมืองสีทันดร และเมืองสมโบก ซึ่งสมันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรในฐานะผู้สำเร็จราชการข้าหลวงใหญ่มณฑลอีสานได้รับหน้าที่ผู้อำนวยการป้องกันราชอาณาจักร ให้เกณฑ์กำลังหัวเมืองสุรินทร์ เมืองศรีสะเกษ เมืองขุขันธ์ เมืองมหาสารคาม และเมืองร้อยเอ็ด เมืองละ 800 เมืองสุวรรณภูมิ และเมืองยโสธร เมืองละ 500 ฝึกการรบแล้วส่งกำลังรบเหล่านี้เข้าตรึงการรุกรานของฝรั่งเศสทุกจุด สถานการณ์สงครามสงบลงในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2436 ต่างฝ่ายต่างถอนกำลังรบ กำลังรบของเมืองสุรินทร์จึงได้กลับคืนบ้านเมือง อาจกล่าวได้ว่านับแต่ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกิดศึกสงครามจากข้าศึกนอกราชอาณาจักร ชาวสุรินทร์จะมีบทบาทในการป้องกันบ้านเมืองด้วยเสมอ

กรณีพิพาทกับฝรั่งเศสสงบลงไม่นานนัก ในปีเดียวกันนี้ พระไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) ผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์ ได้ถึงแก่อนิจกรรม โดยที่ยังไม่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ให้เป็นที่ พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ตามตำแหน่ง ในช่วงระยะนี้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ผู้สำเร็จราชการมณฑลอีสาน ได้สั่งย้ายหลวงธนสารสุทธารักษ์ (หว่าง) และแต่งตั้งหลวงสิทธิเดชสมุทรขันธ์ (ล้อม) มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการเมืองสุรินทร์แทน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องจัดการปกครองภายในหัวเมืองตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำหัวเมืองลาวกาวและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า มณฑลลาวกาว สืบแทนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ระหว่างที่เสด็จกลับกรุงเทพผ่านเมืองสุรินทร์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรได้ทรงแต่งตั้งพระพิชัยนครบวรวุฒิ (จรัญ) ยกกระบัตรเมือง เป็นผู้รักษาเมืองสุรินทร์และเมื่อเสด็จถึงกรุงเทพ แล้วได้กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งให้พระพิชัยนครบวรวุฒิเป็นพระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์สืบต่อมาและถึงแก่กรรมในปีพ.ศ. 2438 (รัตนโกสินทรศก 114)

ระหว่างนี้ ได้มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนตัวข้าหลวงกำกับราชการโดยลำดับกล่าวคือ หลวงสิทธิเดชสมุทรขันธ์ (ล้อม) ดำรงตำแหน่งอยู่ประมาณ 1 ปี ก็ย้ายไปอยู่จังหวัดศรีสะเกษสับเปลี่ยนกับจมื่นวิไชยยุทธเดชาคณี (อิ่ม) จมื่นวิชัยยุทธเดชาคณี ดำรงตำแหน่งประมาณ 1 ปี ก็ย้ายไปโดยมีหลวงวิชิตชลชาญมาดำรงตำแหน่งแทน ชั่วระยะเวลาอันสั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ก็ได้ย้ายหลวงสาทรสรรพกิจมาดำรงตำแหน่งในประมาณปีพ.ศ. 2438

พระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ (จรัญ) ถึงแก่กรรมในปีพ.ศ. 2438 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ จึงโปรดให้ พระพิชัยณรงค์ภักดี (บุญจันทร์) เป็นผู้รั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์สืบต่อมา สันนิษฐานว่าพระพิชัยณรงค์ภักดีเป็นบุตรของนายพรหม ซึ่งเป็นบุตรของพระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ (มี) เจ้าเมืองสุรินทร์คนที่ 3 พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุญจันทร์) ถึงแก่กรรมเมื่อพ.ศ. 2450 และเมื่อถึงแก่กรรมแล้ว จึงได้รับสัญญาบัตรแต่งตั้งให้เป็นที่พระสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ จึงโปรดให้หลวงประเสริฐสุรินทรบาล (ตุ่มทอง) ซึ่งเป็นบุตรพระไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) ผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์คนที่ 8 เป็นผู้รั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์แทน แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรมในปีพ.ศ. 2451 และในต้นปีพ.ศ. 2451 นี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ไปรับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังเป็นช่วงเวลาที่ได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินในราชการบริหารส่วนภูมิภาค (เข้าสู่แบบเทศาภิบาล) ส่วนกลางได้เริ่มแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายปกครองมาดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดบ้าง หรือผู้ว่าราชการจังหวัดบ้าง บุคคลแรกที่ได้รับแต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดสุรินทร์ ในปีพ.ศ. 2451 คือ พระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมานนท์)

จังหวัดสุรินทร์มีการปกครองแบบเทศาภิบาลจนถึงสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 ยกเลิกการปกครองแบบมณฑล

มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น 

ศาลหลักเมืองสุรินทร์

  • ผ้าทอชาวกูย และวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวกวยหรือกูยแต่โบราณ

ตั้งอยู่ที่ บ้านตากลาง อำเภอท่าตูม อำเภอสำโรงทาบ และอำเภอศีขรภูมิ

อนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก

วัดบูรพาราม

ปราสาทตาเมือนธม

ปราสาทตาเมือนโต๊ด

น้ำตกไตรคีรี

อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง

น้ำตกกรูงคลา

สภาพธรรมชาติอันสวยงามของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ และ พุทธอุทยานเขาศาลาอตุลฐานะจาโร

จุดชมวิวผานางคอย เขาศาลา

วนอุทยานป่าสนสองใบหนองคู

มรดกทางธรรมชาติ 

สนสองใบ 

พื้นที่ระหว่างอำเภอสังขะ และอำเภอลำดวน มีป่าสนสองใบขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวสุรินทร์เรียกบริเวณนี้ว่า “ป่าพนาสน” ป่าสนสองใบที่จังหวัดสุรินทร์นี้ไม่เหมือนป่าสนทั่ว ๆ ไปเนื่องจากเป็นป่าสนที่ขึ้นอยู่บนพื้นราบ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100 กว่าเมตรเท่านั้น และขึ้นปะปนอยู่กับไม้เบญจพรรณ เช่น ไม้ยางนา กระบาก เหียง ตาด นนทรีป่า ประดู่ ลำดวนและมะค่าแต้ ในปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลไทยได้รับความร่วมมือจากประเทศเดนมาร์ก มอบให้กรมป่าไม้จัดตั้งเป็น สถานีอนุรักษ์พันไม้ป่าหนองคู เพื่อดำเนินการศึกษาและวิจัย และจัดการเขตอนุรักษ์พันธ์ไม้สนสองใบ ป่าสนสองใบที่บ้านหนองคูนี้ นับเป็นมรดกทางธรรมชาติที่สำคัญ และเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์

