ประวัติไทยวน (สระบุรี)

ไทยวนสระบุรี

หลังจากที่บุเรงนองกษัตริย์พม่านำกองทัพ มาตีเมืองเชียงใหม่เพื่อเตรียมจะใช้เป็นหัวหาด ในการนำทัพไปตีกรุงศรีอยุธยาต่อไปอีกนั้น อาณาจักรล้านนาก็ตกอยู่ในอำนาจของพม่าตั้งแต่วันสงกรานต์ปี พ.ศ. 2101 เป็นต้นมา จากนั้นพม่าก็เข้าปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือเรื่อยมา จนพระญากาวิละจากนครลำปาง ได้ขอกำลังสนับสนุนจากพระเจ้าตากสินไปขับไล่พม่าเมื่อ พ.ศ. 2317 หลังจากนั้น หัวเมืองฝ่ายเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ก็ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ. 2325 พระเจ้ากาวิละแห่งนครเชียงใหม่ได้ทราบว่า เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นครองราชย์ จึงได้พาเจ้านายลงมาเข้าเผ้าทูลละอองธุลีพระบาทยังกรุงเทพฯ และถวายสิ่งของกับเชลยศึกซึ่งตีได้มาจากเชียงแสนด้วย

ใน พ.ศ. 2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดฯ ให้กรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราชพร้อมด้วยเจ้านายในหัวเมืองฝ่ายเหนือยก ทัพไปตีเมืองเชียงแสนซึ่งขณะนั้นพม่าปกครองอยู่ คราวนั้นพม่ามิได้ออกมาต่อสู้ด้วย เป็นแต่รักษาเมืองมั่นอยู่ กองทัพล้อมเมืองเชียงแสนเป็นเวลาเดือนเศษก็ไม่สามารถตีเมืองได้ และกองทัพก็ขัดสนเสบียงอาหาร ประกอบกับได้ข่าวว่ากองทัพเมืองอังวะจะยกมาช่วยเมืองเชียงแสนด้วย และช่วงนั้นเป็นฤดูฝนเดือนหกซึ่งทำให้ผู้คนในกองทัพล้มป่วย กรมหลวงเทพหริรักษ์จึงให้ล่าทัพลงมา ให้แต่ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือล้อมเมืองอยู่ ผู้คนในเชียงแสนก็อดอยากมาก จึงยอมสวามิภักดิ์และออกไปหาทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ โปมะยุง่วนแม่ทัพพม่าเห็นเหลือที่จะห้ามปรามไว้ได้ก็ยกทัพหนีไป และตัวโปมะยุง่วนเองก็ถูกปีนตายในที่รบ

คราวนั้นกองทัพไทยให้รื้อกำแพงเมืองและ บ้านเมืองเสีย รวบรวมผู้คนชาวเชียงแสนได้ 23,000 คน แบ่งออกเป็น 5 ส่วน แล้วแยกไปอยู่เชียงใหม่ ลำปาง น่าน เวียงจันทร์และอีกส่วนหนึ่งถวายลง ณ กรุงเทพฯ ซึ่งก็โปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สระบุรีและราชบุรี

ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมืองสระบุรีตั้งขึ้น เป็นเมืองตั้งแต่ครั้งใด สมเด็กกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าเมืองสระบุรีเห็นจะได้รับการประกาศตั้งเป็นเมืองเมื่อ พ.ศ. 2092 ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ การตั้งเมืองสระบุรีขึ้นนั้นก็เพื่อรวบรวมผู้คนไว้ช่วยป้องกันศัตรูคือพม่า เมืองที่ตั้งขึ้นครั้งนั้นกำหนดแค่เพียงเขตแดน มิได้สร้างบริเวณเมืองหากผู้รั้งเมืองตั้งจวนอยู่ที่ไหนก็ได้ชื่อว่าที่ทำ การของเมืองอยู่ที่นั้น ตัวเมืองสระบุรีดั้งเดิมตั้งอยู่บริเวณบึงโง้ว ใกล้จังหวัดจันทรบุรี อำเภอเสาไห้ ปัจจุบันชาวเชียงแสนที่อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ก็คือมาตั้งบ้านเรือนอยู่ใน ท้องที่อำเภอเสาไห้ปัจจุบันนี้โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่วันที่ว่าการอำเภอเสาไห้ขึ้นไปทางตะวันออก ภายหลังเมื่อมีบุตรหลานมากขึ้น ก็ย้ายถิ่นฐานออกไปตั้งบ้านเรือนทำนำไกลจากฝั่งแม่น้ำป่าสัก ออกไป

คนเชียงแสนที่อพยพไปอยู่สระบุรี เรียกตนเอง่า คนยวน เรียกกาษาที่ตนพูดว่า ภาษายวน มา จนทุกวันนี้ปัจจุบันมีคนยวนไปตั้งถิ่นฐานทุกอำเภอ (ยกเว้นอำเภอหนองโดนและอำเภอดอนพุด) อำเภอที่มีคนยวนตั้งบ้านเรือนอยู่มากที่สุด คืออำเภอเมือง อำเภอเสาไห้ และกิ่งอำเภอวังม่วง

คนยวนที่เป็นหัวหน้านำหมู่คนยวนจากเชียงแสนมาครั้งนั้น ที่ยังมีชื่อจดจำเล่าขานกันมาจนถึงทุกวัน

ปู่เจ้าฟ้า ได้นำ บริวารมาตั้งผังเรือนอยู่ที่บ้านกับปู่เจ้าฟ้าอยู่ที่บ้านเจ้าฟ้าที่บ้าน เจ้าจะมีศาลปู่เจ้าอยู่ เมื่อวันสงกรานต์ชาวบ้านจะมีพิธีไหว้ผีแบบไทยวน แล้วอัญเชิญวิญญาณปู่เจ้าฟ้ามาประทับทรง ให้ลูกหลานสรงน้ำและท่านก็จะพยากรณ์เหตุการณ์บ้านเมืองปีต่อไปให้ทราบ

ปู่เจ้าฟ้ามีน้องคนหนึ่งชื่อ หนานต๊ะ นำ บริวารมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสิบต๊ะ (ปัจจุบันเรียกว่าบ้านสวนดอกไม้) เล่ากันว่าหนานต๊ะเป็นผู้มีอาคมขลังมากและรบเก่ง สามารถยกเต้าปูนขึ้นรับลูกธนูที่ศัตรูยิงมาได้ และหนานต๊ะผู้นี้ที่ร่วมตัดต้นตะเคียนที่บ้านสันปะแหน แล้วส่งไม้นี้ไปยังกรุงทำฯ เพื่อคัดเลือกเป็นเสาหลักเมือง แต่ไม้นี้ไม่ได้รับการคัดเลือกจึงลอยทวนน้ำขึ้นมาจมอยู่ที่หน้าที่ว่าการ อำเภอเสาไห้ บางคืนนางไม้จะขึ้นมาบนผิวน้ำแล้วร้องโหยหวน ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่าบ้านเสาไห้ (เดิมชื่อบ้านไผ่ล้อมน้อย) ปัจจุบันได้นำเสานี้ขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดสูง อำเภอเสาไห้ ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 501

หัวหน้าอีกคนหนึ่งที่นำหมู่คนยวนมาครั้งนั้นชื่อว่า ปู่คัมภีระ ได้ นำหมู่คนยวนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านไผ่ล้อมอันเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับ บ้านเจ้าฟ้าขึ้นไปทางตะวันออก ท่านผู้นี้ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองโคสมัยรัชการที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสระบุรี มีบรรดาศักดิ์ว่า พระยารัตนกาศ ท่านผู้นี้มีบุตร 4 คน คือ

บุตรชายคนแรกไม่ทราบนามเดิม เมื่อบิดาของท่านถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสระบุรีสืบต่อจากบิดา มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยารัตนกาศ เช่นเดียวกับบิดา

บุตรชายคนที่สองของปู่คัมภีระ ไม่ทราบนามเดิม เมื่อพี่ของท่านเป็นเจ้าเมืองสระบุรี ท่านก็ได้รับตำแหน่งเป็นปลัดเมืองสระบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็น พระบำรุงราษฎร์

บุตรชายคนที่สามของปู่คัมภีระชื่อพ่อ เฒ่ามหาวงศ์ หรือหลวงยกรบัตรมหาวงศ์ บุตรของท่านผู้นี้คือพระการีสุนทรการ (ทองคำ) ซึ่งเคยเป็นนายอำเภอแก่งคอย (พ.ศ.2436 – 2457) และบุตรของพ่อเฒ่ามหาวงศ์อีกคนหนึ่งคือพระยารัตนกาศ (แก้วก้อน) เคยเป็นนายอำเภอเสาไห้ (พ.ศ.2439 – 2442)

บุตรคนที่สี่ของปู่คัมภีระเป็นหญิงชื่อแม่เฒ่าบัวนำ สามีของท่านคือพระบำรุงภาชี มีหน้าที่ดูแลพาหนะม้า สังกัดกองโค

แต่ละท่านที่กล่าวนามมานี้ มีบุตรหลานสืบสายต่อกันมามากมาย จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ชาวไทยวนสระบุรี จะมีเอกลักษณ์ของตนเองสองประการ คือ ภาษา และ ประเพณี ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ภาษา

ชาวไทยวนสระบุรีจะพูดภาษายวน ซึ่งก็คือภาษาไทยนั่นเอง ต่างแต่ว่าจะมีสำเนียงเสียงต่างไปจากภาษาไทยกรุงเทพฯ ภาษาไทยวนสระบุรีจะมีสำเนียงเสียงและคำศัพท์ เช่นเดียวกับภาษาถิ่นล้านนาทุกประการ
ชาวไทยวนสระบุรียังได้นำเอาภาษาของตนมาร้อยกรองให้มีเสียงสัมผัส นำมาร้องอย่างท่วงทำนอง เรียกว่า จ๊อย ตาม แบบที่ล้านนาเรียกว่า “ ซอ ” ซึ่งมีปรากฏทั่วไป ผู้ที่มีปฏิภาณโวหารดีและมีน้ำเสียงดีจะจ๊อยได้ อย่างน่าฟัง การจ๊อยอาจจ๊อยคนเดียวหรือจ๊อยคู่โต้ตอบกันก็ได้ เมื่อจ๊อยตอนใดเป็นที่ถูกใจของผู้ฟัง ผู้ฟังจะร้องออกมาดัง ๆ ว่า เช้ย หรือ เต๊กเข้าไป เป็นที่สนุกสนาน เนื้อหาที่นำมาจ๊อยกันอาจมีทั้งบทเกี้ยวพาราสี คำสอน นิทาน ชาดก ประวัติต่าง ๆ ฯลฯ

ภาษา

ชาวไทยวนสระบุรีจะพูดภาษายวน ซึ่งก็คือภาษาไทยนั่นเอง ต่างแต่ว่าจะมีสำเนียงเสียงต่างไปจากภาษาไทยกรุงเทพฯ ภาษาไทยวนสระบุรีจะมีสำเนียงเสียงและคำศัพท์ เช่นเดียวกับภาษาถิ่นล้านนาทุกประการ

ชาวไทยวนสระบุรียังได้นำเอาภาษาของตนมาร้อยกรองให้มีเสียงสัมผัส นำมาร้องอย่างท่วงทำนอง เรียกว่า จ๊อย ตาม แบบที่ล้านนาเรียกว่า “ ซอ ” ซึ่งมีปรากฏทั่วไป ผู้ที่มีปฏิภาณโวหารดีและมีน้ำเสียงดีจะจ๊อยได้ อย่างน่าฟัง การจ๊อยอาจจ๊อยคนเดียวหรือจ๊อยคู่โต้ตอบกันก็ได้ เมื่อจ๊อยตอนใดเป็นที่ถูกใจของผู้ฟัง ผู้ฟังจะร้องออกมาดัง ๆ ว่า เช้ย หรือ เต๊กเข้าไป เป็นที่สนุกสนาน เนื้อหาที่นำมาจ๊อยกันอาจมีทั้งบทเกี้ยวพาราสี คำสอน นิทาน ชาดก ประวัติต่าง ๆ ฯลฯ

ตัวอย่างบทจ๊อยเกี้ยวของฝ่ายชาย ของปู่หลวงเยีย บ้านหวยหวาย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ว่า ดังนี้ “ รู้ข่าวว่าจะได้มานี้ หลับตะคืนนี้ พี่บ่เป็นอันนอน ใจระริ่งวิงวอน ใคร่อยากหัน (เห็น) หน้าเจ้า แจ้งรุ่งเช้า ผ้าและเสื้อ แนบเนื้อก็ลืมเอา

มาหัน (หน้า) หนึ่งเทื่อ (ครั้ง) พี่บ่อยากใคร่หนี มาหันหน้านายหนึ่งที ใจพี่อยากใคร่ได้ ขดตัวเข้าหา ขยับกายาเข้าใกล้ ตัดไม้ไขว่คว้าเติง (ถึง)

ขอบุญเถิงบุญเติงเต๊อะเจ้า พี่กินข้าววันละเท่าหน่วยมะแขว้ง (มะเขือพวง) ก็ยังเหลือ พี่กินข้าววันละเท่าหน่วยมะเขือ ก็ยังบ่เสี้ยง (หมด) คิดฮอด (ถึง) แม่นายหน้าแก้มเกลี้ยง พี่กินน้ำบาดคอลง

พี่คิดฮอด (ถึง) น้อง เหมือนแมงเม่าเมาฝน พี่คิดฮอดนายเหมือนคนเมาเหล้า ข้าเมาเจ้าเหมือนไก่เมาค้อน เมารีบเมาร้อน เหมือนปลาแกดก้างเมามัว

ตกตาเพิ่น (ท่าน) เป็นดีใคร่หัว (หัวเราะ) ตกตาตัวเป็นดีใคร่ได้ (ร้องไห้) ตายเป็นตาย พี่บ่หมายหวังได้ ฟู่ (พูด) เอาไว้เสี่ยงตามบุญ

(ลง) ดอกสบันงานแห้ง หอมสุนดา เฮย… ”

นอกจากนี้ชาวไทยวนยังได้มีอักษรของตนใช้ มานานแล้ว เมื่อชาวเชียงแสนอพยพมาอยู่สระบุรี ก็นำเอาอักษรเหล่านี้มาใช้ด้วย ใช้เขียนลงในสมุดข่อย หรือจารลงบนใบลาน ไทยวนสระบุรีเรียงหนังสือนี้ว่า หนังสือยวน ซึ่งชาวล้านนาเรียกว่า ตัวเมือง หรืออักษรพื้นเมือง

การบันทึกลงในสมุดไทยหรือสมุดข่อยด้วย อักษรยวน มักจะเป็นตำราหมอดู ตำรายาสมุนไพร เวทมนต์คาถาต่าง ๆ ส่วนที่จารลงในใบลานส่วนมากจะเป็นพระธรรมเทศนา คัมภีร์เทศน์ยวนที่คนยวนนิยมสร้างถวายวัดที่เชื่อว่าได้บุญมาก คือเรื่องพระเวสสันดรชาดร ยอดไถลปิฎก (ยอดพระไตรปิฎก) กรรมวาจา และพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์

