วรรณคดีพุทธศาสนา

        ทางเราได้ทำการสืบค้นจากเอกสารวรรณคดีพุทธศาสนาพากย์ไทย ของ ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์ขึ้นเป็นที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา (กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2545. หน้า 147-208.) ดังรายละเอียดต่อไปนี้
        ในสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งเริ่มตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) จนถึงรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งหมดเป็นจำนวน 9 รัชกาล มีงานสำคัญทางพุทธศาสนามากมายหลายเล่ม ทั้งประเภทแต่งเป็นภาษาไทยและประเภทแปลถ่ายทอดมาจากภาษาอื่น อย่างไรก็ดีจะเลือกหยิบยกมากล่าวเท่าที่จำเป็นที่รู้จักกันดีเท่านั้น
1. สังคีติยวงศ์
        หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยการทำสังคายนาพระไตรปิฎกรวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง ตั้งแต่ครั้งที่ 1 พ.ศ. 1 จนถึงครั้งที่ 9 ที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2331 ผู้ที่เขียนบันทึกเรื่องการสังคายนาพระไตรปิฎกดังกล่าวนี้คือ พระพิมลธรรมพระเถระผู้ใหญ่ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระวันรัต วิธีการเขียนคล้ายๆ กับชินกาลมาลีปกรณ์ คือเขียนทำนองพงศาวดาร มีเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ประกอบอยู่เป็นอันมาก หนังสือเล่มนี้แยกเป็นตอนๆ เรียกว่าปริจเฉทหนึ่งๆ รวมทั้งสิ้น 9 ปริจเฉท และจบลงด้วยปณิธานและอุทิศกถา ทั้งหมดนี้แต่งเป็นภาษาบาลีล้วนๆ และพระยาปริยัติธรรมธาดาแปลเป็นภาษาไทยในรัชกาลที่ 5
ปริจเฉทที่ 1
        ว่าด้วยสังคายนาในชมพูทวีป 3 ครั้ง ประกอบด้วย
        1. นมัสสนกถา คำนมัสการ
        2. อารัมภกถา คำปรารภเบื้องต้น
        3. สังเขปกถา ว่าด้วยสังคีติกถาโดยย่อ
        4. วิตถารกถา ว่าด้วยสังคีติกถาโดยพิสดาร
        5. ปฐมสังคีติกถา ว่าด้วยเรื่องพระมหากัสสปะเถระ ประชุมพระสงฆ์ (อรหันต์) 500 ทำสังคายนาครั้งแรก
        6. ทุติยสังคีติกถา ว่าด้วยเรื่องพระยสเถระประชุมพระอรหันต์ 700 ทำสังคายนาครั้ง ที่ 2
        7. ตติยสังคีติกถา ว่าด้วยเรื่องพระโมคคลีบุตรติสสเถระประชุมพระอรหันต์ 1,000 ทำสังคายนา ครั้งที่ 3
ปริจเฉทที่ 2
        ว่าด้วยสังคายนาในลังกาทวีป 4 ครั้ง
        1. จตุตถสังคีติกถา ว่าด้วยพระมหินทเถระประชุมพระอรหันต์ทั้งหลายทำสังคายนา ครั้งที่ 4
        2. ปัญจมสังคีติกถา ว่าด้วยพระภิกษุสงฆ์ประชุมกันสาธยาย พระธรรมวินัยและยกขึ้น สู่ใบลาน นับเป็นสังคายนาครั้งที่ 5
        3. ปิฎกกัตตยเลขนา ว่าด้วยจารพระไตรปิฎกลงในใบลานนับเป็นสังคายนาครั้งที่ 6 พระพุทธโฆษะ แปลธรรมลังกา
        4. สัตตมธัมมวินัยสังคห ว่าด้วยการกระทำอัตถวัณณนา นับเป็นสังคายนาครั้งที่ 7
ปริจเฉทที่ 3
        ชื่อลังกาทีปราชวงศ์ ว่าด้วยการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป
        1. พระมหินทเถระให้สามเณรสุมนะ ไปเชิญพระรากขวัญเบื้องขวาจากดาวดึงส์มาสู่ลังกาทวีป
        2. พระสังฆมิตตาเถรี เชิญพระโพธิพฤกษ์มาสู่ลังกา
        3. พระมหินทเถระ เข้าสู่พระนิพพาน
        4. เรื่องประดิษฐานพระทันตธาตุเบื้องขวา
        5. เรื่องพระนลาฏธาตุเสด็จมาลังกา
        6. เรื่องสร้างมหิยังคสถูป
        7. เรื่องสร้างพระมริจจเจดีย์
        8. เรื่องสร้างโลหปราสาท
        9. เรื่องสร้างพระสุวรรณมาลิกเจดีย์
        10. โปฏฐการุฬหสังคีติ ว่าด้วยพระอรหันต์ 700 องค์ จารพระพุทธวจนะขึ้นสู่ใบลาน
        11. เรื่องราชวงสกถาแลประดิษฐานพระศาสนา
ปริจเฉทที่ 4
        ว่าด้วยพระพุทธทันตธาตุไปประดิษฐานในประเทศต่างๆ
        1. เรื่องพระวามทันตธาตุไปประดิษฐานในลังกาทวีป
        2. เรื่องพระพุทธทัตตะกับพระพุทธโฆษเถระไปแปลสีหฬภาษา ที่เกาะลังกาแล้วนำพระธาตุมาประดิษฐานไว้ในชมพูทวีป
ปริจเฉทที่ 5
        ว่าด้วยพระราชา 500 องค์
        1. เรื่องแรกสร้างเมืองหริปุญไชย
        2. เรื่องนางจามเทวีได้เสวยราชย์ในเมืองหริปุญไชย
        3. เรื่องก่อพระเจดีย์แข่งขันเพื่อชิงชัยในระหว่างสงคราม
        4. เรื่องการผุดขึ้นแห่งพระมหาธาตุในเมืองหริปุญไชย
        5. เรื่องลำดับวงศ์พระเจ้าอาทิจจราช
        6. เรื่องอานิสงส์อันพระโบราณกษัตริย์ได้บำเพ็ญมา
        ปริจเฉทที่ 5 นี้เห็นได้ว่าเก็บเนื้อความทั้งหมดมาจากหนังสือจามเทวีวงศ์ของพระโพธิรังษี
ปริจเฉทที่ 6
        ว่าด้วยราชวงศ์ในชมพูทวีปและลาววงศ์
        1. เรื่องลำดับวงศ์พระเจ้ามังรายราช
        2. เรื่องพระสุมนเถระได้พระธาตุแต่สุโขทัยมาไว้เมืองสัชนาไลย
        3. เรื่องพระเจ้ากิลนาราช (พระเจ้ากือนา) ส่งทูตไปเชิญ พระสุมนเถระมาทำสังฆกรรมที่นัพพิสิปุระ (เชียงใหม่)
        4. เรื่องพระสีหฬปฏิมาเสด็จมาเมืองชังราย
        5. เรื่องพระเจ้ากิลนาราชสร้างบุบผารามวิหาร ถวายพระสุมนเถระ
        6. เรื่องพระสีหฬสาสนาได้ดำเนิรมาถึงเมืองหริปุญไชย
        7. เรื่องพระสุรสีหได้ถาปนาพระธาตุเจดีย์เก่าในเมืองนัพพิสินคร
        8. เรื่องพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรติราชาธิราชผูกพัทธสีมาสมมติ
        9. เรื่องพระรัตนปฏิมาเจ้าประดิษฐานในสยามประเทศ
        10. เรื่องพระราชาติลกอาราธนาให้พระภิกษุสงฆ์ชำระพระธรรมวินัย คือสังคีติครั้งที่ 8
        11. เรื่องบังเกิดขึ้นแห่งพระลิขิพุทธปฏิมา
        12. เรื่องสร้างพระปฏิมาด้วยแก่นไม้จันทน์
        13. เรื่องก่อกำแพงศิลาเมืองหริปุญไชย
        14. เรื่องลำดับลาววงศราช
ปริจเฉทที่ 7
        ว่าด้วยทสราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา
        1. เรื่องทสราชวงศ์ ครั้งที่ 1
        2. เรื่องลำดับราชวงศ์ ครั้งที่ 2
        3. เรื่องลำดับราชวงศ์ ครั้งที่ 3
        4. เรื่องพระนครถึงความพินาศใหญ่
ปริจเฉทที่ 8
        ว่าด้วยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์