แม่น้ำมูล 

แม่น้ำมูล มีต้นน้ำจากภูเขาดงพญาเย็น เขตอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ไหลผ่านจังหวัดสุรินทร์ ทางเขตอำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม และอำเภอรัตนบุรี ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร การเพาะปลูก การคมนาคม นอกจากนั้นยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำต่าง ๆ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของราษฎร มีน้ำตลอดทั้งปีหากไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนแล้ง

วังทะลุ ห่างจากหมู่บ้านช้างเพียง 3 กิโลเมตร ที่นี่เป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลไหล และลำน้ำชี มาบรรจบกัน ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่จังหวัดอุบลราชธานี “วังทะลุ” เป็นสายน้ำที่แวดล้อมไปด้วยป่าที่กว้างใหญ่ไพศาล ก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงามซึ่งหาชมได้ยาก ยังมีความอุดมบูรณ์ทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นที่อาบน้ำของช้างในหมู่บ้านยามเย็น

มรดกทางวัฒนธรรม 

พิธีกรรมการคล้องช้างและการเซ่นปะกำของชาวกูย กวย โบราณสถาน[แก้]

เสียงบทสวดพิธีกรรมเป็นภาษาชาวกูยของพ่อหมอเฒ่าเมืองสุรินทร์ ถิ่นอีสานใต้ เพื่ออัญเชิญผีปะกำและวิญญาณบรรพบุรุษรับเครื่องเซ่นไหว้พร้อมกับขอพรเพื่อให้มีโชคลาภและเสี่ยงทายผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรม ณ ศาลปะกำ สถานที่เปรียบเสมือนเทวาลัยอันเป็นที่สิงสถิตวิญญาณบรรพบุรุษและผีปะกำตามความเชื่อของชาวกูย ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์คชศึกษาแห่งบ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม โดยศาลปะกำนี้นิยมปลูกสร้างไว้ในชุมชนคุ้มบ้าน หรือที่บ้านของทายาทฝ่ายพ่อ มีลักษณะเป็นเรือนไม้คล้ายหอสูง มีเสาสี่ต้น หันหน้าไปทางทิศเหนือ ณ ตำแหน่งที่เงาบ้านไม่ตกทับตัวศาลและเงาศาลไม่ตกต้องตัวบ้านซึ่งศาลปะกำจะใช้เป็นที่เก็บรักษาหนังปะกำ และอุปกรณ์ในการคล้องช้าง

ตำแหน่งต่างๆ ของหมอช้างของชาวกูย กวย ในการออกไปคล้องช้างตั้งแต่สมัยโบราณ ได้แก่

  • ครูบาใหญ่: หรือ “กำลวงปืน” ผู้ที่สามารถจับช้างป่าได้ตั้งแต่ 15 ตัวขึ้นไป เป็นตำแหน่งหมอช้างที่ทรงเกียรติ และมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ครูบาใหญ่จะเป็นผู้ที่สามารถจัดพิธีกรรมต่างๆ ได้  เป็นบุคคลที่หมอช้างต่างให้ความเคารพและเชื่อฟัง
  • ครูบา: หมอช้างที่ได้รับการแต่งตั้งจากครูบาใหญ่หรือกำลวง ให้เป็นหัวหน้าขบวนช้างต่อ
  • หมอสดัม: (หมอเบื้องขวา) เมื่อจับได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 6 -10 ตัว จะได้เลื่อนขั้นเป็น  “หมอสะดำ”
  • หมอสะเดียง: (หมอเบื้องซ้าย) ต้องคล้องช้างได้ตั้งแต่ 1 – 5 ตัว
  • หมอจ่า: หมอใหม่ที่ผ่านพิธีชิและได้รับการแต่งตั้งแล้วแต่ยังจับช้างไม่ได้เลย จะต้องผ่านพิธีประชิเพื่อให้เป็นหมอช้างที่สมบูรณ์ซึ่งเปรียบเสมือนกับการบวชนาคโดยเมื่อประชิเสร็จแล้วก็จะได้เป็นหมอจ่า
  • มะ: (ผู้ช่วยช้างต่อ) ลำดับชั้นของหมอช้างเริ่มต้น

คล้ายระบบเลื่อนชั้นตำแหน่งของข้าราชการไทยมาก แต่ระบบการเลื่อนชั้นของชาวกูย กวย มีมานานมากกว่าพันปีแล้ว ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ตำแหน่งตามลำดับขั้นของประสบการณ์การทำงาน  อย่างเช่น ข้าราชผู้น้อยในระดับปฏิบัติการ สู่ระดับชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ ไล่ไปสู่ตำแหน่งเจ้าพ่อกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ นับว่ามีวิธีการที่ไม่แตกกันเท่าไหร่นัก แต่ที่สำคัญคือความเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ครองตำแหน่งนั้นๆ เป็นสำคัญ

การเซ่นผีปะกำจะกระทำโดยหมอช้างอาวุโส เจ้าของบ้าน และญาติพี่น้อง นำของเซ่นไหว้ไปยังศาลปะกำ จุดเทียนแล้วอัญเชิญผีปะกำและวิญญาณบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกูยเคารพบูชาให้เข้ามาสิงสถิตย์ในเชือกเชือกปะกำนี้เพราะหนังปะกำถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ชาวกูยใช้ในการคล้องช้างป่า ซึ่งในการเซ่นผีปะกำ มีหลักว่าผู้ทำพิธีและขึ้นศาลปะกำได้จะต้องเป็นผู้ชาย ลูกหลานของต้นตระกูล ผู้เป็นเจ้าของศาลปะกำ บุคคลอื่นห้ามขึ้นโดยเด็ดขาด และโดยเฉพาะสตรีห้ามแตะต้องหนังปะกำเด็ดขาด ดังนั้น ผู้เข้าร่วมพิธี จึงต้องนั่งอยู่ที่พื้นดินล้อมรอบศาลปะกำ