เรื่องเวสสันดรชาดำนั้นมีทั้งฉบับที่มี สำนวนต่างกัน เช่น ฉบับท่าแป้น ฉบับวิงวอน ฉบับสายฟ้าหม่อน ฉบับหนองเสริญ ฉบับไผ่แจ้เรียวคำ คัมภีร์ยวนต่าง ๆ เหล่นี้ คนยวนได้ต้นฉบับมาจากเมืองเหนือ เพราะไม่เคยปรากฏว่าไทยวนสระบุรีแต่งคัมภีร์ต่าง ๆ ได้ เมื่อได้มาก็คัดลอกโดยจารต่อ ๆ กันมา หลายคนสามารถจารหนังสือยวนลงบนใบลานด้วยสายมือที่สวยงามมาก เช่น พระโอ่งวัดต้นตาล นายปู ท้าวมหาวงศ์ เป็นต้น

จากการที่มีหนังสือยวนนี้ ทำให้มีประเพณีที่เกี่ยวกับหนังสือยวนหลายประการ เช่น ประเพณีการเทศน์มหาชาติ โดยนิยมนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์ยวนให้ฟัง แต่ละกัณฑ์จะมีท่วงทำนองที่ไพเราะแตกต่างกันไป ทำนองการเทศยวนนี้จะต่างจากทำนองที่เทศน์กันในภาคเหนือ

อีกประเพณีหนึ่งที่ชาวไทยวนสระบุรีได้มา จากชาวไทยวนในล้านนา คือการสะเดาะเคราะห์ประจำปี นิยมทำในระหว่างเทศกาลสงกรานต์ และทำให้ครอบครัวของแต่ละบ้านโดยทำสะตวง (กระทงทำด้วยหยวกกล้วย) 9 ห้อง เอาดินมาปั้นเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ และรูปคน 32 ชนิด ใส่ลงในสะตวงเอากระดาษสีมาตัดเป็นธงสามเหลี่ยม (ช่อน้อยตุงชัย) ปักรอบสะตวง มีฉัตร เบี้ยจั่น ข้าวสาร หมากพลูร้อย กล้วย 2 หวี มะพร้าว 2 ผล ข้าวเปลือก ข้าวสาร เอาสายสิญจน์มาวัดรอบตัว (ของทุกคนในครอบครัว) วัดจากศรีระจรดเท้า วัดรอบข้อมือข้อเท้า วัดรอบนิ้วมือนิ้วเท้า แล้วนำสายสิญจน์นี้มาตัดเป็นท่อนชุบน้ำมันหรือไขเทียนจุดเวลาพระเทศน์ จุดธูป 100 ดอก โยงสายสิญจน์รอบสิ่งของและทุกคน แล้วนิมนต์พระสงฆ์เทศน์เรื่องสารากริกวิชชานสูตร เมื่อเทศน์จบก็นำไปสะตวงนี้ไปวางที่ทางสามแพร่งนอกบ้าน เชื่อว่าพิธีกรรมนี้จะทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บไม่มีเคราะห์ร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง คนยวนจะนำฝ้ายมาฟั่นเป็นรูปตีนก 3 ตีนใส่ลงในถ้วย 5 ใบ มีน้ำมันหล่อก้นถ้วยพอเป็นเชื้อเพลิง นำไปรวมกันที่วัดเวลาเย็น แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์เรื่องพญากาเผือก ผู้ฟังก็จะจุดด้ายตีนกาที่ถ้วยของตนเป็นการบูชาธรรม พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตมะ และพระศรีอริยเมตไตรย ตามเนื้อเรื่องที่เทศน์ว่าเป็นลูกพญากาเผือก

ประเพณีการเทศน์ที่ถือว่าทำแล้วได้บุญ มากอีกอย่างหนึ่งคือ “ บุญสำรวมชาติ ” เป็นงานบุญใหญ่ต้องเตรียมการอย่างมาก คือเจ้าภาพต้องปลูกผาม (ปะรำ) 5 ห้อง ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใช้เสา 30 ต้น เสาแต่ละต้นประดับด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย หลังคามุงด้วยใบไม้ ทำอาสน์สงฆ์ภายในผามให้หันหน้าไปทิศอุดรหรือบูรพา ห้องที่สามของผามทำธรรมาสน์ให้สูงเด่นประดับสวยงาม ห้องที่สองของผามก่อพระเจดีย์ทราย 7 องค์ เอาผ้าเหลือพันรอบเจดีย์ทั้ง 7 องค์ นอกผามออกมาทำราชวัติ 12 คู่ ปักฉัตร 24 ต้น ทำต้นกัลปพฤกษ์ไว้ที่สี่มุมของผาม เอาบาตร จีวร ขนม ผลไม้ ตะเกียง เครื่องอัฐบริขารของพระแขวนไว้ที่ต้นกัลปพฤกษ์นี้ เครื่องบูชากัณฑ์เทศน์มีดอกไม้เงิน 50 ดอก ดอกไม้ทอง 50 ดอก (ต้องใช้เงินแท้ ทองแท้) ข้าวพันก้อน ดอกบัวพันดอก ช่อหรือธงสามเหลี่ยมเล็กพันอัน ดอกไม้ธูปเทียนอย่างละพัน

งานจะเริ่มในตอนเย็นโดยนิมนต์พระสงฆ์ 25 รูปมาเจริญพระพุทธมนต์ที่ผามนี้ จบแล้วเจ้าภาพกล่าวคำถวายผามและธรรมาสน์แก่พระสงฆ์ เมื่อเสร็จงานก็จะรื้อสิ่งก่อสร้างทั้งหมดนี้ถวายวัดไป

รุ่งเช้านิมนต์พระสงฆ์ 25 รูป ที่มาเจริญพระพุทธมนต์เมื่อเย็นวานมารับอาหารบิณฑบาตที่ผ่านมา จากนั้นก็จะมีการเทศน์เรื่องยอดไถลปิฎกและกรรมวาจา โดยพระสงฆ์จะนั่งเทศน์ที่อาสน์สงฆ์ เมื่อพิธีกรอาราธนาจบ พิณพาทย์จะบรรเลงเพลงสาธุการรับ แล้วจึงเริ่มเทศน์ คัมภีร์เรื่องสำรวมธาตุจะมี 4 ผูก พระสงฆ์จะเทศน์ 4 รูป เมื่อแต่ละรูปเทศน์จบผูกหนึ่งก็จะลงมานั่งที่อาสน์สงฆ์ ภิกษุรูปต่อไปก็จะขึ้นเทศน์ผูกต่อไป เมื่อจบผูกที่ 4 พิณพาทย์ก็จะบรรเลงเพลงสาธุการรับ 7 จบด้วยกัน จากนั้นเจ้าภาพก็จะถวายเครื่องกัณฑ์ ถวายต้นกัลปพฤกษ์ ถวายต้นกล้วยต้นอ้อยทั้งหมดแก่ท่าน ส่วนผามและธรรมมาสน์ก็จะรื้อถวายวัดต่อไป

จะเห็นได้ว่างานบุญสำรวมธาตุเป็นกุศล ใหญ่ ต้องมีทรัพย์พอสมควรจึงทำได้ เนื้อหาที่เทศน์จะกล่าวถึงเรื่องอายุของพระศาสนาที่เรียวลดหดหายไปเรื่อย ๆ นัยว่าเป็นการทำบุญเพื่อสืบต่ออายุชองของพระพุทธศาสนา และเป็นการเตือนสติให้รับบำเพ็ญธรรม จึงถือการทำบุญสำรวมธาตุเป็นบุญที่มีผลกุศลแรงมาก
จากที่กล่าวมานี้จะเห็นว่าคนยวนมีภาษ ยวนไว้สื่อสารกัน และใช้จดจารึกสิ่งที่มีสาระต่าง ๆ อันเป็นที่มาแหล่งประเพณีที่เกี่ยวข้องกับภาษาหลายประการ

ประเพณี

ไทยวนสระบุรี มีประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนหลายประการ ดังจะนำมากล่าวต่อไปนี้

1.
การแต่งกาย

การแต่งกายของชาวไทยวน จากเชียงแสนซึ่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่สระบุรีเมื่อ พ.ศ. 2347 นั้น สามารถพิจารณาได้จากจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ ซึ่งเขียนประมาณสมัยรัชกาลที่ 4 หรือ 5 ประกอบคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ

ผู้ชายสมัยก่อนนิยมสัก ตามร่างกาย ถือว่าเป็นของขลังประจำตัวและถือเป็นการอวดกันได้ เช่น การสักขาดำ แสดงถึงความอดทน แสดงถึงความเป็นลูกผู้ชาย มีคำกล่าวสนุก ๆ ว่า “ สักบ่พอสองแข้ง สาวบ่แกว่ง…หา สักบ่เต็มสองขา สาบ่อ้า…หี้อ ” เวลานุ่งผ้าจะถลกชายผ้าขึ้นสูง (เค็ดม่าม) เพื่ออวดขาดำของตน ชายแต่ก่อนนิยมนุ่งผ้าโจงกระเบน มีผ้าขาวม้าแต่เวลาไปทำงานนิยมนุ่งกางเกงสามส่วนเรียกว่ากางเกงขาก๊วย (ล้านน้าเรียกว่า เตี่ยวสะดอ ) สวมเสื้อกุยเฮงสีดำหรือกรมท่า ต่อมาเวลาไปงานหรือไปวัด นิยมนุ่งกางเกงสวมเสื้อขาวคอกลม ผ่าอก หรือนุ่งโสร่ง

ส่วนผู้หญิงสมัยก่อนเวลา ไปทำงานนอกบ้านจะใส่เสื้อแขนกระบอกสีดำหรือสีกรมท่า เวลาไปงานหรืออยู่บ้านจะใช้ผ้าขาวม้าหรือสไบพันอก ผ้าซิ่นจะมีระบายข้างบนและล่าง ตัวซิ่นจะมีลายพาดขวางกลาง จนมีคำล้อเลียนว่า “ ยวนก้นก่าน ” สมัยต่อมาจึงนิยมใส่เสื้อชั้นในคอกระเช้า ลำตัวหลวม ๆ จากนั้นก็ถึงสมัยใส่ยกทรงและมีเสื้อคอแบะ แขนสั้น ผ่าอก

การแต่งกายของชายหญิง ไทยวนสระบุรีได้พัฒนามาตามลำดับตามสมัยนิยม เครื่องแต่งกายแบบเก่าที่ยังเหลือมาถึงทุกวันนี้ ก็คือหญิงยังนิยมนุ่งซิ่นลายพาดขวางอยู่ ส่วนชายไทยวนปัจจุบันไม่มีการนุ่งผ้าโจงกระเบนกันแล้ว ส่วนมากทั้งชายและหญิงนิยมแต่งกายตามสมัยนิยมทั่วไป

2.
ที่อยู่อาศัย

ชาวเชียงแสนมีเรือนเป็น เอกลักษณ์ของตนเรียกว่า เรือนเชียงแสน หรือเรือนกาแล คือมีไม้ไขว้กันบนหลังคาเหนือจั่ว เรือนส่วนบนจะผายออก ที่เรียกว่าเรือนอกโต เอวคอด

เมื่อชาวเชียงแสนอพยพมา อยู่สระบุรียุคนั้นคงปลูกเรือนกาแลอยู่บ้าง ด้วยว่าคนเราย่อมอดไม่ไม่ได้ที่จะปฏิบัติตามประเพณีของตน ภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดจันทรบุรี คือภาพเรือนกาแลปรากฏอยู่ จากการสอบถามผู้สูงอายุ เช่น ผู้ใหญ่สมบูรณ์ กำเนิดจันทร์ บ้านเสาไห้ ก็ว่าเรือนเก่าบิดามารดาของท่านก็เป็นเรือนกาแล ชาวไผ่ล้อมก็เล่าว่าเรือนเก่าของพ่อเฒ่าคัมภีร์นั้นก็เป็นเรือนกาแล ตลอดมาถึงลูกหลานเหลนคือนางทับทิน และได้รื้อเสียเมื่อ พ.ศ. 2516 เพราะเก่าและชำรุดมาก

ปัจจุบันไม่มีเรือนกาแลหรือเรียนเชียงแสนที่สระบุรีแล้ว ไทยวนส่วนมากนิยมปลูกบ้านทรงไทยแบบภาคกลาง หรือเรือนไทยอยุธยา

3. ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต

คนสมัยก่อนมีความเป็น อยู่พึ่งพาอาศัยกัน ผู้สูงอายุซึ่งมีประสบการณ์มาก จะเป็นที่พึ่งพาของผู้เยาว์ได้เป็นอย่างดี เช่น เมื่อคลอดบุตร ตำราของพ่อใหญ่สอน ทองอุ่นเรือน บ้านหัวปลวก อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ระบุการตัดรกไปทิ้งไว้ว่า

“ ผู้ใดเกิดเดือน 1, 2, 3 หื้อ (ให้) เสียรกวันตก จักรู้หลวก (ฉลาด) ดี มีข้าวของแล ผู้ใดเกิดเดือน 4, 5, 6 หื้อ (ให้) เสียรกหนพายัพ หรดี อีสาน มีข้าวของแล ผู้ใดเกิดเดือน 7, 8, 9 หื้อเสียรกหนเหนือ ดีแล ผู้ใดเกิดเดือน 10, 11, 12 หื้อเสียหนวันออก จักรู้หลวก (ฉลาด) ดี มีข้าวของและหากว่าเสียรกบ่ถูก เป็นง่าว (โง่) คือว่า อ่างอะ ไปเสียบ่เป็นคนดี ”

เมื่อคลอดบุตรแล้วมารดา ต้องอยู่ไฟ (เรียกว่า แม่เฮือนไฟ) ดินที่จะเอามาใส่แคร่ไฟ ก็ต้องเลือกทิศเอาเช่นกัน ดังตำราพ่อใหญ่สอน ทองอุ่นเรือน กล่าวว่า

“ สิทธิการ จักกล่าวดินชีไฟก่อนและ (แคร่ดินที่วาง ฟืน ไฟ คนยวนเรียก แม่ชีไฟ) เดือนเกี๋ยง (อ้าย) เดือนยี่ เอาดินหรดี เดือนสาม เอาดินหรดี เดือนสี่ ห้า เอาดินหนอาคเนย์ เดือนหก เจ็ด เอาดินหนพายัพ เดือนแปด เอาดินหนอีสาน เดือนเก้า เอาดินหนอุดร เดือนสิบ สิบเอ็ด สิบสอง เอาดินหนบูรพา ดีกันแล ” ขณะที่เอาดินถมแคร่ไฟนั้น ผู้ถมต้องผินหน้าไปทางตะวันออกหรือทิศใต้จึงจะดี

ระยะที่มารดาอยู่ไฟนี้ ต้องระวังเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก กับข้าวส่วนมากจะเป็นปลาช่อนหรือเอาเกลือคั่วให้แตกเรียกว่า เกลือสะตุ เอาผักมาจิ้มเกลือนี้กินกับข้าว จนกระทั่งออกไฟ

การตั้งชื่อเด็ก พ่อแม่อาจตั้งชื่อเองหรือให้ญาติผู้ใหญ่ให้พระตั้งให้ก็ได้ ชื่อคนยวนแต่ก่อนจะมีพยางค์สั้น ๆ และมีเสียงเป็นสำเนียงยวน คำที่คนรุ่นเก่านิยมนำมาตั้งชื่อคน มีดังนี

•  นำเอาสิ่งที่อยู่สูงมาตั้งชื่อคน เช่น จันทร์ (จั๋น) ดาว พรหม ฟ้า

•  นำเอาสิ่งธรรมชาติมาตั้งชื่อคน เช่น ไม้ ดิน หิน ฝน อุ่น เย็น แสง เมฆ

•  นำเอาอวัยวะมาตั้งชื่อคน เช่น ใจ ผิว ดี มูล ตา เนตร

•  นำเอาชื่อสัตว์มาตั้งชื่อคน เช่น หนู ปลา แมว หมา ปู ควาย ด้วง บุตรคนหัวปีนิยมตั้งชื่อว่า “ หนู ” บุตรที่พ่อแม่รักมากนิยมตั้งชื่อว่า “ หมา ”