        1. ว่าด้วยเหตุการณ์ต่างๆ แลสังคีตที่ 9
ปริจเฉทที่ 9
        ว่าด้วยบอกอานิจสงส์แลความปรารถนา
        1. เรื่องอานิสงส์ต่างๆ แลพระเจดีย์ต่างๆ แลปัญจอันตรธาน
        2. เรื่องความปรารถนาเปนของผู้แต่งสังคีติยวงศ์
พระพิมลธรรม (สมเด็จพระวันรัตน) วัดพระเชตุพนฯ ได้ชี้แจงผลงานของท่านและความปรารถนาอันสูงสุดในการแต่งหนังสือเรื่องนี้ว่า
        เรื่องราวสังคีติยวงศ์นั้น อาตมภาพพระพิมลธรรมภิกษุ มีจิตรศรัทธา รจนาไว้เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตวโลกแล ขอเทพยดาแลมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี สรรพภูตแลสัตว์มีลมหายใจทั้งหลายก็ดี บรรดาที่ได้ประดิษฐานอยู่ในไตรโลก จงได้รับส่วนบุญของอาตมภาพเถิด
        ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น จงหาโรคมิได้ ปราศจากอุปัททวะเถิด ขอให้มีอายุยืนมีความศุขใจเถิด อย่าได้คับแค้นใจเลย ของจงปราศจากทุกข์ปราศจากภัยทุกคาบเถิด ขอเทพยดาทั้งปวงจงมีความศุขให้มากๆ เถิด จงมียศประเสริฐเถิด จงมีฤทธิ์ใหญ่หลวงเถิด อย่าผูกเวรกันเลย ขอให้นิราศไร้โศกทั้งหลายเถิด
        ขอจงจำเริญในพระพุทธสาสนาเถิด
        ตำราพระคัณฐะนี้ อาตมภาพได้แต่งในปีนี้ แต่พระสัมพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 2332 ปี
        อนึ่งหนังสือสังคีติยวงศ์นั้น พระพิมลธรรมภิกษุได้แต่งในเดือน 5 ข้างขึ้น ปีรกาแล
        ขอข้าพเจ้าได้เปนผู้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎก เปนผู้ประเสริฐ มีปัญญามาก ทรงฤทธิ์ใหญ่หลวง ด้วยเดชกุศลกรรมอันเปนส่วนบุญนี้ ขอให้เปนพระอัคคสาวกแล ไปในอนาคตกาล ขอให้ข้าพเจ้าเปนคนมีสติ มีเพียร มีปรีชา มีศีล มีศรัทธา มีสมาธิ มีเสียงแลอายุเหมือนพระพรหม
        พระสังคีติยวงศ์ วัณณนา จบเท่านี้
2. ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา
        หนังสือเรื่องนี้บางทีเรียกกันเป็นสามัญว่า ไตรภูมิฉบับหลวงเพราะว่ากันอย่างสรุปแล้วก็มีเนื้อหาแบบเดียวกันกับเตภูมิกถา ของพญาลิไท สมัยสุโขทัย ซึ่งอาจจะมีฉบับอื่นเลียนแบบต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งเสียกรุง พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นถึงสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหาช่วยวัดปากน้ำได้จารเตภูมิกถาขึ้นฉบับหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2321 และคงจะเก็บซุกซ่อนไว้ที่เมืองเพชรบุรี ความจึงไม่ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ รัชกาลที่ 1 มามีจารอีกเล่มหนึ่งของพระมหาจันทร์ เมื่อ พ.ศ. 2330 เป็นใบลานผูกเดียว ส่วนฉบับของมหาช่วยนั้นมีถึง 10 ผูก
        ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ทรงเห็นว่าไตรภูมิเป็นหนังสือที่เก่าแก่และมีประโยชน์ จะมีคนแต่งมาแล้วหลายฉบับก็ตาม แต่หาฉบับที่บริบูรณ์ไม่ได้ จึงทรงพระราชดำริจะให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตของพระองค์ช่วยกันแต่งไตรภูมิขึ้นมาใหม่ทั้งหมด มีความยาว 25 ผูก เมื่อจุลศักราช 1145 (พ.ศ. 2326) เรียกกันว่าฉบับที่ 1 อีก 19 ปีต่อมาถึงจุลศักราช 1164 (พ.ศ. 2345) รัชกาลที่ 1 ทรงพิจารณาว่า ไตรภูมิฉบับที่ 1 นี้มีความบกพร่องเพราะสำนวนภาษาลุ่มๆ ดอนๆ ไม่เสมอกัน เพราะมีราชบัณฑิตหลายคนช่วยกันแต่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เขียนใหม่ทั้งหมด มีความยาวถึง 60 ผูก และให้พระยาธรรมปรีชา (แก้ว) ผู้บวชมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี มีสมณศักดิ์เป็นพระรัตนมุนี แต่งใหม่และขยายความออกไปอีกมากไตรภูมิฉบับหลวงเล่มนี้มีชื่อว่า ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา หรือไตรภูมิโลกวินิจฉัย ได้ตีพิมพ์เป็น 3 เล่มติดต่อกัน (รวมความยาวกว่า 1,500 หน้า) แบ่งเนื้อความออกเป็นภาคใหญ่ๆ 4 ภาค คือ
        1. ภาคมนุสสกถา ว่าด้วยประเทศที่อยู่ของมนุษย์
        2. ภาคนิรยกถา ว่าด้วยนรกอันเป็นแดนแห่งการทนทุกข์ทรมานของผู้ประพฤติชั่ว
        3. ภาคเทวดา ว่าด้วยสวรรค์ชั้นต่างๆ ตลอดจนบรรยายเรื่องของเทวดาอย่างละเอียด
        4. ภาควิสุทธิกถา ว่าด้วยข้อปฏิบัติอันจะพึงเป็นแนวทางให้ถึงซึ่งธรรมบริสุทธิ์และบรรลุพระนิพพาน
        และจากภาคใหญ่ๆ 4 ตอนนี้ผู้แต่งก็ได้แยกแยะรายละเอียดออกไปอย่างพิสดารเป็นเรื่องๆ ถ้าดำเนินวิธีนี้เรื่อยไปก็จะเป็นงานที่เป็นระเบียบอย่างดี หรืออย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว การที่แต่งเรื่องแทรกเข้ามาเป็นตอนๆ ประปรายไปหมดทั้งเรื่องกลับทำให้เฝือเกินไป และไม่มีความจำเป็นเช่นนั้นเลย อย่างไรก็ดีหนังสือเรื่อไตรภูมิโลกวินิจฉยกถานี้ก็มีคุณประโยชน์แก่การขยายความรู้ของผู้อ่านทุกคนในทางภูมิศาสตร์โบราณ ประวัติบุคคลสำคัญทางพุทธศาสนา เทวดา และอมนุษย์อื่นๆ เป็นอันมาก สรุปว่าเป็นวรรณคดีพุทธศาสนาที่แต่งเป็นภาษาไทยหรือพากย์ภาษาไทยที่ดีเด่นและยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง
        หนังสือเรื่องนี้จบลงห้วนๆ เพียงเรื่องพระนิพพาน ความจริง ผู้เขียนจะมีความคิดอย่างไรในการยุติเรื่องเพียงนี้ก็หาทราบไม่ ที่แน่ๆ ก็คือหนังสือเรื่องนี้ไม่มีปณิธานของผู้แต่งและอานิสังสกถาเหมือนวรรณคดีพุทธศาสนาที่กวีโบราณแต่งไว้ หรือแม้แต่วรรณคดีมหากาพย์เช่นยวนพ่ายและตะเลงพ่ายก็ตาม การที่หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาไม่มี Colophon ดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นเพราะงานชิ้นนี้มิได้แต่งเอง หากเป็นเพราะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งเฉพาะก็เป็นได้
3. มหาวงศ์ (แปล)