ชั้นบนภายในศาลปะกำ จะเป็นที่เก็บเชือกปะกำ เป็นบ่วงบาศทำด้วยหนังควาย ที่นำมาตัดเป็นริ้วๆ แล้วตากแห้งจากนั้นปั่นเข้ากันเป็น 3 เกลียว มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว มีความยาวประมาณ 50-80 เมตร ซึ่งควาย 3 ตัวจะได้เชือกปะกำ 1 เส้น เชือกปะกำนี้บรรดาหมอช้างและควาญถือว่าเป็นเชือกศักดิ์สิทธิ์ มีความสำคัญมากที่สุดเพราะเป็นที่สิงสถิตย์ของดวงวิญญาณครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และแต่ละตระกูลมักจะมีไว้ใช้เฉพาะคนในตระกูล ซึ่งต้องเคารพนับถือและเชื่อว่าผีปะกำจะสามารถบันดาลให้โชคดีหรือโชคร้ายในการคล้องช้างได้สิ่งที่ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเชือกปะกำคือ ห้ามเหยียบหรือห้ามผู้หญิง หรือผู้ที่มิใช่สายเลือด หรือคนต่างตระกูล แตะต้องหรือขึ้นไปในศาลปะกำ ถ้าละเมิดข้อห้ามดังกล่าวถือว่าผิดครู หรือผิดปะกำ อาจมีผลร้ายต่อผู้ไปคล้องช้างได้

ส่วนเครื่องรางที่หมอช้างนำติดตัวไปด้วยนั้นจะเป็นสายรัดที่เอวที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด ซึ่งเมื่อออกมาจากป่าก็ต้องเก็บไว้บนหัวนอน ห้ามนำไปให้คนอื่นดู ซึ่ง เครื่องรางของลุงหมิวนั้นมีทั้งต้นห่าเสื่อ เขี้ยวหมูตัน จันทคราส เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะประกอบกิจการใดๆชาวกูยมักจะมีการเซ่นบวงสรวงผีปะกำก่อนเสมอ

ปัจจุบันไม่ได้ออกไปจับช้างป่าที่ชายแดนอีกแล้ว เลิกจับช้างตั้งแต่ปี 2500

โบราณสถาน 

  • กลุ่มปราสาทตาเมือน อยู่ที่ ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทภูมิโปน อยู่ที่ บ้านภูมิโปน ตำบลดม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทสังข์ศิลป์ชัย อยู่ที่ บ้านจาน ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทมีชัยหรือปราสาทหมื่นชัย อยู่ที่ บ้านถนน ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทเต่าทอง อยู่ที่ บ้านตาโมม ตำบลสะกาด อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทยายเหงา อยู่ที่บ้านสังขะ ตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทบ้านพลวง อยู่ที่ บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทบ้านไพลหรือวัดโคกปราสาท อยู่ที่ บ้านปราสาท ตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาททนง อยู่ที่ บ้านปราสาททนง ตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทอังกัญโพธิ์ อยู่ที่ บ้านอังกัญโพธิ์ ตำบลโคกยาง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทโอรงา อยู่ที่ บ้านโคกสะอาด ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทเขาพนมสวาย อยู่ที่ในวัดพนมศิลาราม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทเมืองที อยู่ที่บ้านเมืองที ตำบลเมืองที อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทบ้านอนันต์ หรือ ปราสาทอานาร์ อยู่ที่วัดโพธิญาณ ตำบลยาง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทศีขรภูมิหรือปราสาทบ้านระแงง อยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทช่างปี่ อยู่ที่บ้านช่างปี่ ตำบลช่างปี่ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทนางบัวตูม อยู่ที่บ้านสระถลา ตำบลท่าตูม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทโนนแท่น อยู่ที่บ้านโพนครก ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทตาเมือนธม อยู่ที่ ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทตาเมือนโต๊จ อยู่ที่ บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทตาเมือน หรือ ปราสาทบายกรีม อยู่ที่บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทตาจอมพระ อยู่ที่บ้านศรีดงบัง ตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทบ้านตระเปียงเตียหรือปราสาทระเบียงเตีย อยู่ที่บ้านหนองเกาะ ตำบลลำดวน อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์
  • เจดีย์บ้านลำดวน หรือ ปราสาทยายแกรม อยู่ที่โรงเรียนบ้านลำดวน ตำบลลำดวน อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทหมื่นศรีน้อย อยู่ที่บ้านหมื่นศรีกลาง ตำบลหมื่นศรี อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทตามอยหรือปราสาทตามอญ อยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลบัวเชด อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาททอง อยู่ที่บ้านแสรออ ตำบลปราสาททอง อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทแก้ว อยู่ที่บ้านพระปืด ตำบลแร่ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  • ปราสาทบ้านสนม (ปราสาทวัดธาตุ) อยู่ที่วัดธาตุ ภายในศาลเจ้าพ่อศรีนครเตาเท้าเธอ (พระเจ้าจินดา) บ้านสนม อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ สร้างสมัยอาณาจักรขอมเรืองอำนาจประมาณ พ.ศ. 1800 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน พระองค์โปรดให้สร้างที่พักคนเดินทาง และสร้างอโรคยาศาล หรือสถานพยาบาลขึ้นในชุมชนต่าง ๆ มากมาย ปราสาทแห่งนี้มีขนาดโดยประมาณ กว้าง 20 เมตร ยาว 25 เมตร สูงประมาณ 5 เมตร สร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม เดิมมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ประมาณ 2 – 3 โอบ จำนวนมาก ได้แก่ ประดู่ ตะแบก ยาง ตะคร้อ ตาเสือ คำไก่ ซึ่งปราสาทหลังนี้มองจากทุ่งนา นอกบ้านเห็นเด่นชัด บริเวณรอบ ๆ ปราสาทมีสระน้ำเรียงรายทั้งสี่ด้าน ในบริเวณวัด ในบริเวณปราสาท ทางวัดได้รื้อปราสาทลง และก่อสร้างอุโบสถแทน เมื่อ พ.ศ. 2478 และนำชิ้นส่วนปราสาทไปทิ้งไว้ด้านหลังวัด อดีตเคยขุดได้พระพุทธรูปปางต่าง ๆ และเทวรูป ปัจจุบันมี 2 องค์ 1 องศ์ อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และอีก 1 องค์ อยู่ที่ศาลเจ้าพ่อศรีนครเตาท้าวเธอ คาดว่าสร้างสมัยเดียวกับปราสาทจอมพระ แต่รูปร่างเป็นแบบเดียวกันกับปราสาทศีขรภูมิ
  • ปราสาทบ้านธาตุ (วัดโพธิ์ศรีธาตุ) ตั้งอยู่ที่ตำบลธาตุ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ อยู่ห่างจากอำเภอรัตนบุรี ไปตามเส้นทางสายรัตนบุรี-ศรีสะเกษ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข  ๒๐๗๖ ประมาณกิโลเมตรที่ ๘ เคยเป็นเมืองเก่าแก่มาแต่โบราณเดิมเป็นเมืองของขอมโบราณ ชื่อว่า “นครธีตา” บ้างก็ว่า “นครจำปา” ซึ่งมีอายุนับได้พันปีมาแล้ว ต่อมาอาจจะมีข้าศึกจากเมืองอื่น ยกทัพมารุกราน ทำลาย หรือเกิดโรคระบาด จนทำให้ผู้คนอพยพหนีจากไป จนกลายเป็นเมืองร้าง ซึ่งมีหลักฐานปรากฏให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบันนี้  คือ ๑. กำแพงเมือง คูเมือง ซึ่งเป็นแบบโบราณล้อมรอบบ้านธาตุทางทิศตะวันตกและทิศใต้ ๒. บึง หรือหนองน้ำ ซึ่งขุดด้วยมนุษย์ ล้อมรอบบ้านธาตุ ทางทิศเหนือและตะวันออก ( ปัจจุบัน คือ หนองบัว-หัวช้าง หนองเบือก หนองแก หนองกอลอ  ฯลฯ  ) ๓. ประตูเมือง ซึ่งเป็นทางเข้า – ออก ๔ ด้าน คือ ประตูด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตก ตามสภาพที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน ๔. เขตพระราชวัง ( โฮง ) ซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้าเมือง ( คือ บริเวณตะวันตกวัดโพธิ์ศรีธาตุในปัจจุบัน ) ๕. สถานที่ประกอบศาสนกิจหรือพิธีกรรมตามความเชื่อ คือ  “ วิหาร ” หรือ  “ เจดีย์ ” หรือ “ ธาตุ ” หรือ “ เทวสถาน ”  ( บริเวณวัดโพธิ์ศรีธาตุ ซึ่งได้แก่  ธาตุ หิน ที่ก่อด้วยศิลาแลงหินทราย ในปัจจุบันทางวัดได้ใช้เป็นฐานในการสร้างพระธาตุมณฑป ) นอกจากนี้ ยังมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบและเป็นเนินดิน มีคูน้ำล้อมรอบและมีหมู่บ้านกระจัดกระจายโดยรอบเป็นทุ่งนากว้าง