•  เอาชื่อพีชมาตั้งชื่อคน เช่น บัว กุหลาย รัก ดาวเรือง ฝ้าย ใบ อุบล สายหยุด บุนนาค สำลี จำปี จำปา แตง พุด ฯลฯ

•  นิยมนำเอาอาการกริยามาตั้งชื่อคน เช่น เชื่อม พริ้ง เที่ยง ชม หลอม หล่อ เพียร ปั้น ลือ ลา หยาด ไหว เชย ซ้อน ไซร้ นำ ตื่น ตา ผัน ผิน ผาย ฟุ้ง ทำ ฟื้น ฟู หัน เห หวน ยิ้มอิ่ม วุ่น หา ตั๋น มามีปลิวอยู่ จำวอน ย้อย อั้น ถ่วง หน่าย ช่วย สืบ เวียน สอน เจือ ฯลฯ

•  นำเอาเครื่องใช้มาตั้งชื่อคน เช่น พัด กา หมึก พิณ ขวาน สุ่ม แห โต๊ะ ช้อน หมอน ตู้ เข็ม เทียน บุง ฯลฯ

•  นำเอาคำวิเศษณ์มาตั้งชื่อคน เช่น อ่อน ใหม่ เหลี่ยม กลม แบน แหลม บ้าน เล็ก โต เจริญ มน ยอด หลวง พร้อม มาก ใส น้อย เหนือ หลาย เรือง สุข เป็ง ติ๊บ (ทิพย์) แป้น ดี คด นวล หวาน ฯลฯ

•  นำเอาเวลาหรือทิศทางมาตั้งชื่อคน เช่น สาย เที่ยง บ่าย เย็น วัน ปี เดือน ขาล เถาะ กุน อ้าย รุน หล้า ได้

•  นำเอาคำบอกจำนวนมาตั้งชื่อคน เช่น หนึ่ง สอง สาม หก มาก น้อย หลาย พัน แสน ซาว

•  นำเอาชื่อเครื่องเรือนมาตั้งชื่อคน เช่น เสา เรือน รอด คา

•  นำเอาสีต่าง ๆ มาตั้งชื่อคน เช่น ดำ แดง ขาว เขียว เหลือ ฟ้า อ่ำ ปู (ชมพู)

• นำเอาอัญมณีมาตั้งชื่อคน เช่น แก้ว เพชร พลอย คำ นาค เงิน นิล แหวน สร้อย

• นำเอาลักษณะนามมาตั้งชื่อคน เช่น พวง สาย ยวง ใย

• นำเอาเสียงธรรมชาติมาตั้งชื่อคน เช่น แอ๊ด อู๊ด อ๊อด

• คำอื่น ๆ เช่น แหยม แขม ขอม เนี่ยม ตอง ราน ฯลฯ

• สร้างคำผสมโดยใช้คำที่เป็นมงคลนำหน้าคำอื่น เช่น

แก้ว – แก้วตา แก้วดี แก้วคำ

บุญ – บุญตา บุญเหลือ บุญมี บุญมา บุญเรือง บุญธรรม

ทอง – ทองอุ่น ทองใบ ทองดี ทองคำ ทองอ่อน

จันทร์ – จันทร์แก้ว จันทร์ดี จันทร์ทิพย์ (ติ๊บ) จันคำ จันทรา (จั๋นตา)

คำ – คำเรือน คำหน้า คำผง คำฝอย คำน้อย คำตั๋น

สาย – สายทอง สายบัว สายใจ สายฝน

บัว – บัวตอง บัวคำ บัวผิน ผัวผาย บัวเผื่อน

หนู – หนูอินทร์ หนูอิ่ม หนูปั่น หนูนาย

ไทยวนปัจจุบันนิยมตั้งชื่อบุตรหลายของตนด้วยคำบาลีสันสกฤตที่ไพเราะ โดยยึดคัมภีร์มหาทักษาเป็นหลัก

ผู้อาวุโสจะเรียกเด็กชาย โดยใช้คำว่า “ ไอ่ ” หรือ บ่า นำหน้าชื่อ เรียกเด็กผู้ชาย โดยใช้คำว่า “ อี่ ” นำหน้าชื่อ เช่น ไอ่แดง บ่าแดง อี่แดง ฯลฯ ส่วนผู้เยาว์จะใช้คำดังกล่าวนำหน้าชื่อผู้อาวุโสไม่ได้เป็นอันขาด ถือว่าขาดความเคารพ ยกเว้นคำว่า “ อี่ ” คนยวนนำคำนี้มาเรียกพ่อแม่ได้ เช่น อี่พ่อ (อี่ป้อ) อี่แม่ ไม่ถือว่าขาดความเคารพแต่อย่างใด

ชายเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ก็จะบวชเป็นภิกษุ ถือว่าเป็นงานสำคัญของพ่อแม่และเป็นงานสำคัญของผู้บวชด้วย พิธีการบวชจะเริ่มจากไปพบพระอุปัชฌาย์ให้กำหนดวันบวช นิมนต์พระอื่นเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของการบวช และบอกญาติมิตรให้มาร่วมอนุโมทนาด้วย

ก่อนจะถึงวันบวช ผู้จะบวชต้องไปอยู่วัดประมาณ 7 – 9 วัน เพื่อฝึกขานนาค ฝึกปรนนิบัติพระให้รู้ธรรมเนียมของชีวิตการเป็นภิกษุ ทั้งเป็นการปลอดภัยสำหรับผู้ที่จะบวชด้วย เมื่อวันงานจึงมาที่บ้าน

ตามปรกติงานบวชจะมี 3 วัน วันแรกเรียกว่าวันดาปอย (ดา – เตรียม ปอย – งาน) วันนี้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านจะมาช่วยเตรียมงาน เช่น ทำขนม ขนมที่ต้องทำไว้ให้มากคือ ข้าวต้มผัด ยวนเรียกว่า “ เข้าต้มป๊าว ” และช่วยกันตกแต่งบ้าน สถานที่ วันที่สองเรียกว่าวันสุกดิบ วันนี้ญาติมิตรจะมาร่วมอนุโมทนาบุญด้วย (ยวนเรียก ฮอมปอย – ช่วยงาน) ผู้มาช่วยงานจะเอาข้าวสารใส่ขันประมาณครึ่งขัน พร้อมกับเอาเงินใส่ซองมามอบให้เจ้าภาพ เจ้าภาพเทข้าวสารออกจากขันแล้วก็จะเอาขนมที่เตรียมไว้ เช่น ข้าวต้มผัดใส่ขันคืนไป จากนั้นก็เลี้ยงอาหาร กันเรื่อยไป ตอนบ่ายก็มีพิธีทำขวัญนาค น่าสังเกตว่าไทยวนสระบุรีจะไม่มีการทำขวัญนาคด้วยภาษายวน แต่นิยมทำขวัญนาคแบบไทยภาคกลางทั่วไป ในช่วงค่ำคืนนี้หากเจ้าภาพมีฐานะดีก็จะมีมหรสพสมโภชนาคของตน รุ่งเช้าก็จะนำนาคไปวัด อาจให้นาคขี่ช้างหรือขี่ม้าหรือขี่คอคนแห่ไปเป็นที่สนุกสนาน เมื่อทำพิธีอุปสมบทเสร็จแล้ว ญาติก็จะนั่งเป็นสองแถวหันหน้าเข้าหากัน เว้นช่องกลางให้พระใหม่เดินผ่าน ญาติจะเอาดอกไม้ ธูปเทียน เงิน ใส่ถุงย่ามให้พระบวชใหม่ถือว่าได้บุญมาก ปูผ้าให้พระใหม่เหยียบถือว่าเป็นผ้ามงคล หรือนอนคว่ำให้พระใหม่เดินเหยียบถือว่าได้บุญ จากนั้นก็ถวายอาหารแด่พระสงฆ์ เลี้ยงอาหารญาติพี่น้อง แล้วมีเทศน์อานิสงส์เป็นอันเสร็จพิธีการอุปสมบท

ปัจจุบันการบวชนิยมจัดงานวันเดียว คือเข้าทำขวัญนาคหรือนิมนต์พระมาเทศน์สอนนาคแทนการทำขวัญ จากนั้นก็นำนาคเข้าสู่อุโบสถทำพิธีอุปสมบท เมื่ออุปสมบทเสร็จก็ถวายเพลแด่พระสงฆ์พร้อมกับเลี้ยงอาหาร (นิยมโต๊ะจีน อาหารจีน) แก่ญาติมิตรที่มาร่วมงาน เป็นอันเสร็จพิธี

สมัยก่อนภิกษุนิยมบวชอยู่อย่างน้อยสอง พรรษา จึงลาสิกขา ไทยวนเมื่อลาสิกขาแล้วจะได้นามว่า “ หนาน ” นำหน้าชื่อของตน เช่น หนานแก้ว หนานปั๋น ฯลฯ หากขณะที่อุปสมบทอยู่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส คนยวนเรียก “ ตุ๊หลวง ” เมื่อลาสิกขาแล้วจะได้นามว่า “ หลวง ” ติดมาด้วย เช่น หลวงเยีย หลวงเหมือย เป็นต้น

เมื่อลาสิกขาแล้วจะอยู่ที่วัน 3 – 7 วัน เพื่อทำความสะอาดวัด ตอนบ่ายหนานสึกใหม่จะนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อเชิ้ต พาดผ้าขาวม้าไหม มือข้างหนึ่งถือไม้ตะพดเลี่ยม มือข้างหนึ่งถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปกราบขอพรจากผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน เช้าวันที่จะออกจากวัดนิยมให้หลานสาวหรือน้องสาว (ถ้าไม่มีก็ขอวานสาวอื่น) มารับออกจากวัด ถือเป็นเคล็ดว่าจักได้แต่งงานในไม่ช้า
ชายเมื่อลาสิกขาออกมาเป็นหนานแล้วก็จะ หาช่องทางแต่งงาน เมื่อผูกรักสมัครใจกับหญิงใดหรือญาติแนะนำให้แต่งงานกับผู้ใด ก็จะส่งเถ้าแก่ไปทาบทามกับผู้ปกครองฝ่ายหญิง เมื่อได้รับคำตกลงด้วยก็จะกำหนดค่าสินสอดทองหมั้น กำหนดวันแต่ง โดยทำพิธีหมั้นก่อน จากนั้นถึงวันแต่งงานก็จะยกขันหมากไปแต่ง พิธีการแต่งงานของไทยวนสระบุรีจะเป็นแบบไทยภาคกลางทั่วไป จักไม่นำมาในรายละเอียด ณ ที่นี้ จักข้ามไปยังประเพณีงานศพต่อไป

คนยวนไม่นิยมตั้งศพผู้ ที่ตายนอกบ้านไว้ในบ้าน แต่จะนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัด แม้จะตายภายในเขตบ้านแต่ไม่ได้ตายบนเรือน ก็นำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเช่นกัน

คนยวนก็เหมือนคนไทยถิ่น อื่น คือมีน้ำใจต่อกันช่วยเหลือกัน เมื่อมีคนตายเกิดขึ้นในหมู่บ้านผู้ใดทราบเป็นคนแรกก็จะรีบไปบอกเพื่อนบ้าน ให้รู้ ผู้ที่รู้แม้จะมีงานอยู่ในมือก็จะละงานนั้น รีบมายังบ้านศพทันที แต่ละคนจะรู้ว่าตัวเองควรทำอะไร ผู้ชายกลุ่มหนึ่งก็จะไปหาอาหารเพื่อเตรียมทำกับข้าวเลี้ยงกัน ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งก็จะเข้าครัวเอาของใช้ออกมาเตรียมล้างเพื่อใช้ต่อไป ผู้ที่เหลือก็จะเตรียมอาบน้ำศพโดยต้มน้ำร้อนเอาใบไม้อะไรก็ได้ใส่ลงไปด้วย เช็ดตัวศพด้วยน้ำเย็นและน้ำร้อนจนสะอาด ประแป้งพอสมควร แต่งตัวศพด้วยเสื้อผ้าที่ผู้ตายรักแต่กลับข้างหน้าไว้หลังกลับหลังไว้หน้า ฉีกเสื้อผ้าเล็กน้อย จากนั้นก็มัดตราสัง คนยวนเรียกว่า “ ห้างลอย ” คือเอาด้ายเส้นใหญ่มาผูกที่คอ (ปุตฺตํ คีเว) ผูกที่ข้อมือ (ธนํ หตฺเถ) ผู้ที่ข้อเท้า (ภริยํ ปาเท) เอาดอกไม้ธูปเทียนใส่กรวยใบตองใส่มือศพเพื่อให้ไปไหว้พระเกศแก้วจุฬามณี จากนั้นก็คอยเวลาที่จะนำใส่โลงต่อไป

โลงศพ (หีบศพ) คนยวนเรียกว่า “ หล้อง ” ทำด้วยไม้ปากโลงศพจะผายออก คือกว้างกว่าก้นหีบฝาที่ครอบหีบศพเรียกว่า “ แมว ” ทำคล้ายหลังคาเรือนทรงปั้นหยา คือมีหลังลาดลงมา ประด้วยกระดาษสีสวยงาม อาจติดธนบัตรบนแผงยอดหลังคานี้ด้วยก็ได้

เมื่อทำโลงศพเสร็จแล้ว ผู้อาวุโสก็จะทำน้ำมนต์ธรณีสารประพรมที่เครื่องมือ ประพรมผู้คนที่ช่วยกันทำ เพื่อกันเสนียดจัญไร รวมทั้งประพรมหีบศพ คาถาทำน้ำมนต์ธรณีสารของปู่หลวงเหมือย ปัญญาไว บ้านต้นตาล มีว่า “ สิโร เม พุทฺธเทวญฺจ นราเก พฺรหฺมเทวตา หรติเย พิสฺสนูกญเจว ปสิทฺธิ เม ” จากนั้นก็นำศพเข้าโลง ถ้าเป็นศพของพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ จะตั้งไว้ทางทิศเหนือของตัวเรือน หัวศพจะหันไปทิศตะวันตกเสมอ จุดตะเกียง 1 ดวง ไว้ใกล้หีบศพ (ล้านนาเรียกว่า “ ไฟยาม ” )ตอนเช้าจะนำสำรับอาหารมาวางใกล้หีบศพทุกเช้าไป

กลางคืนจะนิมนต์พระสงฆ์ มาสวดพระอภิธรรม เมื่อพระสงฆ์สวดจบแต่ละบทก็จะตีฆ้องสลับระหว่างบทเรื่อยไปญาติมิตรก็จะมา ร่วมฟังพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมทุกคืนไป เรียกงานศพว่า “ งันเฮือนดี ” รุ่งเช้าก็นิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารที่หน้าศพ เรียกว่า “ ตักบาตรตีนไม้ ” (ไม้ ล้านนาแปลว่า เมรุลอย)

ถ้าเป็นศพที่ตายโหง ตายพราย หรือตายเพราะถูกฟ้าผ่า จะนำศพไปฝังทันที เมื่อครบสามปีแล้วขึงขุดขึ้นมาบำเพ็ญกุศลเพื่อเตรียมเผาต่อไป