        หนังสือ มหาวงศ์ เป็นพงศาวดารลังกาที่แต่งเป็นคำประพันธ์ร้อยกรอง (คาถา) ภาษาบาลี โดยรวบรวมหนังสือพงศาวดารภาษาสิงหฬ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปมาเรียบเรียงขึ้นใหม่เป็นภาษาบาลีฉบับสมบูรณ์ผู้ประพันธ์ คือ พระมหานามเถระ แห่งสำนักมหาวิหาร ความจริงเรื่องมหาวงศ์นี้มิใช่หนังสือแต่งใหม่ แต่เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นจากโครงเรื่องเดิมที่เรียกว่าคัมภีร์ทีปวงศ์ ซึ่งเป็นพงศาวดารที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในสมัยนั้นเป็นที่อ้างอิงสำคัญในบรรดาหนังสือประเภทวงศ์ๆ (วํส) ทั้งหลายคัมภีร์ทีปวงศ์ ก็มีความบกพร่องอยู่ไม่น้อย จึงมีผู้ชี้ให้เห็นว่าทำไมจึงมีการแต่งเรื่องมหาวงศ์ขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่คัมภีร์ทีปวงศ์ก็มีเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว มีผู้วิจารณ์เรื่องนี้ว่า
        คัมภีร์ทีปวงศ์ยังมีข้อบกพร่องทางภาษามาก ลีลาการประพันธ์ขัดเขิน ไม่ราบเรียบและสละสลวย และคงเป็นด้วยเหตุนี้ จึงมีการแต่งคัมภีร์มหาวงศ์ขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง
        ปีที่พระมหานามเถระแต่งเรื่องมหาวงศ์ไม่ปรากฏ แต่สันนิษฐานว่าคงจะอยู่ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 6
        อย่างไรก็ดี ถึงแม้มหาวงศ์จะมีความไพเราะสละสลวยและดีเด่นเพียงไรก็ตาม แต่การใช้ถ้อยคำที่มีอลังการมากจนบางครั้งอ่านแล้วเหลือเชื่อราวกับเรื่องปาฏิหาริย์นั้น ผู้แต่งมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างศรัทธาปสาทะให้บังเกิดแก่ผู้อ่านในฐานะที่เรื่องนี้เป็นวรรณคดี มิใช่พงศาวดารที่แห้งแล้งอย่างลักษณะพงศาวดารโดยทั่วไปนั่นเอง จึงมีอลังการตกแต่งสำนวนภาษาให้เพริศพริ้งทางวรรณคดี โดยหลักที่ว่าวรรณคดีนั้นมิได้มุ่งแต่ความจริงเท่านั้น แต่การตกแต่งภาษาให้วิจิตรบรรจงเกินความเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่ทำได้ในกรณีที่เป็นเรื่องของวรรณคดี ดร. สุภาพรรณ ณ บางช้าง ได้ แสดงความคิดเห็นว่า
        อย่างไรก็ตามในการศึกษาคัมภีร์มหาวงศ์ (รวมทั้งทีปวงศ์ด้วย) ผู้อ่านจะต้องศึกษาด้วยความพินิจพิเคราะห์ พยายามหาเรื่องจริงที่เป็นแก่นของเรื่อง แยกออกเสียจากส่วนที่เป็นการตกแต่งเพื่อให้อ่านเพลิดเพลินเพราะมีหลายตอนที่ดูจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ กล่าวเกินความเป็นจริง การที่มีเรื่องเหล่านี้เข้ามาแทรกมากก็เป็นไปตามความนิยมและแนววิธีการเขียนพงศาวดารในสมัยนั้น ซึ่งนอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของประเทศแล้ว ยังมุ่งคุณค่าในทางอรรถรสแห่งวรรณคดีด้วย นอกจากนี้ ยังมักเน้นรูปแบบและเนื้อหาที่เสริมสร้างความศรัทธา และความภูมิใจเป็นสำคัญด้วย ดังนี้พงศาวดารในลักษณะนี้จึงไม่อาจถือเป็นประวัติศาสตร์บริสุทธิ์ได้ แต่ก็ไม่หมายความว่าจะไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เสียเลย เป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะต้องสามารถแยกส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์จริงออกจากอลังการแห่งการประพันธ์ ซึ่งถ้าคิดให้ถ่องแท้แล้ว ส่วนที่เป็นอลังการนี้ก็สะท้อนความคิดความเชื่อของคนในยุคที่แต่ง จึงสามารถใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิด ความเชื่อทางสังคมวิทยาได้ และควรที่จะเห็นคุณค่าของอลังการเหล่านี้ว่าเป็นส่วนที่ช่วยรักษาประวัติศาสตร์ให้ดำรงอยู่ในรูปลักษณะหนึ่งด้วย เนื่องจากการประพันธ์มีคุณค่าทางวรรณคดีสูงจึงมีผู้นิยมอ่านกันมาก และมีผู้พยายามเก็บรักษาไว้ให้ดำรงอยู่เป็นสมบัติของชาติสืบไป ถ้ามหาวงศ์หรือทีปวงศ์ตลอดจนพงศวดารเรื่องอื่นไม่มีอลังการเป็นเครื่องหุ้มห่ออันงดงามแล้ว แต่เป็นเพียงข้อมูลที่แห้งแล้ง เป็นรายงานข่าวเท่านั้น บางทีงานเหล่านี้จะไม่คงเหลือมาถึงปัจจุบัน หรือถ้าจะเหลือมา ก็คงไม่เป็นที่รู้จักของคนจำนวนมากเช่นนี้
        คัมภีร์มหาวงศ์แบ่งเรื่องราวออกเป็น 101 ปริจเฉจหรือตอน แต่ตอนที่พระมหานามเถระแต่งจริงๆ นั้นมีเพียง 37 ตอนเท่านั้น ตั้งแต่ตอนที่ 37 จนถึง 101 เป็นของผู้อื่นแต่งต่อมา มีชื่อผู้แต่งบ้าง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งบ้าง เข้าใจว่าพระมหานามเถระแต่งเพียง 37 ตอนแรกแล้วถึงแก่มรณภาพ ผลงานของท่านจึงมีอยู่เพียงเท่านั้น เนื้อความที่แต่งใน 37 ปริจเฉทแบ่งไว้ดังนี้
        หนังสือมหาวงศ์ได้รับการแปลออกเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษาแต่สำหรับพากย์ภาษาไทยนั้นเพิ่งมีการแปลขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พ.ศ. 2339 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมปโรหิต (อาจจะเป็นคนเดียวกับพระยาธรรมปรีชา (แก้ว) ผู้แต่งเรื่องไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา โดยพระบรมราชโองการในรัชกาลที่ 5 มีผู้แปลเป็นภาษาไทยเพิ่มเติมอีกโดยพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) แปลต่อมาจนถึงปริเฉทที่ 64 และตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2463 ในรัชกาลที่ 6 และตีพิมพ์ครั้งหลังสุดโดยกรมศิลปากร ใน พ.ศ. 2539 เป็นจำนวน 64 ปริจเฉท
4. ศาสนวงศ์
        เป็นผลงานภาษาบาลีของภิกษุพม่าชื่อปัญญาสามี แต่งไว้โดยสอบทานและรวบรวมเอกสารที่เป็นภาษาพม่าหลายฉบับด้วยกัน แต่จะแต่งในปีใดหามีหลักฐานแจ้งชัดไม่ มาปรากฏว่ามีผู้รู้เรื่องพม่าดีที่สุดคนหนึ่งชื่อเมเบิล โบด (Mable Bode, Ph.D.) ได้อ้างถึงปัญญาสามีและผลงานของท่านพอสังเขปว่า ปัญญาสามีมีชีวิตอยู่ในสมัยของพระเจ้าสราวดีมิน และได้เป็นสังฆราชในรัชกาลพระเจ้ามินดงมินปิยกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าก่อนจะเสียเอกราชแก่อังกฤษในรัชกาลพระเจ้าสีป่อมิน และในรัชกาลพระเจ้ามินดงมิน (ค.ศ. 1852-1877) พม่าย้ายขึ้นไปอยู่เมืองหลวงใหม่คือกรุงมัณฑะเล และพระเจ้ามินดงมิน ได้โปรดให้ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 ของโลก (ตามขนบนิยมของพม่า) ขึ้นที่เมืองหลวงใหม่นี้เอง เมื่อสังคายนาสำเร็จแล้วได้จารึกไว้ในแผ่นหินอ่อนทั้งหมด ดร. เมเบิล โบด ได้อ้างถึงผลงานอื่นๆ ของปัญญาสามีอีกสองสามเรื่อง มีสีลกถา อุปายกถา อักขรวิโสธนี อาปัตติวินิจฉัย นาคราชุปปัตติกถา โวหารัตถเภท วิวาทวินิจฉัย และสัททนีติ เป็นต้น โดยเฉพาะคัมภีร์สัททนีติถือเป็นคัมภีร์ไวยากรณ์ที่สำคัญเล่มหนึ่งที่ภิกษุชาวเมืองพุกามชื่ออัคควังสะเป็นผู้เขียนแต่คงจะขาดตกบกพร่องอยู่มาก ปัญญาสามีจึงเขียนขึ้นใหม่