โบราณวัตถุ 

  • รูปเคารพและส่วนประกอบของปราสาท ได้จากชิ้นส่วนของปราสาทที่ขุดพบทั่วทั้งจังหวัดสุรินทร์ เช่น ทับหลังจำหลักกลีบขนุน ฐานเทวรูป เศียรเทวรูป พระพุทธรูปในสมัยต่าง ๆ เป็นต้น
  • อาวุธ พบน้อยมากในจังหวัดสุรินทร์ จะพบก็เป็นอาวุธที่เกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น เช่น หอก ดาบ ขอช้าง และง้าว
  • เครื่องประดับ พบว่าอยู่ในสมัยขอมหรือเขมรโบราณที่เรียกว่าศิลปะลพบุรี เช่น กำไล กระพรวนที่ทำด้วยสำริดและห่วงคานหามเป็นต้น
  • เครื่องถ้วยและภาชนะดินเผา พบว่าอยู่ในสมัยขอมหรือเขมรโบราณ พบที่ตำบลสวาย และอำเภอศรีณรงค์ อำเภอสังขะ เช่น ลูกประคำ ไห โถ ชาม กระปุก เป็นต้น
  • สังเค็ด เป็นสังเค็ดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้วัดจำปา เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น

การเผยแผ่พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ

พระพุทธศาสนามีอายุยืนยาวมาได้หลายพันปี แสดงถึงว่ามีการสืบทอด การสอน เผยแผ่ หรือการสื่อสารคำสอนของพระพุทธศาสนาไปยังพุทธศาสนิกชน ด้วยวิธีการท่องจำแบบดั้งเดิม จนมาถึงการใช้เทคโนโลยีสารเทศ อินเทอร์เน็ต เครือข่ายสังคมออนไลน์ในยุคนี้ เพื่อช่วยเผยแผ่ พระธรรมของพระพุทธศาสนาในโลกยุคปัจจุบัน

หลักการสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธศาสนากำหนดจุดมุ่งหมายในการสอนให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องมีเนื้อหา เรื่องที่จะสอน มีตัวผู้รับหรือผู้ฟัง และวิธีการสอนอย่างครบถ้วน ซึ่งสรุปได้ดังนี้

๑. ทรงสอนเพื่อให้ผู้ฟังรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น หมายความว่า ทรงสอนให้รู้แจ้ง เห็นจริงเฉพาะเท่าที่จำเป็นสำหรับสาวกนั้นๆ สิ่งที่ทรงรู้แล้ว แต่เห็นว่าไม่จำเป็นสำหรับผู้ฟัง หรือผู้รับการสอน ก็จะไม่สอนสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น

“…พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สีลปาวัน เขตกรุงโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรง หยิบใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบขึ้นมา แล้วรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมา ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความหมายข้อนั้นว่าอย่างไร ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราหยิบขึ้นมากับใบที่ อยู่บนต้น อย่างไหนจะมากกว่ากัน” ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ใบไม้ที่อยู่บนต้นไม้นั้นแล มากกว่า ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบ ที่พระองค์ทรงหยิบขึ้นมามีเพียงเล็กน้อย พระพุทธเจ้าข้า”“ภิกษุ ทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วแต่มิได้บอกเธอทั้งหลายก็มีมากเหมือนกันเพราะเหตุไรเราจึงมิได้บอกเพราะ สิ่งนี้ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไป เพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงมิได้บอก …”

๒. ทรงสอนเพื่อให้ผู้ฟังเห็นจริงได้ ทรงแสดงธรรมอย่างมีเหตุผลที่ผู้ฟังพอตรองตามให้เห็น ด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น