วันเผาศพนั้น คนยวนมีข้อนิยมดังนี้

1. ข้างขึ้นห้ามเผาวันคู่ ข้ามแรมห้ามเผาวันคี่

2. วันในสัปดาห์ ท่านห้ามเผาศพวันพระ เพราะวันเช่นนี้เป็นวันบำเพ็ญกุศล เผาศพวันนี้ไฟอาจไหม้สัตว์ตายเป็นบาปได้ ไม่เผาศพวันพฤหัสบดี ด้วยถือว่าวันนี้เป็นวันครู ไม่เผาศพวันศุกร์ ถือว่า “ เผาศพวันศุกร์ให้ทุกข์แก่คนเป็น ” เพราะเทียบเสียงศุกร์ว่าสุข ตายวันเสาร์ห้ามเผาวันอังคารและห้ามเผาวันที่ตรงกับวันเกิดของผู้ตาย เมื่อถึงวันที่นำศพไปเผา ก็จะนำศพไปวัดหรือป่าช้า (ยวนเรียก ป่าเฮี่ยว) เมื่อศพพ้นประตูเรือนผู้อยู่บนเรือนก็จะเทน้ำออกจากตุ่ม (ในล้านนามีการโยนหม้อน้ำทิ้ง) มีชายโปรยข้าวตอกนำหน้าศพ มีคนถือตุง (ธง) สามหางนำหน้าด้วย พระสงฆ์จะเป็นผู้จูงศพไป นำศพไปตั้งไว้ที่อันควร เช่น บนศาลาแล้วนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงธรรมจบแล้วพระสงฆ์มาติกาบังสุกุลแล้วเคลื่อน ศพไปยังเมรุที่เตรียมไว้

ชาวไทยวนได้ชื่อว่ามี ฝีมือในการเมรุ โดยเอาหยวกกล้วยมาแทงสลักลวดลายต่าง ๆ อย่างสวยงาม เมื่อนำศพมาเวียนซ้ายเมรุครบสามรอบแล้วก็จะวางศพลงให้ญาติมาประพรมน้ำศพอีก ครั้งหนึ่งนิมนต์พระสงฆ์มาพิจารณาผ้าบังสุกุลแล้วจึงนำศพขึ้นสู่เมรุ สัปเหร่อจะตัดด้ายตราสังออก ผ่ามะพร้าวเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ พลิกศพให้ตะแคง จากนั้นจึงเริ่มวางไฟ ทุกคนก็วางไฟ พระสงฆ์เริ่มสวดหน้าไฟ ก่อนกลับทุกคนต้องล้างมือด้วยน้ำที่มีมะกรูดส้มป่อยเพื่อล้างสิ่งที่ไม่ดี ออก สัปเหร่อและญาติจะช่วยดูแลให้ไฟไหม้ศพให้เรียบร้อยก่อนจึงกลับได้

สมัยก่อนเผาศพแล้วสามวัน จึงเก็บกระดูกไปบำเพ็ญกุศล เรียกว่า “ ฟื้นเฝ่า ” โดยนิมนต์พระสงฆ์ 4 รูปมาทำพิธีญาติจะเกลี่ยเถ้าและกองกระดูกให้เป็นรูปคน พระสงฆ์จะสวดบทบังสุกุลตาย (อนิจฺจา วต สงฺขารา) จบแล้วญาติเกลี่ยเถ้าและกระดูกกลับทิศทาง พระสงฆ์จะสวดบทบังสุกุลเป็น (อนิรํ วต ยํ กาโย) จบแล้วก็เลือกเก็บกระดูกใส่ภาชนะนำมาบำเพ็ญกุศลที่บ้าน

ที่บ้านผู้ตาย จะปลูกศาลเพียงตาสี่เสาไม่สูงนัก ทำร้านบนศาล มีบันไดขั้นคู่พาดขึ้นศาลนี้ ปักร่มที่ศาล วางภาชนะที่ใส่กระดูกผู้ตายบนศาลนี้ มีเสื้อผ้าของผู้ตาย กระจก หวี น้ำมัน แป้ง วางถาดใส่ขี้เถ้าไว้ด้วย นำสายสิญจน์มาวงรอบนำขึ้นสู่เรือน เย็นนี้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์

รุ่งเช้านิมนต์พระสงฆ์ ดังกล่าวมารับอาหารบิณฑบาตที่บ้าน เมื่อเจ้าภาพเตรียมอาหารไว้หน้าพระสงฆ์แล้ว จะมีผู้นำกล่าวคำถวายสังฆทานเพื่ออุทิศกุศลให้ผู้ตายเรียกว่า “ เวนทาน ” เป็นคำกล่าวด้วยภาษายวนที่ยืดยาวพรรณนาไพเราะมาก จากนั้นก็ประเคนอาหารแด่พระสงฆ์ เมื่อพระฉันเสร็จลากลับ จากนั้นก็เลี้ยงญาติที่มาร่วมงาน แล้วมีพระธรรมเทศนาอานิสงส์ 1 กัณฑ์ เป็นเสร็จพิธี

หลังจากนั้น ในวันหรือปีต่อ ๆ มา หากประสงค์จะทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายอีก ก็จะทำได้หลายวิธี เช่น

ทานขันเข้า จะ นำอาหารใส่สำรับ มีน้ำ 1 แก้ว ไปประเคนพระสงฆ์ บอกท่านว่าต้องการอุทิศบุญนี้ไปให้แก่ผู้ใด พระสงฆ์ท่านจะกรวดน้ำกล่าวคำอุทิศเป็นภาษายวนให้ เป็นถ้อยคำที่ไพเราะ ฟังแล้วจะรู้สึกว่าวิญญาณของผู้ตายจะมารับผลบุญนั้นจริง ๆ

พอยข้าวสังฆ์ (อ่าน “ ปอยเข้าสัง ” ) อันนี้เป็นงานใหญ่ โดยเข้าภาพจะบอกญาติมิตรมาร่วมงานนี้ด้วย พิธีจะเริ่มจากนิมนต์พระสงฆ์ 25 รูปมาเจริญพระพุทธมนต์เย็น รุ่งเช้ามารับถวายอาหารบิณฑบาตที่บ้านงาน เจ้าภาพจะจัดของใส่ชะลอม (ก๋วย) ถวายพระด้วย เลี้ยงอาหารญาติที่มาร่วมงานแล้วมีเทศน์อานิสงส์ 1 กัณฑ์

ปัจจุบันงานปอยข้าวสังฆ์ นิยมถวายหนังสือเทศน์ เช่น พระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ หรือยอดไถลปิฎกะและกรรมวาจา ถวายปราสาทผึ้งร่วมด้วย จุดประสงค์ของงานปอยข้าวสังฆ์ก็เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ตาย เป็นการตอบแทนพระคุณของบุพการี

โปรดสังเกตว่าทุกงานจะจบ ลงด้วยการมีเทศน์อานิสงส์ ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าภาพเกิดความปีติเพิ่มพูนว่าจนบำเพ็ญกุศลแล้วจะได้รับผล อย่างใดบ้าง

ปราสาทผึ้งจะเป็นส่วนประกอบของงานบุญต่าง ๆ เช่น งานกฐิน ก็นิยมทำปราสาทผึ้งร่วมถวายด้วย

4. ประเพณีอื่น ๆ

การถวายสลากภัตต์ (ไทยวนล้านนาเรียกว่า ทานก๋วย ทานกวยสลาก ) ไทยวนสระบุรีเรียกว่า บุญกินเข้าสลาก บุญนี้ไม่มีกำหนดตายตัวในวันทำ คือจะทำเมื่อใดก็ได้ แต่ส่วนมากนิยมทำเมื่อมีผลไม้สุกมาก ๆ หรือทำเมื่อออกพรรษาแล้ว

งานนี้จะเริ่มเมื่อทางวัดตกลงกำหนดวัน ถวายแล้วก็จะประกาศรับสมัครเจ้าภาพ เมื่อรู้จำนวนเจ้าภาพแน่นอนว่าจะมีกี่กระจาดแล้ว ก็นิมนต์พระสงฆ์ต่างวัด (และในวัด) ให้ครบตามจำนวนสลากภัตที่มีเข้าภาพรับไว้ เจ้าภาพจะเตรียมจัดทำกระจาด โดยเอาไม้ไผ่มาสนเป็นกระจาดกลมลายเฉลวมีกระดาษประดับสวยงาม ภายในกระจาดก็หาของกินของใช้อันควรแก่สมรบริโภคมาใส่ไว้ ส่วนเข้าภาพที่มีทรัพย์มากและมีฝีมือก็จะทำกระจาดของตนให้สวยงามขึ้นไปอีก โดยปักไม้กลางกระจาด ตกแต่งให้เป็นช่อชั้นสวยงาม

เมื่อถึงวันงานก็นำกระจาดเหล่านี้ไปตั้ง บนร้านที่ทางวัดเตรียมไว้ เจ้าภาพก็ขึ้นไปบนศาลาพระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนามาก็จะนั่งบนอาสนสงฆ์ มีเทศน์อานิสงส์สลากภัต สมัยก่อนนิยมเอาเด็กที่อ่านหนังสือยวนออกหัดเทศน์ แล้วบวชเณรเทศน์วันนี้ (เทศน์จบบ่ายก็สึก) เมื่อเทศน์จบก็จะกล่าวคำถวายสลากภัต ให้พระสงฆ์จับสลากแล้วก็จะอนุโมทนา จากนั้นก็ลงจากศาลามารับประเคนสลากภัตที่จับสลากได้ บรรดาศิษย์ที่ติดตามพระสงฆ์มา ก็จะช่วยขนกลับยังวัดของตน

ที่จริงสลากภัตเป็นบุญที่คนไทยทำกันทั่ว ไป แต่จุดเด่นของงานสลากภัตไทยวนสระบุรี อยู่ตรงที่ฝีมือในการตกแต่งประดับประดาต้นสลากภัตของตนให้สวยงาม ดูจะเป็นการประกวดกันไปในตัว

ประเพณีตรุษ สงกรานต์ เมื่อถึงเทศกาลนี้ไทยวนสระบุรี นิยมทำกิจกรรม 3 ประการ คือ ทำบุญ แทนคุณ และเล่นสนุก

ทำบุญ ทุกเช้าชาวบ้าน จะนำอาหารไปตักบาตรทำบุญที่วัดทุกวันจนสิ้นวันตรุษ – สงกรานต์ ก่อนวันสรงน้ำพระ จะมีการก่อพระเจดีย์ทราย วันต่อไปจะมีการสรงน้ำพระ ถือว่าเป็นวันสุดท้ายของาน

แทนคุณ ในเทศกาลเช่น นี้ จะนำอาหาร เสื้อผ้า ไปมอบแก่ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ รดน้ำดำหัว ขอขมา และขอพรจากท่าน นิมนต์พระมาสวดบังสุกุลอัฐิบรรพบุรุษของตน

เล่นสนุก สมัยก่อน กลางวันนิยมเล่นรำวงกันที่วัด โดยตีกลองรำมะนาเสียงดังกระหึ่ม หนุ่มสาวจะเล่นรำวงกันสนุกสนาน ตกเย็นก็จะนัดเล่นรวมกันที่บ้านใดบ้านหนึ่งโดยหาฟืนมาติดไฟให้สว่าง อาจเล่นรำวง หรือเล่นเข้านางแมว นางกระด้ง นางหมอน จนดึกจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน รุ่งเช้าสาย ๆ ก็พบกันที่ลานวัดอีก ปัจจุบันการเล่นสงกรานต์นิยมเล่นกันในวันสรงน้ำพระเพียงวันเดียว

ประเพณีตีกลองประจำวัด แต่ ละวัดจะมีกลองอยู่สองชุด ชุดหนึ่งคือกลองทัด 1 คู่ ชาวบ้านเรียกว่ากลองเพล จะตีสามบอกเวลาเพล และจะตีกลองนี้อีกครั้งหนึ่งเมื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จโดยตีรัวสามลา ตีระฆังประกอบด้วย เมือตีจบก็จะตีบอกวัน ถ้าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ก็จะตี 1 ตูม วันจันทร์ก็ตี 2 ตูม ฯลฯ สมัยก่อนเมื่อปฏิทินและนาฬิกายังไม่มีแพร่หลาย ชาวบ้านจะรู้จักเวลาก็โดยอาศัยฟังเสียงกลองที่ตีในวัด กลองอีกชุดหนึ่งประกอบด้วยกลองใหญ่ 1 ใบ ชาวบ้านเรียกว่า กลองเทิ่ง เพราะเสียงดังเทิ่ง อีกสอบใบเป็นกลองขนาดเล็กผูกติดกับกลองใหญ่ เรียกตามเสียงเช่นกันว่า กลองตุ๊บ และกลองต๊ะ กลองคู่นี้วันธรรมดาจะตีประมาณ 5 โมงเย็น ตี ตุ๊บ – เทิ่ง ช้าเร็วสลับกันไป บอกเวลาว่าเย็น 5 โมงแล้ว พระ – เณร ในวัดก็จะเตรียมสรงน้ำเพื่อเตรียมทำวัตรสวดมนต์ต่อไป ชาวนาที่อยู่กลางทุ่งนาก็จะเตรียมเข้าบ้าน หากมีแขกก็จะปล่อยแขกกลับบ้าน กลองตุ๊บเทิ่งนี้จะตีอย่างไพเราะเป็นพิเศษในคืนวันโกนและคืนวันพระ มีการตีฆ้องสลับร่วมด้วย ผู้ที่ตีเก่ง ๆ จะสามารถตีให้มีท่วงทำนองไม่ซ้ำกันเลย เช่น ตุ๊บ-ต๊ะ-ตุ๊บ-เทิ่ง-ตุ๊บ-หมุ่ย (หมุ่ยคือเสียงฆ้อง) เทิ่ง-ตุ๊บ-เทิ่ง-ตุ๊บ-เทิ่ง-ตุ๊บ-หม่ย ฯลฯ บางทีก็มีผู้แปลทำนองกลองออกมาว่า “ สาวเก็บเห็ด แม่ฮ้างเก็บกุ้ง เก็บใส่ไหน เก็บใส่ท้องบุ้ง ” เล่ากันว่าวัดบ้านยวนแห่งหนึ่ง มีพระสงฆ์ชื่อพระทะ พระเที่ยง และพระตุ้ย คนยวนเรียกพระว่า “ ตุ๊ ” เวลาตีกลองใหญ่เป็นทำนองเด็กวันก็จะแปลเสียงกลองเป็นเสียงพูดว่า “ ตุ๊ทะ ตุ๊ทะ ตุ๊เที่ยง ตุ๊เที่ยง ตุ๊เที่ยง ตุ๊ตุ้ย ” คำว่า “ ตุ้ย ” จะลงพร้อมกับเสียงฆ้องพอดี

  • ความเชื่อเรื่องผี คนไทยวนสระบุรีก็เหมือนคนถิ่นอื่นที่เชื่อว่า คนที่ตายไปแล้ว ยังมีวิญญาณล่องลอยอยู่ ผีเหล่านี้อาจให้คุณให้โทษต่อคนได้ ผีที่คนยวนเชื่อมีประเภทดังนี้