        ปัญญาสามีจะถึงแก่มรณภาพในรัชกาลของพระเจ้ามินดงมิน หรืออาจจะหลังจากนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏ งานชิ้นสำคัญคือ ศาสนวงศ์ (สาสนวํส) นี้ ดร.เมเบิล โบด ได้ถอดจากฉบับที่พระปัญญาสามีแต่งเป็นภาษาบาลีออกเป็นตัวอักษรโรมัน โดยสอบทานกับฉบับที่จารในใบลานด้วยตัวอักษรสิงหฬซึ่งเก็บรักษาไว้ในหอสมุดบริติชมิวเซียม 2 ฉบับ กับฉบับที่ศาสตราจารย์เซิร์ช โดลเดนเบอร์ก ส่งมาให้อีกฉบับหนึ่ง ดร. เมเบิล โบดได้เขียนอธิบายแคว้นที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนาว่าแคว้นใดอยู่ที่ใด โดยอ้างหนังสือต่างๆ ไว้ในคำอธิบายด้วยเรื่องศาสนวงศ์นี้ได้ตีพิมพ์ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ส่วนฉบับพากย์ไทยนั้นกรมศิลปากร ได้ให้ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร ข้าราชการกองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ แปลถอดจากตัวอักษรโรมันฉบับของ ดร. เมเบิล โบด ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2440 และ แปลเป็นพากย์ไทย ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร ได้พยายามทำเชิงอรรถอธิบายข้อความต่างๆ ที่ควรทราบอีกหลายอย่าง นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจในการศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง
        เรื่องศาสนวงศ์แม้จะค่อนข้างยาว แต่ผู้เขียนก็ได้แยกเนื้อหาออกเป็นตอนๆ ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ เรื่องที่ศาสนวงศ์เดินทางมาสู่ดินแดน 9 แห่ง โดยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งสมณฑูตไปเผยแผ่พุทธศาสนาในแว่นแคว้นต่างๆ คือ
        1. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่เกาะสีหฬ
        2. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่สุวรรณภูมิ
        3. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่แคว้นโยนก
        4. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่แคว้นวนวาสี
        5. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่แคว้นอปรันตะ
        6. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่แคว้นกัศมีรคันธาระ
        7. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่แคว้นมหิงสกะ
        8. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่แคว้นมหารัฐ
        9. เรื่องวงศ์ศาสนามาสู่แคว้นจีน
               นอกจากนี้ยังมีวรรณคดีพุทธศาสนาพากย์ไทยเรื่องอื่นๆ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ พระปฐมสมโพธิกถา, ลลิตวิสตระ, ชาดกมาลา, สัทธรรมปุณฑรีกสูตร, อโศกาวทาน, กามนิต เป็นต้น

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ศาสนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s