“… ภิกษุทั้งหลาย แม้ว่าภิกษุจะพึงจับชายสังฆาฏิของเราติดตามรอยเท้าเราติดตามไป ข้างหลัง แต่ภิกษุนั้นมีความละโมบ กำหนัดยินดีอย่างแรงกล้าในกาม มีจิตพยาบาท คิดประทุษร้าย หลงลืมสติไม่รู้ตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น กระสับกระส่าย ไม่สำรวมอินทรีย์ แท้จริงแล้ว ภิกษุนั้น ก็ยังชื่อว่าอยู่ห่างไกลเรา เราก็ห่างไกลภิกษุนั้น นั่นเป็นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นยังไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ชื่อว่า ไม่เห็นเรา

ภิกษุทั้งหลาย แม้ถ้าภิกษุอยู่ไกลเราถึง ๑๐๐ โยชน์ แต่ภิกษุนั้นไม่มีความละโมบ … มีจิตตั้งมั่นแน่วแน่ สำรวมอินทรีย์ แท้จริงแล้ว ภิกษุนั้นก็ชื่อว่าอยู่ใกล้เรา เราก็อยู่ใกล้ภิกษุนั้น นั่นเป็นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเห็นธรรม แม้เห็นธรรม ชื่อว่าเห็นเรา”

๓. ทรงสอนเพื่อให้ผู้ฟังได้รับผลแห่งการปฏิบัติตามสมควร ทรงแสดงธรรมมีคุณเป็น มหัศจรรย์ สามารถยังผู้ปฏิบัติตามให้ได้รับผลตามสมควรแก่กำลังแห่งการปฏิบัติของตน ตัวอย่างเช่น

“…การทำบูชาอย่างนั้นไม่ชื่อว่าบูชาพระองค์ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง แต่ผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกาก็ตาม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ผู้นั้นแหละชื่อว่าบูชาพระองค์ ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง… เราจะพยายามเพื่อบรรลุอรหัตผลในช่วงเวลาที่พระศาสดายังทรงพระชนม์ อยู่นั่นเอง เพื่อเป็นการบูชาพระองค์ …”ท่านธรรมารามคิดดังนี้แล้ว ก็เป็นผู้เดียวเท่านั้น ครั้นอยู่ในอิริยาบถต่างๆ ก็นึกคิด ระลึกถึงธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงอยู่ตลอดเวลา ไม่คลุกคลีด้วย ภิกษุหลายรูป อยู่รูปเดียวในที่สงัด ครั้นพระองค์ทรงทราบก็ทรงอนุโมทนาสาธุการว่า “ดีแล้วๆ ผู้ที่มีความรักเคารพในเรา จงประพฤติอย่างธรรมารามเถิด ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่บูชาเราด้วยของหอม ระเบียบดอกไม้ หาชื่อว่าบูชาเราจริงไม่ ส่วนผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จึงชื่อว่าบูชาเรา อย่างแท้จริง”

หลักการและวิธีการในการเผยแผ่

๑. หลักการเผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนา

การเผยแผ่ คือ การทำให้ขยายออกไป การทำให้ขยายวงกว้างออกไป ทำให้แพร่หลาย ออกไป การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงได้แก่ การดำเนินงานเพื่อให้หลักธรรมคำสั่งสอนใน พระพุทธศาสนาแพร่หลายออกไปในทุกสารทิศ มีผู้ศรัทธาเลื่อมใส เคารพ ยำเกรง ในพระรัตนตรัย น้อมนำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประพฤติปฏิบัติ มีหลักการใหญ่ ๆ ดังนี้

๑. หลักประโยชน์ ๓ การประกาศพระพุทธศาสนาโดยยึดหลักประโยชน์ และความสุข ของมหาชนเป็นที่ตั้ง ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดังที่พระพุทธเจ้า ทรงประทานโอวาทให้แก่เหล่าพระสาวกชุดแรกที่ทรงส่งให้ไปประกาศพรหมจรรย์ว่า“พวกเธอ จงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและ ความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไปร่วมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงาม ในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์..”

๒. หลักไตรสิกขา หลักการที่สำคัญอีกประการคือ ไตรสิกขา คือ สิ่งที่เรียกว่าความงาม ในเบื้องต้น ได้แก่ ศีล งามในท่ามกลางได้แก่ สมาธิ งามในที่สุด ได้แก่ ปัญญา ปรากฏใน พระดำรัสที่ส่งสาวกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนารุ่นแรก ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา การดำเนินงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ฟังได้นั้น หลักนี้ถือเป็นหลักใหญ่ที่ ครอบคลุมการปฏิบัติให้บรรลุประโยชน์ที่ตนพึงปรารถนา ดังปรากฏในเมตตาสูตร ขุททกนิกาย ว่า“ผู้ฉลาด ในประโยชน์มุ่งหวังบรรลุสันตบท ควรบำเพ็ญกรณียกิจ ควรเป็นผู้อาจหาญ ซื่อตรง เคร่งครัด ว่าง่าย อ่อนโยน และไม่เย่อหยิ่งควรเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความประพฤติ เบา มีอินทรีย์สงบ มีปัญญารักษาตน ไม่คะนอง ไม่ติดในตระกูลทั้งหลายอนึ่ง ไม่ควรประพฤติความเสียหายใด ๆ ที่จะเป็นสาเหตุให้วิญญูชนเหล่าอื่นตำหนิเอาได้…”

๓. ศักยภาพของมนุษย์ พระพุทธเจ้าถือหลักว่า มนุษย์เป็นผู้ฝึกได้ มนุษย์สามารถที่จะรู้ ตามได้ ถ้าเขาได้ฝึกฝนตนตามหลักการที่แสดง การมองเช่นนี้ เป็นการมองที่ศักยภาพทางปัญญา ของมนุษย์มากกว่ามองในแง่ความแตกต่างในด้านทางร่างกาย ซึ่งถือเป็นหลักใหญ่หลักหนึ่ง ที่นำไปสู่การรับสมาชิก การพยายามที่จะทำให้เห็นอุดมการณ์ที่เป็นเหมือนการมองมนุษย์ทุกคน ที่จิตใจ มากกว่ามองรูปลักษณ์ที่แสดงออกมาภายนอก อันจะนำไปสู่การรับฟังคำสอนและนำไปปฏิบัติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ผู้ฟัง ดังนี้