ผีเรือน หรือผีกระจำ ตระกูล หรือผีบรรพบุรุษ คนยวนเรียกว่าผีปู่ย่า โดยคนยวน 1 ตระกูลจะมีศาลผี (หิ้งผี) อยู่ที่บ้านญาติคนใดคนหนึ่ง เมื่อลูกหลานในตระกูลนี้แต่งงานก็จะพากันมาไหว้ผีปู่ย่าที่บ้านนี้ หรือเทศกาลสงกรานต์ก็จะมีบรรดาญาติในตระกูลนี้มาไหว้ผีรวมกัน เชื่อกันว่าหากไหว้ดีพลีถูกผีปู่ย่าก็จะอำนวยอวยพรให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็น สุข แต่ถ้าห่างเหินหรือปฏิบัติผิด ผีปู่ย่าก็จะลงโทษเอา เช่น ให้เจ็บป่วยบ้าง ให้เดือดเนื้อร้อนใจบ้าง ให้ประสบอุบัติเหตุบ้าง

ผีประจำหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านจะมีศาลผีประจำอยู่ บางหมู่บ้านจะมีมากกว่าหนึ่งศาลก็มี ที่บ้านไผ่ล้อม อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี จะมีศาลเจ้าชื่อ “ ปู่เจ้าเขียวเปลวโปร่งฟ้า ” เล่ากันว่าเดิมท่านอยู่ที่เชียงดาว เชียงใหม่ คราวที่คนยวนอพยพมาอยู่เสาไห้ สระบุรี ผู้คนขอให้ท่านเดินทางมาด้วยเพื่อคุ้มครองลูกหลานยวนอพยพคราวนั้น และก็ปลูกศาลให้ท่านอยู่ แต่ท่านจะกลับไปอยู่ที่เชียวดาว เมื่อถึงวันปีใหม่ สงกรานต์ก็จะมาเยี่ยมลูกหลานยวน เสาไห้ สระบุรี ทุกปี

ผีประจำวัด เรียกว่า เสื้อวัด ทุกวัดจะมีศาลผีนี้อยู่ บางวัดก็มีมากกว่าหนึ่งศาล มีความศักดิ์สิทธิ์เล่าขานแตกต่างกันไป เวลามีงานวัดจะต้องจุดธูปบอกเล่าท่านก่อน และมีอาหารเซ่นท่านด้วย

ผีประจำท้องนา คนยวนเรียกว่าเสื้อนา ความเชื่อเรื่องนี้มีมานานมาก ดังปรากฏในหนังสือ กฎหมายมังรายศาสตร์ ฉบับวัดเสาไห้ กล่าว ไว้ตอนหนึ่งว่า “ ผู้ใดขี้ใส่ข้าวแรกท่านตั้งแต่ตอนหว่านกล้าไปจนถึงตอนจะย้ายไปปลูก จะเก็บเกี่ยวให้มันหาเหล้า 2 ไห ไก่ 2 คู่ เทียน 2 เล่ม ข้าวตอกดอกไม้ มาบูชาขวัญข้าวและเสื้อนา ผิเพียงแต่เยี่ยว ไม่ได้ขี้ ให้มันหาไก่คู่หนึ่ง เหล่าขวดหนึ่ง เทียนคู่หนึ่ง ข้าวตอกดอกไม้ บูชาเสื้อนา.. ” ความเชื่อเรื่องเสื้อนานี้ เมื่อถึงเดือนหก แม่บ้านจะทำขนมบัวลอยไปวางเซ่นที่นาเพื่อเลี้ยงเสื้อนาของตนทุกปี

ผีที่มีอยู่ในตัวคน ผี เช่นนี้จะมีอยู่ในบางคนเท่านั้น เช่น ผีปอบ การที่จะรู้ว่าใครเป็นปอบนั้น จะรู้ได้เมื่อผีนี้เข้าสิงใคร ผู้นั้นจะร้องโหยหวน หมอไล่ผีจะขู่ถามว่า “ มึงคือใคร มาจากไหน ” เมื่อมันยอมต่ออำนาจของหมอไล่ผี มันก็จะบอกชื่อและที่อยู่ของมัน ก็จะรู้ว่าผู้นั้นเป็นปอบ สาเหตุที่เป็นปอบมีเล่าไว้ต่างกัน เช่น สืบทอดมาทางเชื้อพันธุ์ หรือเป็นนักเล่นของขลัง แต่ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ของขลังนั้นจะกลายเป็นผีมาสิงสู่อยู่ในตัวของผู้นั้น เป็นต้น

ผีที่มาตามคำขอ ผี ประเภทนี้จะมาเมื่อขอร้องให้มา และจะไปเมื่อขอร้องให้ไป เช่น ผีประเภทเจ้าพ่อต่าง ๆ จะมาประทับทรงเมื่อคนทรงทำพิธีเชิญให้มาประทับทรง เมื่อแรกนั้นมักจะมาประทังเองโดยไม่ต้องเชิญ ผีอีกประเภทหนึ่ง หนุ่มสาวจะเชิญมาเล่นสนุกด้วยในเทศกาลสงกรานต์ เช่น ผีนางกระด้ง ผีนางแมว ผีนางหมอน เป็นต้น วิธีการเชิญผีประเภทหลังนี้ มักจะให้หญิงสาวเป็นร่างโทรโดยผูกตาหญิงนั้น ประนมมือ เพื่อน ๆ ก็จะร้องเพลงเชิญผี เมื่อผีนั้นมาเข้าร่าง สาวนั้นก็จะมีมือสั่นรัว เพื่อนก็จะแก้ผ้าที่ผูกตาออกให้หญิงนั่งก็จะลุกขึ้นรำอย่างสวยงาม จากนั้นก็จะถามเรื่องเนื้อคู่กันบ้าง ถามเรื่องโชคลางบ้าง เมื่อเห็นพอสมควรต้องการให้ผีนั้นออกไป เพียงร้องที่ริมหูหญิงผู้นั้นเบา ๆ ผีก็จะออกจากร่างนั้นไป
ประเพณีขึ้นท้าวทั้งสี่ ยวน เรียก “ ต๊าวตังสี่) หมายถึงทาวธตรฐ ท้าววิรูปักข์ ท้าววิรุฬหก และท้าวกุเวร ซึ่งเป็นเทวดาประจำทั้งสี่ทิศ (ท้าวจตุโลกบาล) ก่อนจะมีงานใดก็จะต้องทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่เสียก่อน โดยเลือกสถานที่เหมาะสมเอาไม้ 5 ท่อนมาปักเป็นเสา 4 มุม เสาต้นกลางสูงกว่าเสาอีกสี่ต้น บนเสานี้จะวางกระทงเครื่องเซ่น มีหมาก บุหรี่ ดอกไม้ ธูปเทียน กระทงเสากลางเป็นของพระอินทร์ ผู้รู้พิธีก็จะกล่าวอาราธนาให้เทพทั้ง 5 มารับของเครื่องเซ่น และช่วยปกป้องงานของตนให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

บทสรุป

ไทยวนสระบุรี คือไทยวนที่อพยพไปจากเมืองเชียงแสน เมื่อ พ.ศ. 2347 ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สระบุรีมาจนถึงทุกวันนี้ เอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นไทยวน ก็คือภาษาและประเพณีที่ละม้ายคล้ายคลังกับภาษาและประเพณีของชาวล้านนาไทย และยังเรียกตัวเองว่าเป็นคนยวนมาจนถึงทุกวันนี้

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง, หนังสือ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

การจัดการศึกษาของพระสงฆ์ในสมัยปัจจุบัน

บทที่ ๑

ประวัติการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงสมัยปัจจุบัน

ความหมายของการจัดการการศึกษาของพระสงฆ์

การจัดการศึกษาคณะสงฆ์ หมายถึง ระบบการจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม  แผนกธรรม แผนกบาลี  แผนกสามัญศึกษา  และการศึกษาระดับอุดมศึกษา

๑.การจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม “แผนกธรรม” หมายถึงการจัดการการเรียนการสอนประโยคนักธรรม ชั้นตรี-โท-เอก

๒.การจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม “แผนกบาลี” หมายถึง การจัดการเรียนการสอนประโยค ป.ธ.๑-๒ ถึงประโยค ป.ธ.๙

๓.การจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม “แผนกสามัญศึกษา” หมายถึง การจัดการเรียนการสอนโดยเสริมวิชาทางโลก เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้น

๔.การจัดการการศึกษาระดับอุดมศึกษา  หมายถึง เป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาวิชาชีพเฉพาะด้านเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมในอาชีพนั้นๆ

การศึกษาของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล

เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พระองค์ได้ทรงประกาศคำสอนใหม่ ซึ่งเป็นการปฏิวัติต่อคำสอน ของพราหมณ์ กำจัดความเชื่อถือเรื่องวรรณะ ไม่ให้ถือเอาชาติกำเนิดเป็นเครื่องแบ่งแยกความสูง ต่ำและสิทธิของมนุษย์ ให้ถือว่าทุกคน ทุกวรรณะเกิดมามีความเสมอภาคกัน จะดี จะชั่ว จะประเสริฐ หรือต่ำทราม เพราะการกระทำ และการประพฤติดีของตนเอง จะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร จัณฑาลหรือปุกุสะก็ตาม ทำดีก็ได้ผลดีเหมือนกัน ทำชั่วก็ได้ผลชั่วเหมือนกัน คนใดปฏิบัติ ธรรมก็ได้ความสงบทางจิต มีความก้าวหน้า ถึงจุดหมายของศาสนาได้เหมือนกัน ชาติกำเนิด ไม่สำคัญ สำคัญที่การฝึกอบรม

นอกจากทรงประกาศคำสอน เพื่อให้เกิดผลทางการปฏิบัติทางความเชื่อถืออย่างใหม่ของประชาชนแล้ว พระพุทธเจ้าทรงนำหลักการนี้มาปฏิบัติให้เกิดผลในรูปสถาบันด้วย ทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้น คณะสงฆ์นี้เปิดรับบุคคลทุกวรรณะและนอกวรรณะ ทุกคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกของสถาบันสงฆ์นั้นแล้วมีสิทธิเสมอกันในทางด้านการปกครองและชีวิตทางสังคม มีข้อกำหนดเพียงให้แสดงความเคารพกันตามลำดับอายุสมาชิกภาพ และมีโอกาสเท่าเทียมกันในการที่จะได้รับการศึกษาอบรมตลอดจนปฏิบัติเพื่อเข้าถึงจุดหมายสูงสุดในชีวิตที่สงฆ์จะเข้าถึงได้ สถาบันวัดกลายเป็นสถาบันทางการศึกษา เพราะเป็นที่ฝึกหัดอบรม บรรยากาศภายในวัดรวมถึงวิถีชีวิตของพระสงฆ์ภายในวัดเป็นบรรยากาศสำหรับฝึกหัดพัฒนาคนและพัฒนาตนให้เดินไปในวิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงาม ตามระบบพัฒนาคน ๓ ด้าน ที่เรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่

๑.  ฝึกฝนพัฒนาในการแสดงออกทางกายและวาจา (อธิศีล)
๒.  ฝึกฝนพัฒนาด้านคุณภาพ สมรรถภาพ และสุขภาพจิต (อธิจิต)
๓.  ฝึกฝนพัฒนาสมองหรือปัญญา (อธิปัญญา)[๑]

พิจารณาจากประวัติการประดิษฐานพระพุทธศาสนา  จะเห็นได้ว่าคณะสงฆ์ใน ความหมายที่แท้นั้น พระพุทธเจ้าทรงตั้งขึ้นเป็น “สังคมตัวอย่าง” ที่มีการจัดระบบต่าง ๆ ทั้งใน การปกครอง การเลี้ยงชีพ ชีวิตทางสังคม  ตลอดจนการศึกษาอบรมทุกอย่าง โดยให้สมาชิก ทุกคนมีสิทธิ์และมีส่วนร่วมในกิจกรรมและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของสถาบันโดยทั่วถึงและเท่าเทียม กัน มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน เคารพในคุณค่าของกันและกัน อยู่ด้วยความกลมกลืนประสานกัน เป็น ระเบียบเรียบร้อย มีความปลอดโปร่งเป็นอิสระทั้งทางกาย ทางวาจา และความคิด มีโอกาสพร้อม บริบูรณ์ที่จะให้ความสามารถ และคุณสมบัติต่าง ๆ ของตน ๆ ได้รับการฝึกอบรมเจริญก้าวหน้า โดยเต็มที่ถึงขีดสุดเท่าที่ตนจะทำได้ในมรรคาแห่งการปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงจุดหมายของพระศาสนา คือให้ทุกคนมีสิทธิในการปกครองสถาบันของตน มีปัจจัย ๔ พอเหมาะพอดีแก่การที่จะให้ชีวิตดำรง อยู่ด้วยความสะดวกสบายพอสมควร และช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ได้ผลดี สมาชิกทุกคนอยู่ร่วม กัน โดยให้ความเคารพนับถือกันฉันพี่น้อง ช่วยเหลือกันและให้โอกาสแก่กันในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้จบการศึกษาอบรมแล้ว หรือศึกษาต่ำกว่า ผู้รับการศึกษาจะต้องฝึกฝนอบรมตนเอง ด้วยตั้งใจจริงเต็มหน้าที่และความสามารถของตน

หลักทางพระพุทธศาสนาส่งเสริมให้มีการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านหลักธรรม เช่น เรื่อง พระนิพพาน การกำจัดอวิชชา ไตรสิกขา การเน้นปัญญา ความสำคัญของกัลยาณมิตร ความ เป็นพหูสูต เป็นต้น หรือทางพระวินัย เช่น การถือนิสัยของพระนวกะ การร่วมประชุมในอุโบสถ เดียวกัน การนั่งประชุมแสดงธรรม สนทนาสากัจฉา อภิปราย ตอบปัญหาธรรมกันเป็นต้น ทั้งนี้ โดยมีวัดเป็นสถาบันการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ของพระภิกษุ เป็นชีวิตที่มุ่งต่อการฝึกฝนอบรมและ การให้การศึกษาอบรม ดังนั้น ชีวิตของสังคมภิกษุจึงมากไปด้วยกิจกรรมการศึกษา พัฒนาการทาง การศึกษาของอารยันที่ได้จากพระพุทธศาสนา

การศึกษาคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ดำเนินตามแนวไตรสิกขา โดยยึดถือพุทธพจน์ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก มีความมุ่งหมายสำคัญ เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติตน ดำรง รักษาและเผยแผ่พรหมจรรย์อันเป็นระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ ดำเนินชีวิตตามหลักการแห่ง พระธรรมวินัย ต่อมา ได้แยกออกเป็นฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ  คือคันถธุระ  ได้ศึกษา พระธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และวิปัสสนาธุระ ได้แก่ การเรียนวิธีฝึกหัดจิตใจของ ตนเองให้ปราศจากกิเลส เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์ พุทธสาวก จึง ประชุมกันทำสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้ตรัสสอน ไว้มีจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จัดไว้เป็น ๓ หมวด คือ พระสูตร พระวินัย และ พระอภิธรรม เรียกรวมกันว่า พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาสืบมา

พระพุทธศาสนา มีองค์ประกอบในการจัดการศึกษาที่สำคัญอยู่ ๓ ประการ ได้แก่ ปริยัติ คือ การเล่าเรียน ปฏิบัติ คือ ลงมือกระทำ และ ปฏิเวธ คือ ประจักษ์แจ้งผลการศึกษาปริยัติ[๒] เป็นองค์ประกอบสำคัญ อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ ความเจริญทางการศึกษาหรือปริยัติของคณะสงฆ์ เป็นปัจจัยสำคัญ เกี่ยวกับความเจริญของพระพุทธศาสนา ลักษณะของการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

๑.  ระบบการรับเข้าศึกษาพระพุทธศาสนา ตามพุทธบัญญัติพระวินัย กุลบุตรที่จะเข้า มาสู่สถาบันแห่งนี้ต้องบรรพชาอุปสมบท สามเณรมีอายุ ๗ ปีขึ้นไป พระภิกษุอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป

๒.  ระบบการศึกษาของพระพุทธศาสนา เป็นแบบโรงเรียนกินนอน

๓.  สถานศึกษา คือ วัด

๔.  ชีวิตนักศึกษา ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกันตามพระวินัย ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ

๕.  ด้านปัจจัย ๔ ได้รับการดูแลและอุปถัมภ์โดยพระราชา อำมาตย์ พ่อค้า คหบดี และ ประชาชนทั่วไป

๖.  เครื่องแบบการแต่งกาย ใช้ผ้าบังสุกุลตามพุทธบัญญัติ เรียบง่าย สะอาด มีเพียง๓ ผืน

๗. วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อกำจัดตัณหา อันเป็นวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตาย เกิดของมนุษย์ และดำเนินตามมรรคมีองค์ ๘ คือ ทางสายกลางมุ่งเข้าสู่นิพพาน อันเป็นจุดหมาย สูงสุดของพระพุทธศาสนา

๘.  หลักสูตร  พระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก หลักสูตรนี้ใช้ หลักการท่องจำ เรียกว่ามุขปาฐะ โดยการแต่งเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง เพื่อสะดวกในการท่องจำ ผู้เรียนจะเลือกเรียนตามความสมัครใจ

๙.  วิธีสอน สอนด้วยการใช้มุขปาฐะ (ปากเปล่า) สนทนา การบรรยาย การถามตอบ แบบวางกฎข้อบังคับ

๑๐.  บทบาทของครู ครูผู้สอนมักเรียกว่า อุปัชฌาย์ อาจารย์ เป็นผู้มีบทบาทในการสอน ให้การอบรม ให้คำปรึกษา และสอบวัดผลด้วยตนเอง[๓]

 

การจัดการการศึกษาของพระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพาน

๑.ระบบการศึกษาแบบเถรวาท (พ.ศ. ๑-๕๐๐) รูปแบบการศึกษามี ๒ ลักษณะ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ โดยมีสำนักต่าง ๆ ที่มีการดำเนินการศึกษาอย่างอิสระต่อ กัน บางสำนักเน้นพระสุตตันตะ บางสำนักเน้นพระวินัย เป็นต้น แต่เมื่อใดแต่ละสำนักมีความ เข้าใจพุทธธรรม และปฏิบัติแตกต่างกันมาก คณะสงฆ์ก็จะขอพึ่งอำนาจรัฐให้เข้ามาจัดทำสังคายนา เป็นครั้งคราวไป เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของพระพุทธศาสนา

๒.ระบบการศึกษาแบบมหายาน (พ.ศ. ๖๐๐-๑๔๐๐) สถาบันที่รับผิดชอบจัดการศึกษา  ๓ สถาบัน คือ

๒.๑ สำนักปรัชญาพุทธ (พ.ศ. ๖๐๐-๙๐๐) การเกิดขึ้นของมหายานทำให้การศึกษาในพระพุทธศาสนาเปลี่ยนไปจากรูปแบบของศาสนาสู่ระบบปรัชญา เกิดสำนักทางปรัชญาเด่น ๆ ขึ้น ๒ สำนัก คือ ก. สำนักมาธยมิกะ ผู้ก่อตั้ง คือ นาคารชุน (พ.ศ. ๗๐๙ – ๗๓๙) ผลงานที่สำคัญ คือ “มาธยมิกศาสตร์” หรือ “มาธยมิกการิกา” ให้ตรรกศาสตร์ ความคิดที่ว่องไว กล้าหาญ แนวคิดที่ สำคัญเน้น “ศูนยตา” มีอิทธิพลทั่วชมพูทวีปและขยายออกนอกเขตประเทศ, ข. สำนักโยคาจารย์ ผู้ก่อตั้งคือ  ท่านอสังคะและท่านวสุพันธุ์ (พุทธศตวรรษที่ ๙) ผลงานที่สำคัญคือ อภิธรรมโกศะ, มหายานสัมปริครหะ และประกรณะอารยวาจา แนวคำสอนเป็นจิตนิยม

๒.๒ มหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนา (พ.ศ. ๑๐๐๐-๑๗๐๐) ในช่วงนี้ วัดซึ่งเดิมเป็น ศูนย์รวมของผู้ฝึกฝนอบรมตนเองอยู่แล้วได้พัฒนามาเป็นสถาบันทางการศึกษา  โดยสืบทอด คุณลักษณะกลุ่มของสาวกของพระพุทธเจ้าที่ว่า “สังฆะ” คือชุมชนแห่งการเรียนรู้ ราว พ.ศ. ๙๐๐ วัด  หลายวัดได้ร่วมกันดำเนินการทางการศึกษา จนกลายเป็นระบบมหาวิทยาลัยทางพระพุทธ ศาสนาขึ้นและขยายรูปแบบการให้การศึกษากว้างขวางขึ้น  มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้แก่ นาลันทา วัลภี โอทานตะปุระ วิกรมศิลา โสมปุระ มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีผู้เข้า ศึกษาหลายหมื่นคน มีหลักสูตร มีการวัดผลประเมินผล

๒.๓ ระบบการศึกษาแบบตันตระ (พ.ศ. ๑๒๐๐-๑๗๐๐) ซึ่งมีพัฒนาการมาตามลำดับคือ
(๑)  มันตรยาน/รหัสยาน ลักษณะสำคัญคือพร่ำสอน บ่นมนตร์และลงเลขยันตร์ ให้ เกิดความศักดิ์สิทธิ์เป็นทางรอดพ้นจากทุกข์ (๒) วัชรยาน นับถือฌานิพุทธและพระโพธิสัตว์ นำศักติ ของฮินดูตันตระมานับถืออ่อนวอน ผู้เข้าอยู่ในองค์นิรตมเทวีเป็นผู้เข้าสู่นิพพาน (๓) กาลจักร นับถือ เหมือนสองอย่างแรก เพิ่มการเซ่นผีเข้าด้วย ถือว่าการอ้อนวอนบูชาจะสำเร็จประสบสุขได้[๔]

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) มีความเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาของพระพุทธ ศาสนาหลังพุทธปรินิพพานว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นแบ่งได้เป็น ๒ ระยะ คือ ระยะแรกราว พ.ศ. ๑๐๐๐ ถึง ๑๔๐๐ เป็นระยะที่มีการศึกษาวิชาการต่าง ๆ กว้างขวาง ทั้งทางวิชาศาสนาและ วิชาสามัญ แต่ครั้นถึงระยะหลัง พ.ศ. ๑๔๐๐ เป็นต้นมา การที่พระสงฆ์หันมานิยมศึกษาและใช้ ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาวิชาการ ได้กลายเป็นการจำกัดวงการศึกษาให้แคบเข้ากว่าเดิมอีก ที่ นาลันทาและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่เหลือ ก็ปรากฏว่าพระพุทธศาสนามหายาน ได้รับอิทธิพลจาก ศาสนาพราหมณ์ นำมาผสมผสานกันมา จนกลายเป็นนิกายตันตระ หรือวัชรยานขึ้นระยะนี้ ก็นิยมชื่นชมกับผลงานเก่า ๆ ที่สร้างสมกันมา ยุคนี้เป็นระยะของการเขียนอรรถกถาและอรรถาธิบาย ต่าง ๆ พร้อมกับมีความรู้สึกหยิ่งลำพองในความรู้ ใจแคบ และลำเอียง นอกจากนี้ ความนับถือ เรื่องวรรณะก็เหมือนจะรุนแรงขึ้น วิธีการเรียนการสอนก็เป็นแบบประเพณีตายตัว โดยนัยนี้ การ ศึกษาในชมพูทวีปก็เสื่อมถอย และยังไม่ทันรู้ตัวที่จะรื้อฟื้นแก้ไข ก็ประสบเหตุให้พินาศเสียก่อน สาเหตุที่ทำให้พินาศนั้น ก็คือ การเข้ายึดครองของต่างชาติ เริ่มด้วยชาวเติร์กยกทัพเข้ามา และ ทำลายมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาหมดสิ้น ทำลายวัดส่วนมาก พระสงฆ์ที่ไม่ถูกฆ่า หนีไปต่างประเทศ อันเป็นเหตุการณ์ในราว พ.ศ. ๑๗๐๐ ตามปกติการใช้อำนาจเข้ากดขี่บีบคั้นถ้าไม่ถึงกับทำลายให้ สูญสิ้นเสียทีเดียว หรือให้เปลี้ยหมดกำลังจริง ๆ แล้ว ย่อมเป็นทางให้เกิดการดิ้นรน ต่อสู้ ให้เกิด ความเข้มแข็งและการกลับฟื้นตัวได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้  เป็นแบบทำลายโดยสิ้นเชิง  พระพุทธ ศาสนาจึงไม่มีโอกาสคืนชีวิตได้อีก เป็นอันสิ้นยุคความเจริญในอดีต[๕]

 

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

ก่อนที่พระเจ้าอโศกมหาราชจะทรงส่งพระสงฆ์เป็นสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศต่าง ๆ นั้น ได้มีการแตกแยกนิกายสงฆ์ขึ้นในประเทศอินเดีย ในการสังคายนาครั้ง ที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.  ๑๐๐ เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องวินัยบางประการ จึงเกิดเป็นนิกาย ใหญ่ ๆ ๒ นิกาย คือ

๑.  เถรวาท
๒.  อาจริยวาท หรือ มหายาน

ทั้ง  ๒ มีข้อแตกต่างกันคือ เถรวาท เป็นนิกายที่ภิกษุชาวอินเดียภาคกลางและ ภาคใต้  ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระเถระ  หมายถึง พระเถระที่ทำสังคายนาครั้งแรกบางทีก็ เรียกว่า นิกายสถวีรวาท แปลว่า ลัทธิของพระเถระ ปัจจุบันประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา นิกาย เถรวาท คือประเทศไทย ศรีลังกา พม่า เขมร และลาว พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทใช้ภาษา มคธ (ภาษาบาลี) จารึกพระไตรปิฎก

มหายาน เป็นนิกายของภิกษุชาวอินเดียฝ่ายเหนือ ที่ถือตามพุทธานุญาติที่ประทานไว้ ในเวลาใกล้ดับขันธปรินิพพานว่า   ถ้าภิกษุทั้งปวงเห็นพร้อมกันว่า สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ บทใด ที่ทรงบัญญัติไว้จะประพฤติไม่ได้สะดวก  ก็ให้แก้ไขได้  ภิกษุในนิกายมหายาน  อนุโลมดัดแปลง พระธรรมวินัยตามกาลเทศะ และประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน คือ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ทิเบต เกาหลี มองโกเลีย และไต้หวัน ใช้ภาษาสันสกฤตจารึกพระธรรมวินัย

ต่อมาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่  ๓ ได้ทรงจัดให้การ สังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓   เมื่อทำสำเร็จแล้วได้ส่งพระสงฆ์ที่เป็นพระธรรมทูตไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในแว่นแคว้นต่าง ๆ รวม ๙ สาย คณะของพระโสณะและพระอุตตระได้มายัง สุวรรณภูมิ  ได้แก่พื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีประเทศไทยปัจจุบันเป็นศูนย์กลาง  โดยมี นครปฐมเป็นราชธานี เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๓๐๓ ดังตำนานที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชา นุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือตำนานพระพุทธเจดีย์ว่า พระพุทธศาสนาได้มาถึงประเทศไทย เป็น ๔ ยุค คือ

ยุคที่  ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๓๐๓ เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท

ยุคที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๗๖๐ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจากแคว้นกัสมิระ ได้เผยแผ่มา ทางดินแดนทางตอนใต้ของสุวรรณภูมิคือเกาะสุมาตรา ชวา และกัมพูชา ล่วงมาถึงประมาณ ปี พ.ศ. ๑๓๐๐ ก็ได้แพร่ขยายขึ้นมาถึงปัตตานี สุราษฎร์ธานี ที่ไชยา

ยุคที่ ๓ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๖๐๐ พระพุทธศาสนาแบบพุกาม ได้แพร่เข้ามาถึงอาณาจักร ล้านนา และอาณาจักรทวารวดี

ยุคที่ ๔ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๙๐๐ พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้แผ่จากลังกาเข้ามา ทางภาคใต้ของไทย คือ นครศรีธรรมราช เรียกว่า ลัทธิลังกาวงศ์[๖]

การจัดการการศึกษาของสงฆ์สมัยสุโขทัย 

วัดเป็นสถาบันสังคมที่ให้การศึกษาแก่คนไทยมาช้านานตั้งแต่โบราณ  โดยพระเป็น ครูสอน มีทั้งการอบรมสั่งสอนพระด้วยกันเอง ถวายพระธรรมเทศนาแด่พระมหากษัตริย์ และเทศนา สั่งสอนอบรมประชาชนทั่วไป หรือเด็กวัด ก่อนสถาปนากรุงสุโขทัยได้มีชุมชนต่าง ๆ รวมกันอยู่ และมีพระเป็นผู้ให้การศึกษาแก่คนในชุมชนนั้น  ภายหลังก่อตั้งสุโขทัยเป็นราชธานีของคนไทย การปกครองคณะสงฆ์สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายคามวาสี และ อรัญญวาสี พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงส่งเสริมให้มีการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนาจาก พระไตรปิฎก  แม้พระองค์เองก็ทรงสั่งสอนประชาชนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การศึกษา จากพระไตรปิฎกนี้เรียกว่า “การศึกษาพระปริยัติธรรม” แบ่งการศึกษาเป็น ๓ ตอน โดยเริ่มต้นให้ ศึกษาพระสุตตันตปิฎก (หมวดพระสูตรที่ประมวลพระธรรมเทศนาและเรื่องเล่าต่าง ๆ) เมื่อศึกษา จบแล้วให้ศึกษาพระวินัยปิฎก (หมวดพระวินัยประมวลข้อบัญญัติสำหรับพระสงฆ์) เมื่อศึกษา พระวินัยจบแล้วให้ศึกษาพระอภิธรรมปิฎก (หมวดพระอภิธรรม ประมวลหลักธรรมที่เป็นวิชาการ ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์และตัวบุคคล)

การที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แบ่งคณะสงฆ์เป็น ๒ ฝ่าย ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ทำให้ การจัดการศึกษาสำหรับสงฆ์แตกต่างออกไปคือฝ่ายคามวาสีซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ในเมืองมีหน้าที่ ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา  และอบรมพระภิกษุสามเณรตลอดจนประชาชนให้ ปฏิบัติดี ประพฤติชอบอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เรียกว่า คันถธุระ (ฝ่ายที่ศึกษาคัมภีร์) และ ฝ่ายอรัญญวาสี ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ตามป่า  มีหน้าที่อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ในทางปฏิบัติ สมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน เรียกว่า “วิปัสสนาธุระ” (ฝ่ายบำเพ็ญภาวนา) พระสงฆ์ ทั้ง ๒ ฝ่าย แบ่งกันทำหน้าที่ ทำให้เกิดผลดีต่อการปกครองคณะสงฆ์ และช่วยให้การพระศาสนา ในกรุงสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองมาก

ครั้นถึงสมัยพระยาลิไทครองราชสมบัติ การพระศาสนาฝ่ายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์มีพระราชศรัทธาแรงกล้า ถึงกับทรงอุทิศถวายพระมหาปราสาทเป็นที่เล่าเรียนของระภิกษุ สามเณร และวิชาที่ศึกษายังมีทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายวิชาการทางธรรมและทางโลก มิใช่ศึกษาวิชา ทางพระพุทธศาสนาอย่างเดียว[๗]

 

การจัดการการศึกษาของสงฆ์สมัยอยุธยา

การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในสมัยนี้  แรก  ๆ ถูกปล่อยปละละเลย ต่อมาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเห็นพระพุทธศาสนาถูกลัทธิภายนอกย่ำยี ประชาชน มัวเมาหลงใหลเห็นผิดเป็นชอบ จึงทรงรับบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงโปรดจัดการศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรมขึ้นเหมือนในครั้งกรุงสุโขทัย  ให้มีการสอบไล่พระปริยัติธรรม  นับว่าเป็นการ สอบไล่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ต่อมาจนถึงสมัยธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงใส่ พระทัยพัฒนาการพระพุทธศาสนา ทรงอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ให้มาอยู่รวมกันอีกครั้งหนึ่ง ทรง แต่งตั้งสมณศักดิ์และสถาปนาพระอารามหลายแห่งให้พระภิกษุสงฆ์ศึกษาเล่าเรียนคันถธุระและ วิปัสสนาธุระ พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกวาระหนึ่ง

หลักสูตรการศึกษา 

ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงโปรดให้คณะสงฆ์เอาภารธุระในการ เรียนการสอนอย่างจริงจัง โดยกำหนดหลักสูตร เวลาเรียน การประเมินผล และฐานะของผู้สอบ ไล่ได้เป็นการแน่นอน ใช้พระไตรปิฎกภาษาบาลีเป็นหลักสูตร โดยแบ่งเป็น ๓ ชั้นเรียน คือ

๑.  บาเรียนตรี ต้องแปลภาษาบาลีจบพระสูตร

๒. บาเรียนโท ต้องแปลภาษาบาลีจบพระสูตร และพระวินัย

๓.  บาเรียนเอก ต้องแปลภาษาบาลีจบพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม    ผู้เรียนจบบาเรียน ตรี  -  โท  – เอก เรียกว่า “มหาบาเรียนบาลี” โดยใช้อักษรย่อว่า“บ.บ.”