๒. หลักการวิเคราะห์ผู้รับสารตามแนวพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าทรงแยกวิเคราะห์ผู้รับสารตามระดับปัญญา ซึ่งแตกต่างไปจากหลักการสื่อสาร ของนักวิชาการตะวันตกที่วิเคราะห์ผู้รับสารตามหลักพื้นฐานง่ายๆ เช่น ลักษณะทางกายภาพ จิตใจ เช่น หลักทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่ให้ข้อคิดว่าบุคคลมีความแตกต่างกันในด้าน บุคลิกภาพ สภาพจิตวิทยา ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ แตกต่างกัน เนื่องจากมีการเรียนรู้จาก สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่สำหรับพระพุทธองค์ทรงแบ่งบุคคลที่จะสั่งสอน ตามระดับปัญญา ซึ่งลึกซึ้งกว่านักวิชาการตะวันตก พระองค์จะทรงแสดงธรรม (หรือสื่อสาร) ตามความเหมาะสม ของบุคคล

๑. ความแตกต่างของบุคคล ๔ ประเภท ทรงมองเห็นว่าบุคคลมีความสามารถทางปัญญา แตกต่างกันเป็น ๔ ระดับ คือ

๑) อุคฆติตัญญู ได้แก่ ผู้มีภูมิปัญญาที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจพระธรรมคำสอนได้ทันที เมื่อได้ฟัง เปรียบเสมือนดอกบัวเจริญเต็มที่ ผลิโผล่เหนือระดับน้ำ เตรียมที่จะบานได้ทันทีเมื่อได้รับ แสงจากดวงอาทิตย์

๒) วิปจิตัญญู ได้แก่ ผู้สามารถเรียนรู้ได้เมื่อมีการอธิบายขยายความเพิ่มเติม เปรียบเสมือน ดอกบัวที่ชูก้านมาถึงระดับพื้นน้ำรอที่จะโผล่พ้นน้ำในวันรุ่งขึ้นและเตรียมบานเมื่อได้รับแสงตะวัน

๓) เนยยะ คือ ผู้ที่อาจเรียนรู้ธรรมด้วยอาศัยความเพียรอย่างยิ่งยวดทั้งด้วยการฟัง การคิด การถาม การท่องบ่น เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ต้องการเวลาในการโผล่ขึ้นสู่พ้นผิวน้ำ เพื่อเบ่งบานในโอกาสต่อไป

๔) ปทปรมะ ได้แก่ ผู้ซึ่งไม่อาจเรียนรู้และเข้าใจในพระธรรมวิเศษ แม้จะฟัง คิดและท่องบ่น อย่างไรก็ตาม เปรียบเสมือนบัวที่จมติดอยู่ใต้ตม

๒. ความแตกต่างของบุคคลโดยจริตนิสัย บุคคลย่อมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน เนื่องจาก สาเหตุภายใน คือ จริตนิสัย ๖ ประการ ได้แก่ บางคนชอบสวยงาม (ราคจริต) บางคนชอบใช้อารมณ์ หุนหัน พลันแล่น มักโกรธ (โทสจริต) บางคนก็ปกติลุ่มหลงเร็ว (โมหจริต) บางคนก็มีความเชื่อความศรัทธาโดยขาดปัญญา (ศรัทธาจริต) บางคนก็มีปกติใช้วิจารณญาณ ก่อนรับฟัง (พุทธิจริต) บางคนก็จัดอยู่ในพวกคิดมาก กังวลมาก หาข้อยุติได้ยาก (วิตกจริต)

๓. วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

๑. วิธีการที่ ๑ อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายใคร ไม่โจมตีใคร ไม่โจมตีศาสนาอื่น แต่ใช้ปัญญาบอกว่า พระพุทธศาสนาดีอย่างไร

๒. วิธีการที่ ๒ อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายใคร ไม่ใช้กำลังเพื่อไปบังคับให้ใครเชื่อ ไม่ทำร้าย ยึดหลักอหิงสาธรรม คือ ไม่เบียดเบียน ใช้ปัญญาในการอ้างเหตุผล จนกระทั่งผู้ฟังอยากลงมือ ปฏิบัติด้วยตนเอง

๓. วิธีการที่ ๓ ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร มีความสำรวมในศีลและมารยาทให้ดี

๔. วิธีการที่ ๔ มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ รู้จักประมาณในการรับประทาน รวมไปถึงการใช้สอย ปัจจัยสี่ จะได้เป็นทางมาแห่งความเคารพเลื่อมใสของผู้ได้พบเห็น

๕. วิธีการที่ ๕ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ นั่งนอนใน ที่สงบ นักปฏิบัติธรรมต้องรักความสงบ และรักในการอยู่ในที่สงบ

๖. วิธีการที่ ๖ อธิจิตฺเต จ อาโยโค ประกอบความเพียรในอธิจิต ต้องหมั่นฝึกสมาธิเพราะ สมาธิ คือ แก่นของการได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

๔. หลักการเกี่ยวกับเนื้อหาที่เผยแผ่

๑. สอนจากรูปธรรมไปหานามธรรม สอนจากสิ่งที่รู้เห็นได้ง่าย เข้าใจกันอยู่แล้ว ไปยังสิ่งที่รู้ เห็นได้ยากหรือยังไม่เข้าใจ เช่น สอนหลักอริยสัจ ๔ ทรงนำเอาทุกข์ เป็นตัวปัญหาขึ้นแสดงก่อน เพราะเห็นได้ง่าย เข้าใจง่าย จากนั้นก็สาวไปหาเหตุของทุกข์ แล้วโยงเข้าถึงการดับทุกข์ พร้อมบอกหนทางว่า จะดับทุกข์ได้อย่างไร

๒. สอนลุ่มลึกลงตามลำดับ การสอนเรื่องจริงที่เคยรู้ ไปสู่เรื่องจริงที่ผู้ฟังไม่เคยรู้มาก่อน ได้แก่ สอนแบบอนุปุพพิกถา ไตรสิกขา ๓ เป็นต้น โดยท่านเปรียบเหมือนการเดินทางลงสู่ทะเล

๓. สอนด้วยอุปกรณ์เสริม ยกเรื่องที่มาแสดงให้ดู เพื่อผู้ฟังเห็นด้วยตา ด้วยหู เช่น สอนพระนันทะ โดยทรงนำไปชมนางฟ้า นางอัปสรที่สวยงาม เนื่องจากท่านเป็นคนรักสวยรักงาม เป็นต้น

๔. สอนตรงจุด ตรงประเด็น ไม่วกไปวนมาหรือสอนออกนอกเรื่อง

๕. สอนแต่พอดีเท่าที่จำเป็น สิ่งที่เขาอยากรู้ ไม่ได้สอนทุกเรื่อง

๖. สอนมีเหตุมีผล ผู้ฟังตรองเห็นจริงตามได้

๗. สอนสิ่งที่มีความหมาย เป็นประโยชน์ มีสาระแก่ผู้ฟัง

๕. คุณสมบัติภายนอก (ทางกายภาพ) ของผู้เผยแผ่

คุณสมบัติของผู้เผยแผ่หรือผู้สอน เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาและยอมปฏิบัติตามใน คำสอนอย่างน่าอัศจรรย์ โดยผู้สอนพึงมีคุณสมบัติที่ปรากฏภายนอกและคุณสมบัติภายใน ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ หมายถึง รูปร่าง หน้าตา น้ำเสียง อากัปกิริยา คือ การแสดงออก เคลื่อนไหว เป็นมารยาทที่งดงาม สังคมยอมรับ เป็นเสน่ห์ ผูกมัดใจคนผู้ได้เห็น มีท่าทีสง่าผ่าเผย องอาจ สงบเยือกเย็น

๖. คุณสมบัติภายในของผู้เผยแผ่

คุณธรรมที่ผู้เผยแผ่พึงปฏิบัติและเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจหลักพุทธธรรม เพื่อจะได้สอน ให้ถูกประเด็น ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีจุดมุ่งหมาย ให้ได้รับความสุขความเจริญแก่ผู้ฟัง เป็นที่ตั้งและมีจิตประกอบด้วยเมตตาธรรมเป็นหลัก ดังนี้

๑. ปณิธาน ในการแสดงธรรมต่อผู้ฟัง นักเผยแผ่พึงตั้งจิตไว้ในใจของตนก่อน แสดงว่า จักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับเหตุการณ์ พร้อมยกเหตุผลให้สมจริงมาประกอบ แสดงด้วยเมตตาจิต หวังอนุเคราะห์ ไม่ใช่เพื่อหวังลาภสักการะและไม่แสดงธรรมกระทบใครให้เสียหาย หรือตำหนิตรงๆ ทำให้ผู้ฟังเกิดความไม่พอใจ

๒. ปฏิสัมภิทา ความเข้าใจปัญญา แตกฉานในอรรถะ (เนื้อหาสาระ) เข้าใจในธรรม (อธิบาย ย่อหรือพิสดารได้) เข้าใจในหลักนิรุกติ (การช่ำชองในภาษา) และเข้าใจในหลักปฏิภาณ คือ ไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

๓. พหูสูต การคงแก่เรียน การได้ฟังมาก จำได้ คล่องปาก เพ่งพินิจให้ขึ้นในใจของตนและ สามารถขบคิดได้ด้วยทฤษฎี คือ เห็นตามได้ด้วยเหตุผลที่เป็นจริง

๔.การรู้จักแสดงธรรมไปตามขั้นตอน การแสดงธรรมไปโดยคำนึงถึงภาวะของผู้ฟังเป็นหลัก โดยเริ่มจากสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ไปจนถึงพิจารณาเห็นด้วยปัญญาภายในของตน ได้แก่ เล่าเรื่องทานกถาให้ฟังก่อน (การให้ทาน) ชี้แจงผลดีของการเป็นคนมีศีล มีความประพฤติเรียบร้อย ดีงาม จากนั้นก็เล่าเรื่องสวรรค์ คือความสุขใจให้ฟังถัดมา และโยงไปเรื่องโทษของกามที่ทำให้มนุษย์ ต้องทุกข์กายทุกข์ใจอยู่นี้ ข้อสุดท้าย ชี้แจงทางออกจากกามหรือทางออกจากทุกข์ โดยวิธีการ สลัดทิ้งกาม

เทคโนโลยีสารสนเทศ

ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงที่อยู่ในรูปของตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายเฉพาะตัว ไม่ได้แสดงความสัมพันธ์ใด ๆ และไม่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้โดยตรง

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลแล้ว สามารถนำมาใช้ ประโยชน์ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้

เทคโนโลยี (Technology) คือ การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาทำให้เกิดประโยชน์ ต่อมนุษย์ เป็นเครื่อมือที่ช่วยประมวลผลข้อมูลสารสนเทศนั่นเอง

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หมายถึง เทคโนโลยีสำหรับการ ประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง การแปลง การจัดเก็บ การประมวลผล และการสืบค้น ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็นการพัฒนาการด้านการจัดการข้อมูล ตั้งแต่การรับข้อมูลเพื่อ นำมาจัดเก็บข้อมูล อย่างเป็นระบบ ลดความซับซ้อนในการจัดเก็บข้อมูล มีความสะดวกรวดเร็วในการค้นข้อมูลมาใช้งาน กำหนดสิทธิผู้เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลในระบบ และจะปรับเปลี่ยนการให้บริการข้อมูลไปตามกระแสการพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเผยแผ่พุทธศาสนา

ในปัจจุบัน การสื่อสารมีการพัฒนาไปถึงระดับเครือข่ายทั่วโลก (Internet) การส่งข้อมูลไป ทั่วโลกอย่างไร้พรมแดน แต่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องอาศัยสื่อทางสารสนเทศโดยเฉพาะทาง เอกสาร หนังสือต่างๆ ยังจำเป็น ต้องใช้เป็นหลัก เพราะให้ประโยชน์ แบบประโยชน์สูง ประหยัดสุด ทั้งยังเป็นหลักฐานเก็บรักษาไว้ได้ในระยะเวลานาน เหมาะแก่ผู้ศึกษา (ผู้รับข้อมูล สารสนเทศ ) และสะดวกในการผลิต การเผยแผ่ได้อย่างกว้างไกลมากยิ่งขึ้น

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางอินเทอร์เน็ตเข้าถึงคนได้เป็นจำนวนมาก และในวงกว้าง แต่ประชาชนบางคนยังมองพระสงฆ์ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่น่าสงสัยว่า อาจจะ ไม่ใช้ในการจัดทำเนื้อหาทางศาสนาอย่างเดียว พระสงฆ์บางกลุ่มหากไม่มีกฎระเบียบในการใช้ อินเทอร์เน็ต อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ง่าย ดังนั้น คณะสงฆ์ควรมีองค์กรสนับสนุน ควบคุมดูแลการใช้อินเทอร์เน็ต เพราะมีแนวโน้มว่าวัดต่างๆ จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะจำนวนเว็บไซต์ของวัดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนโดยในปีพ.ศ. ๒๕๔๙ มี ๗๐๙ เว็บไซต์ แต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ พบว่ามีถึง ๑,๐๒๖ เว็บไซต์

โลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอินเทอร์เน็ตจะเป็นปัจจัยสำคัญของ การศึกษาในอนาคต มนุษย์ในโลกปัจจุบันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องการพึ่งพาเทคโนโลยีในการดำเนิน ชีวิต ในการทำงานและสนองความต้องการเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข แม้คำสอนทางศาสนาบางอย่าง ก็พยายามตีความและอธิบายด้วยเทคโนโลยี มีนักคิดบางท่านพยายามอธิบายหลักคำสอนใน พระพุทธศาสนา เพื่อให้เชื่อมโยงกับโลก แห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการตีความให้เข้า ยุคสมัยของอนุช อาภาภิรม เรื่องเทคโนโลยีกับสวรรค์ ความว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถสร้างสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับผู้คนในโลกได้แล้ว เช่น อานุภาพของ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้แก่อาวุธสายฟ้าซึ่งเป็นอาวุธประจำตัว มีอานุภาพทำลายล้างสูงและ มีรัศมีทำการไกล อาจเทียบได้กับปืนไฟ เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และอาวุธนิวเคลียร์ สวรรค์อันสวยงามทั้งหลายดูได้จากสตรีที่แต่งกายด้วยพัสตราภรณ์อันหรูหรา ซึ่งพบได้ในงานสังสรรค์ และสามารถเห็นตัวอย่างได้จากแฟชั่นโชว์เป็นต้น”)

สังคมเทคโนโลยี ในยุคปัจจุบันเราปฏิเสธกันไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้สังคมต้องสัมพันธ์กับเทคโนโลยี ทำให้โลกต้องมีสภาวะที่แปรเปลี่ยนไป สังคมโลกเปลี่ยนจากสังคมเกษตรอุตสาหกรรม มาเป็นสังคมแห่งข้อมูลสารสนเทศ ทำให้คนทั่วโลก ติดต่อกันได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ยุคสมัยนี้เราพูดได้ในแง่หนึ่งว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี ความจริงนั้นยุคนี้มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง จะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ จะเน้นให้อะไรเป็นสิ่งที่แสดงถึง ความเจริญที่สำคัญของยุค แต่ไม่ว่าจะเรียกเป็นยุคอุตสาหกรรมก็ดีเป็นยุคอวกาศก็ดีหรือ จะเป็นยุคที่กำลังมีศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่ายุคสารสนเทศ คือ ยุคข่าวสารข้อมูล

ขณะที่ข้อมูลข่าวสารทางจิตนิยมแทบจะไม่มีสภาพทั่วไปในโลกปัจจุบันนี้ ข่าวสารข้อมูล มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางและมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้ข้อมูลและข่าวสารแพร่ กระจายไปในเวลาอันรวดเร็ว ครอบคลุมไปทั่วโลก ทำให้โลกแคบลงเหมือนเป็นชุมชนเดียวกันเป็น หมู่บ้าน (global village) การเชื่อมโยงด้านสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางการ ศึกษา และการพัฒนาตนเองทำให้เข้าถึงแหล่งความรู้ที่ต้องการได้มากขึ้น เป็นระบบการเรียนรู้ที่ เปิดกว้าง ไม่จำกัดเวลา สถานที่ และเข้าถึงผู้คนได้มากที่สุด ดังนั้น ควรตระหนักถึงความสำคัญของ การใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการเผยแผ่ข้อมูลข่าวสาร

อินเทอร์เน็ตถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย และทางการเผยแพร่ ธรรมะผ่านทางอินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งชาวต่างชาติที่สนใจศึกษาศาสนาพุทธก็มี มากยิ่งขึ้นตามมาด้วย และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นชุมชนเมืองแห่งใหม่ของโลก เป็นชุมชนของคนทั่วทุกมุมโลก เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำกัดพรหมแดน ไม่จำกัดสถานที่และไม่จำกัดเวลา การกระจายข้อมูลข่าวสารในระบบอินเทอร์เน็ตมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับช่องทางอื่นๆ เช่น สื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เป็นต้น นอกจากนั้น สื่ออินเทอร์เน็ต ยังสามารถนำเสนอได้ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วีดีโอ และสามารถสนทนาโต้ตอบกับผู้ชมได้ด้วย เหตุนี้เององค์กรต่างๆ ทั่วโลกจึงหันมาใช้บริการอินเทอร์จำนวนมาก จากข้อมูลของ Internet World Stats Usage and Population Statistics รายงานว่า จากประชากรทั่วโลก จำนวน ๖,๗๑๐,๐๒๙,๐๗๐ คน มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง ๒๐,๗๘๓,๔๑๙ คน มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นจากปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๕๑ จำนวน ๓๔๒.๒% และนับวันยิ่งมีผู้ใช้งาน อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือนี้ให้เกิดประโยชน์ในการเผยแผ่ พุทธศาสนา เพราะหากจะใช้วิธีการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเดิมอาจเข้าไม่ถึงสังคมยุคใหม่หรือคน รุ่นใหม่ก็เป็นได้ เพราะสังคมสมัยปัจจุบัน ประชาชนไม่ค่อยมีเวลาไปปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์หรือ ศึกษาพระธรรมคำสอนที่วัดเหมือนสมัยอดีตที่ผ่านมา การเผยแผ่พระธรรมคำสอนผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เข้าถึงประชาชนได้ง่ายและกว้างขวางมากที่สุด ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ ผู้ใช้อยู่ที่ไหนเวลาใดก็สามารถที่จะเข้าไปศึกษาพระธรรมคำสอนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่บ้าน หรืออยู่ในต่างประเทศก็ตาม

สรุป

ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้กว้างขวางไปทั่วโลก ภายใต้บริบทและแนวโน้มของประชากรโลกที่จะใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ หรืออินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ เคลื่อนที่ ดังนั้น ประเทศไทยควรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการ พัฒนาประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก แต่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศดังกล่าว ต้องเป็นไปอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งไม่เป็นการบิดเบือนพระธรรมคำสอนของ พระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎก

พจนารถ สุพรรณกูล

โพสท์ใน ศาสนา | ใส่ความเห็น