สถานศึกษา 

ในสมัยอยุธยา การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมใช้บริเวณพระบรมมหาราชวังเป็นที่ เล่าเรียน  ส่วนวัดวาอารามต่าง ๆ เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนส่วนย่อยเท่านั้น ครูผู้สอน ได้แก่ พระมหากษัตริย์บ้าง ราชบัณฑิตบ้าง พระเถระผู้มีความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกบ้าง

การวัดผลการศึกษา

เริ่มแรกเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์ (หลักภาษา) ใช้เวลาประมาณ ๒ – ๓ ปี จึงเรียนแปล พระไตรปิฎกที่จารึกในใบลานเป็นหนังสือแบบเรียน เมื่อมีความรู้ความสามารถในการแปลได้ดีแล้ว ครูบาอาจารย์และเจ้าสำนักเรียนก็จะทูลถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทราบ และทรงโปรดให้ประกาศการสอบไล่ความรู้ของพระภิกษุสามเณรขึ้น เรียกว่า “สอบสนามหลวง” หมายถึงการสอบในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงยกย่องผู้สอบได้ให้มีสมณศักดิ์เป็น “มหา” นำหน้า ชื่อ แล้วพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระราชาคณะ เป็นเกียรติแก่พระพุทธศาสนาสืบไป สถาน ที่สอบใช้พระบรมหาราชวังเป็นที่สอบ และใช้ระยะเวลาเรียน ๓ ปี จึงมีการสอบ ๑ ครั้ง

วิธีสอบ 

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงประกาศให้มีการสอบพระปริยัติธรรมขึ้นแล้ว พระมหาเถระและ ราชบัณฑิตทั้งหลาย ก็แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธาน การสอบแปล ผู้สอบต้องจับสลาก ตามที่คณะกรรมการกำหนดให้ ถ้าจับได้คัมภีร์ผูกใดก็แปลผูกนั้น โดยเริ่มจาก พระสูตรก่อน ต้องแปลปากเปล่าต่อหน้าคณะกรรมการ ผิดศัพท์หรือประโยคได้เพียง ๓ ครั้ง ถ้า กรรมการทักท้วงเกิน ๓ ครั้ง ถือว่า ตก ถ้าแปลได้คล้องเป็นที่พอใจ ไม่มีการทักท้วงถือว่าสอบได้ ในประโยคนั้น ๆ เมื่อผ่านพระสูตร ก็ให้เกียรติคุณเป็น “บาเรียนตรี” เรียนพระวินัยปิฎกต่อไป อีก ๓ ปี สอบผ่านก็เป็น “บาเรียนโท” จากนั้นศึกษาพระอภิธรรมปิฎกอีก ๓ ปี สอบผ่านก็ได้รับ ยกย่องเป็น “บาเรียนเอก” [๘]

 

การจัดการการศึกษาสมัยธนบุรี

ศูนย์การศึกษาในสมัยธนบุรีก็ยังคงอยู่ที่วัดเหมือนสมัยอยุธยา โดยมีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้น ที่มีโอกาสศึกษา เพราะต้องอยู่กับพระที่วัดเพื่อเรียนหนังสือ พระสงฆ์ก็คือครูที่จะสอนหนังสือให้ แก่กุลบุตร เพื่อให้ได้รับการอบรมความประพฤติ เรียนพระธรรม ภาษาบาลี สันสกฤต และศัพท์เขมร เพื่อประโยชน์ในการอ่านคัมภีร์พระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังมีการเรียนวิชาเลขเน้นมาตรา ชั่งตวง วัด มาตรเงินไทย และการคิดหน้าไม้ ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีวิชาช่างฝีมือ สำหรับเด็กโต ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการช่างก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ในการบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะ และสิ่งก่อสร้างภายในวัด สำหรับการเรียนวิชาชีพโดยตรงนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ใครมีอาชีพ อะไรก็ถ่ายทอดวิชานั้น  ๆ  ให้แก่ลูกหลานของตน ตามสายตระกูล เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาช่างปั้น ช่างถม ช่างแกะสลัก ช่างปูนปั้น ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างทอง ส่วนการศึกษาสำหรับ เด็กผู้หญิงก็ถือตามประเพณีโบราณ คือเรียนการเย็บปักถักร้อย ทำกับข่าว การจัดบ้านเรือน การ ฝึกอบรมมารยาทของกุลสตรี สังคมสมัยนั้นไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ จึงมีผู้หญิงจำนวนน้อย ที่อ่านออกเขียนได้

การศึกษาของพระสงฆ์สมัยนี้ ช่วงแรกขาดการศึกษาในระยะหนึ่ง เพราะพระสงฆ์มีเหลือ อยู่น้อย  กระจายกันไปตามชนบทเพื่อหนีภัยข้าศึก  เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงว่างจาก ศึกสงครามแล้ว  ทรงเลือกสรรพระสงฆ์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยแต่งตั้งเป็นพระราชา คณะปกครองคณะสงฆ์ รวมถึงการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ และทรงโปรดให้มีการเรียน พระปริยัติธรรม เหมือนสมัยอยุธยาทุกประการ[๙]

การจัดการการศึกษาของพระสงฆ์ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาไปพร้อมกับ การพัฒนาบ้านเมือง ทรงอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์และราชบัณฑิตเป็นกรรมการชำระ พระไตรปิฎก จารึกเป็นอักษรขอมขึ้นใช้เวลา ๕ เดือน จึงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการทำสังคายนา ครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์

หลักสูตรการศึกษา 

ในสมัยรัตนโกสินทร์ยุคต้น หลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมยังใช้พระไตรปิฎก เรียน ๓ ปี จึงมีการสอบ ๑ ครั้ง  เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา  ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ได้มีการปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนขึ้นใหม่ โดยจัดหลักสูตรเป็น ๙ ชั้น เรียกว่า ประโยค ประโยค ๑-๒_ ๓ เป็นเปรียญตรี ประโยค ๔-๕-๖ เป็นเปรียญโท ประโยค ๗-๘-๙ เป็นเปรียญเอก และผู้ที่สอบ ไล่ได้ ๓ ประโยคแล้วจึงจัดว่าเป็นเปรียญ ถ้าเป็นภิกษุใช้คำนำหน้าว่า พระมหา และถ้าเป็นสามเณร ก็ใช้อักษรย่อและตัวเลขต่อท้าย เช่น สามเณรพุ่ม ป.ธ.๓ เป็นต้น

สถานศึกษา 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งมณเฑียร ธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์และ เจ้านาย ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อยให้ไปศึกษาตามวัดต่าง ๆ พอถึงยุครัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระอารามบ้าง ทรงสร้างเก๋งบริเวณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยภายในพระบรมมหาราชวังบ้าง เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน  โปรดเกล้าฯ  ให้เลี้ยงเพลพระภิกษุและพระราชทานรางวัลด้วย ภายหลังสถานที่ไม่เพียงพอจึงโปรดเกล้าฯ ให้ใช่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นที่เล่าเรียน ต่อมา ในรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเก๋งขึ้น  ๔ หลัง ณ วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติม[๑๐]

 

การจัดการการศึกษาของพระสงฆ์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลาย : ยุคปฏิรูปประเทศ (ร.๔ – ร.๖)

การศึกษาของสงฆ์สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) คงดำเนิน ไปเหมือนเช่นในรัชกาลก่อน  และโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างเก๋งอีก ๔ หลัง  ที่วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม สำหรับราชบัณฑิตบอกหนังสือพระ ในสมัยนี้ มีปราชญ์ด้านการสงฆ์ คือ สมเด็จพระ มหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราช ได้ปรับปรุงการเรียน การสอนของสงฆ์ให้พัฒนาขึ้น การวัดผลการสอนพระปริยัติธรรมนับเป็นราชการแผ่นดินอย่างหนึ่ง ด้วย อยู่ในพระราชกิจของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นพุทธศาสนูปถัมภก เพราะฉะนั้น การสอบแต่ละ ครั้งได้มีเจ้าพนักงานฝ่ายราชอาณาจักรช่วยปฏิบัติดูแล อำนวยความสะดวกด้วย เพราะการสอบ พระปริยัติธรรมแต่ก้อนสอบกันเป็นคราว ๆ  หลาย ๆ  ปีสอบครั้ง  ที่ต้องใช้เวลานานเพราะ นักเรียนต้องนั่งแปลด้วยปากเปล่าต่อหน้าคณะกรรมการทีละองค์เรียงกันไปตามลำดับ

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือว่าเป็นยุคใหม่แห่งการศึกษาของสงฆ์ ทรงเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ จึงทรงสนับสนุนการศึกษาทั้งทางโลกและการศึกษาสงฆ์ด้วย เพราะพระองค์ทรงประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งด้านพระปริยัติธรรม และวิชาการ

สมัยใหม่ควบคู่กันไป เพื่อจะให้พระสงฆ์ในฐานะผู้มีความรอบรู้ทั้งวิชาการทางโลก และทางธรรม ทางพระพุทธศาสนา เพื่อจะนำไปเผยแผ่แก่ประชาชนของไทย และในรัชกาลนี้ได้เริ่มเกิดสำนัก การศึกษาของสงฆ์ที่เข้าสู่ระบบการศึกษาสากล จึงได้ทรงสถาปนาการศึกษาชั้นสูงทางคณะสงฆ์ขึ้น ๒ แห่ง คือ ทรงสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่วัดมหาธาตุ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๙ โปรดพระราชทานนามใหม่ว่า  “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”  เพื่อเป็นที่ศึกษา พระปริยัติธรรมและวิชาการชั้นสูง ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๓๖ โปรดให้สถาปนา “มหามกุฏราชวิทยาลัย” ขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยทั้ง ๒ แห่งนี้ ก็ยังไม่พร้อมจะดำเนินการใน รัชกาลนี้

มาถึงรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นผู้อำนวย การศึกษาของคณะสงฆ์ได้ร่วมมือกับพระเถระในสมัยนั้น (พ.ศ. ๒๔๕๔) จัดให้มีการศึกษา พระธรรมวินัยในแบบภาษาไทย โดยคัดเลือกหัวข้อธรรมวินัยในพระไตรปิฎก จัดเป็นหมวดหมู่เป็น ชั้น  ๆ ตามความยากง่าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บวชเข้ามาใหม่เรียนได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น  ๓ ชั้นเรียน คือ  ชั้นตรี  ชั้นโท  ชั้นเอก  ผู้ที่เรียนจึงได้ชื่อว่านักธรรม  พระเณรที่สอบได้  ก็เรียกกันว่า “พระ นักธรรม” หลักสูตรนี้ต่อมาอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าสอบด้วย เรียก “ธรรมศึกษา” สำหรับผู้ที่สอบ บาลีได้เป็นเปรียญ และสอบนักธรรมได้อีก เรียกว่า “เปรียญธรรม” ใช้อักษรย่อว่า “ป.ธ.” อนึ่ง ผู้ที่จะสอบบาลีนั้นจะต้องสอบนักธรรมให้ได้ก่อน ถ้าสอบนักธรรมตก บาลีก็โมฆะ คือนักธรรมตรี มีสิทธิ์สอบได้แค่ ประโยค ๑-๒-๓ นักธรรมโท มีสิทธิ์สอบประโยค ๔-๕-๖ ส่วนนักธรรมเอก มี สิทธิ์สอบประโยค ๗-๘-๙

การวัดผลการศึกษา 

ยุคแรกการสอบพระปริยัติธรรมใช้เวลาศึกษา ๓ ปี สอบ ๑ ครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงได้กำหนดให้สอบปีละ ๑ ครั้ง ตลอดมา วิธีสอบพระปริยัติธรรมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังคงใช้ สอบแบบเดิม คือ สอบด้วยปากเปล่า ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้เปลี่ยนแปลงมาสอบด้วยวิธีเขียน เฉพาะประโยค ๑ และประโยค ๒ ส่วนตั้งแต่ประโยค ๓ ขึ้นไป สอบแปลด้วยปากตามแบบเดิม [๑๑]

การจัดการการศึกษาของสงฆ์สมัย ตอนปลายถึง ปัจจุบัน 

นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา นโยบายการศึกษาได้เปลี่ยนไป โดยแยกการศึกษาของ ภิกษุสามเณร และเด็กนักเรียนออกจากกัน ตลอดจนถึงส่วนราชการที่รับผิดชอบด้วย โดยให้ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบเฉพาะการศึกษา สำหรับเด็กนักเรียนเท่านั้น ส่วนการศึกษาสำหรับ ภิกษุสามเณรให้สังกัดกระทรวงธรรมการ คณะสงฆ์ก็ได้เป็นภาระรับผิดชอบดำเนินการต่างหากออก ไปจนเป็นเอกเทศจากการศึกษาของรัฐ โครงการและแผนการศึกษาของชาติในสมัยต่อมา ก็ไม่ได้ กล่าวถึงสงฆ์และการศึกษาของสงฆ์อีกเลย

การศึกษาของฝ่ายบ้านเมืองก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เจริญรุดหน้ามาตามลำดับ มีมหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน เกิดขึ้นมากมายทั่วทุกส่วนของประเทศและมีการพัฒนาทาง ด้านการเรียนการสอนไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดเวลา ขณะที่สภาพการศึกษาพระปริยัติธรรม มิได้มีการแก้ไขปรับปรุง ทำให้ค่านิยมในหมู่เยาวชนและภิกษุสามเณรที่มีต่อการศึกษาปริยัติธรรม ลดลงไป พระภิกษุสามเณรมีความไม่มั่นใจต่อระบบการศึกษาสายพระปริยัติธรรมเดิมของคณะสงฆ์ จึงได้ขวนขวายเรียนวิชาต่าง ๆ  ทางโลกมากกว่าวิชาพระปริยัติธรรม แต่ปัจจุบันนี้  พระเถระ ผู้บริหารการพระศาสนาเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้ได้เรียนวิชาการสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ได้แสดงบทบาทเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนขยาย วิทยาเขตในทั่วประเทศมากขึ้น[๑๒]

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม 

ในปี พ.ศ.  ๒๔๕๔ ได้มีการเริ่มศึกษาแบบนักธรรมขึ้นควบคู่กับฝ่ายเปรียญ แต่ยังเป็น การศึกษาของสงฆ์เท่านั้น จนถึงรัชกาลที่ ๗ จึงเปิดโอกาสให้ฆราวาสชายหญิงเข้าเรียนด้วย โดย แยกเป็นแผนกธรรม สำหรับภิกษุสามเณรและแผนกธรรมศึกษาสำหรับฆราวาสชายหญิงแบ่งเป็น ๓ ชั้น นักธรรมศึกษาตรี ชั้นโทและชั้นเอก

มูลเหตุที่เริ่มให้มีการศึกษาแผนกธรรมขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้น เนื่องมาจากทางราชการ ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ ยกเว้นพระภิกษุสามเณรไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร สำหรับผู้รู้ธรรม ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงตั้งหลักสูตรการศึกษาของพระภิกษุสามเณรแบบใหม่นี้เรียกว่า “นักธรรม” มี ๓ ชั้น คือ นักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอก เริ่มสอบไล่สนาม หลวงเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ เป็นต้นมา

ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ทางคณะสงฆ์อนุญาตให้ครูที่เป็นคฤหัสถ์เข้าสอบไล่วิชานักธรรมตรีใน สนามหลวงคณะสงฆ์ได้ และต่อมาทางคณะสงฆ์ได้อนุญาตให้คฤหัสถ์ชายหญิงเข้าสอบความรู้ นักธรรมในสนามหลวงได้ด้วย โดยกำหนดให้สอบพร้อมกับภิกษุสามเณรทั่วราชอาณาจักร สำหรับ หลักสูตรวินัยบัญญัตินั้น ไม่เหมาะกับคฤหัสถ์ จึงเปลี่ยนเป็นเบญจศีล เบญจธรรมและอุโบสถศีล เป็นหลักสูตรแทน สำหรับผู้เรียนธรรมศึกษาตรี เรียน ๔ วิชา ส่วนธรรมศึกษาโทและเอก เรียน เพียง ๓ วิชา ยกเว้นวิชาวินัย[๑๓]

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี 

ตั้งแต่โบราณมาไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ส่วนใหญ่ยังคงรูปเดิมอยู่ ทั้งทางด้านหลักสูตร การวัดผลและวิธีสอบ ยังยากต่อการเล่าเรียน ต้องใช้เวลามาก และเดิมที การสอบบาลีต้องสอบด้วยปากเปล่า จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงให้ยกเลิกการสอบความรู้บาลี ด้วยวิธีแปลปากเปล่า มาใช้เป็นการสอบด้วยวิธีเขียนแทนทุกประโยค ในปัจจุบัน  การสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.  ๑-๒ ถึง ป.ธ.๕ เมื่อสอบได้วิชาหนึ่งและ ตกวิชาหนึ่งแล้ว แม่กองบาลีสนามหลวงเปิดโอกาสให้สอบแก้ตัวอีกครั้ง

อนึ่งการสอบบาลี เมื่อก่อนไม่กำหนดวันสอบแน่นอน กรรมการจะประกาศเป็นคราว ๆ ไปจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงกำหนดให้สอบปีละครั้งตลอดมา เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นสอบ ๒ ครั้ง ใน รัชกาลปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ นี้เอง

 

การวัดผลและประเมินผล ในการสอบบาลีสนามหลวง จะมีกำหนดการสอบในแต่ละปีไว้ดังต่อไปนี้

  • ครั้งที่ ๑ สำหรับเปรียญธรรม ๖,๗,๘,๙ ในสนามสอบเขตกรุงเทพมหานคร สอบในวันขึ้น ๒-๓-๔-๖ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี
  • ครั้งที่ ๒ สำหรับบาลีประโยค ๑-๒ และเปรียญธรรม ๓-๔-๕ ประโยค สอบในวันแรม ๑๐-๑๑-๑๒ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี แม่กองบาลีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการออกปัญหา การดำเนินการสอบ การดำเนินการสอบในต่างจังหวัดนั้น แม่กองบาลีได้มอบหมายให้เจ้าคณะภาคต่างๆ แต่งตั้งคณะกรรมการนำข้อสอบจากส่วนกลางไปยังสนามสอบทุกแห่ง โดยเปิดสอบในชั้นประโยค ๑-๒ และ ป.ธ. ๓-๔ แล้วนำใบตอบมาส่งแม่กองบาลีสนามหลวงเพื่อดำเนินการตรวจ โดยนิมนต์พระเถรานุเถระมาประชุมพร้อมกันในสถานที่ที่แม่กองบาลีกำหนด ส่วนประโยค ป.ธ. ๕,๖,๗,๘ และ ๙ ดำเนินการสอบในส่วนกลางตามที่แม่กองบาลีกำหนดให้เป็นสถานที่สอบ

การตรวจและประกาศผล เมื่อการดำเนินการสอบเสร็จสิ้นแล้ว ทางแม่กองบาลีสนามหลวงจะมีหนังสืออาราธนากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และมีคุณสมบัติถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประชุมตรวจข้อสอบพร้อมกัน ณ ศาลาประชุมสงฆ์ วัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร กำหนดให้วันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๔ ของทุกปี รวมเวลาตรวจ ๖ วัน หลังจากการตรวจเสร็จ ทางสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงจะทยอยประกาศผลการสอบให้ทราบอย่างเป็นทางการในวันสุดท้ายของการตรวจและวัดถัดมา[๑๔]

ในสมัยของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธรมหาเถร ป.ธ.๙) วัดสามพระยา ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมปัญญาบดี แม่กองบาลีสนามหลวง (พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๓๑) ได้หยิบยกเรื่องการสอบประโยค ๑-๒ ที่ได้ยกเลิกไป โดยจัดให้มีการสอบขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ และยังถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้ ในสมัยของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สุวรรณ สุวณฺณโชตมหาเถร ป.ธ. ๗) แม่กองบาลีสนามหลวง (พ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๓๗) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ได้มีนโยบายทางด้านการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เพิ่มเติมดังนี้

๑.    การออกข้อสอบบาลีสนามหลวง ในชั้นประโยค ๑-๒ จะไม่มีการออกคาถาและแก้อรรถคาถา ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนในระดับนี้ จะได้ไม่ต้องเรียนหนักจนเกินไป อีกทั้งสามารถเรียนได้สะดวกขึ้น และมีโอกาสสอบผ่านมากขึ้น

๒.    การออกข้อสอบสนามหลวง ในวิชาแปลไทยเป็นมคธ ของนักเรียนชั้นประโยค ป.ธ. ๔เป็นต้นไป จะมีการออกคาถาด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนจดจำพระพุทธพจน์ได้ขึ้นใจ และต้องท่องจำคาถาให้ได้ โดยเฉพาะคาถาที่เป็นพระพุทธพจน์โดยตรงนั้น นักเรียนต้องท่องจำคาถาตามแบบอย่างเดียว ไม่อนุญาตให้แต่งแก้

ในสมัยของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  (ช่วง วรปุญโญมหาเถร ป.ธ.๙)  แม่กองบาลีสนามหลวง (พ.ศ. ๒๕๓๘ – ปัจจุบัน) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้มีนโยบายทางด้านการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีเพิ่มเติม ดังนี้[๑๕]

๑.      การเรียนการสอนวิชาแปลมคธเป็นไทย ของประโยค ๑-๒ ที่ข้อสอบจะไม่ออกคาถาและแก้อรรถมาก่อนหน้านี้ ให้ครูในแต่ละสำนักเรียนสอนการแปลคาถาและแก้อรรถให้นักเรียนด้วย ซึ่งอาจจะออกข้อสอบหรือไม่ก็ได้ แต่ทั้งนี้ อย่างน้อยก็เป็นอุปการะแก่การเรียนการสอบชั้นประโยคสูงๆ ในอนาคต

๒.      การออกข้อสอบบาลีสนามหลวงนอกจากจะมีการออกคาถา ส่วนประโยคแก้อรรถ ที่รูปประโยคไม่ซับซ้อน ธรรมดา ก็มีสิทธิ์จะออกสอบด้วยเช่นกัน (จะพบได้โดยเฉพาะตั้งแต่ชั้นประโยค ป.ธ. ๖ เป็นต้นไป)

๓.      การจัดปฐมนิเทศ กรรมการตรวจข้อสอบประโยคบาลีสนามหลวง โดยเฉพาะกรรมการที่จะได้รับการแต่งตั้งใหม่ อีกทั้ง ได้จัดพิมพ์คู่มือตรวจถวายกรรมการด้วย

๔.      เปิดโอกาสให้ครูสอนซึ่งสอนอยู่ในชั้นและวิชานั้น เป็นกรรมการตรวจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกรรมการในส่วนภูมิภาค

๕.      การมีนโยบายจัดตั้งสำนักเรียนประจำจังหวัด

๖.      การเก็บวิชาที่สอบผ่านแล้วเป็นเวลา ๒ ปี นำร่องในชั้นประโยค ๑-๒ และดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐

การวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในปัจจุบัน ได้ให้ใช้เกณฑ์ให้คะแนนเป็นตัวเลข โดยใช้วิธีการหักคะแนนเมื่อพบความผิดในการทำข้อสอบ ถ้าคะแนนที่ถูกหักออกไปเกินกำหนด ก็จะถือว่าสอบตกในวิชานั้นๆ โดยในทุกวิชา ถ้าตอบสับข้อ จะถูกหัก ๒คะแนนต่อ ๑วิชา

หลักเกณฑ์ในการหักคะแนนในวิชาต่างๆ ในปัจจุบันมีดังนี้

วิชาบุรพภาค (สำหรับประโยค ป.ธ. ๓)

๑.    วางรูปจดหมายผิด ให้ตก

๒.    วางย่อหน้าผิด หัก ๒ คะแนน

๓.    ผิดวรรคตอนถึงเสียรูปหรือเสียความ หักแห่งละ ๑ คะแนน

๔.    ใช้ตัวอักษรผิด หัก ๑ คะแนน

เมื่อรวมแล้ว ถูกหักเกิน ๑๒ คะแนน ถือว่าสอบตก (และจะถือว่าตกในวิชาอื่นๆ ที่เหลือด้วย)

วิชาแปลไทยเป็นมคธ แปลมคธเป็นไทย และวิชาสัมพันธ์

๑.    ผิดศัพท์ เรียกชื่อสัมพันธ์ผิดในวิภัตติเดียวกัน หักศัพท์ละ๑ คะแนน

๒.    ผิดสัมพันธ์ (เรียกชื่อสัมพันธ์ผิดต่างวิภัตติหรือเข้าสัมพันธ์ผิด) หักแห่งละ ๒ คะแนน

๓.    ผิดประโยค (เช่น ใช้ประโยคและกริยาผิดบุรุษ) หักประโยคละ ๖ คะแนน

การ “ให้” คะแนน

  • ถ้าถูกหัก ๑-๖ คะแนน ให้ “๓ ให้”
  • ถ้าถูกหักตั้งแต่ ๗-๑๒ คะแนน ถือว่าให้ “๒ ให้”
  • ถ้าถูกหักไป ๑๓-๑๘ คะแนน ให้ “๑ ให้”
  • ถ้าถูกหักไปเกิน ๑๘ คะแนน ให้ “๐ ให้” ถือว่าสอบตก[๑๖]

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา 

กระทรวงศึกษาธิการให้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และปรับปรุงใหม่เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ การศึกษาแบบนี้เป็นการศึกษาแบบประยุกต์หรือเป็นการศึกษารูปแบบ หนึ่งของการศึกษาคณะสงฆ์ เป็นการศึกษาที่รัฐกำหนดให้มีขึ้นตามความประสงค์ของคณะสงฆ์ โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝ่ายศาสนจักรได้ศาสนทายาทที่ดีมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และสืบต่อพระพุทธศาสนาให้เจริญสถาพรต่อไป และฝ่ายบ้านเมือง เมื่อพระภิกษุสามเณรได้ลาสิกขาแล้ว ก็สามารถเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาของรัฐได้ หรือเข้ารับ ราชการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ตนเองและบ้านเมืองสืบต่อไป ปัจจุบันนี้การศึกษาประเภทนี้ได้กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในความดูแลของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่ อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ เปิดทำการเรียนการสอนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2492 และได้จัดตั้งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาขึ้นในประเทศไทย ปัจจุบัน โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ อยู่ในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดทำการสอนเฉพาะช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 – 6) จำนวน 7 ห้องเรียน แผนการเรียน ภาษาและสังคมศาสตร์ โดยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทำการเรียนการสอนที่ อาคารมหาธาตุวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 – 6 ทำการเรียนการสอนที่ อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย (ตึกถาวรวัตถุ)[๑๗]

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา ให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรสำหรับเป็นพื้นฐานเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีหลักสูตร 3 ปี ระดับวิชาสามัญเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 4-5-6) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวิชาบาลี ธรรม และพระพุทธศาสนาเพิ่มเติม เริ่มเปิดการศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา เดิมมีฐานะเป็นแผนกในสังกัดมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับการยกฐานะเป็นโรงเรียนเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2512 ทางโรงเรียนได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้ตั้งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2515

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ เปิดทำการเรียนการสอนจำนวน 7 ห้องเรียน โดยมีอาคารเรียนหลักสองอาคารคือ อาคารมหาธาตุวิทยาลัย ภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร (ตึกถาวรวัตถุ หรือ ตึกแดงวัดมหาธาตุ ด้านติดสนามหลวง) สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 และเป็นที่ตั้งส่วนอำนวยการโรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ ด้วย

มหาวิทยาลัยสงฆ์ในปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญจึงได้ปฏิรูปการศึกษา จัดการเรียน การสอนให้เป็นระบบเหมือนนานาอารยประเทศ  ให้ราษฎรทุกคนได้ศึกษาอย่างมีระบบ และสำหรับ พระภิกษุสามเณร พระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้คณะสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียน ทั้งด้านพระปริยัติธรรม และวิชาการชั้นสูงสมัยใหม่ควบคู่กันไป ได้ทรงสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๓๒ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.  ๒๔๓๙ ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” และในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็โปรดให้เปิดขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารและได้ทรงพระราชทานนามว่า “มหามกุฏราช วิทยาลัย”  อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งนี้ได้ดำเนินการมาโดยลำดับแต่ก็ยังไม่ ก้าวหน้าถึงขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เพิ่งจะมายกระดับการศึกษาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในรัชกาลปัจจุบัน นี้เอง  โดยเฉพาะเมื่อ  พ.ศ. ๒๕๑๒ มหาเถรสมาคมได้ออกคำสั่งมหาเถรสมาคมเรื่องการศึกษา ของมหาวิทยาลัยสงฆ์อันเป็นการรับรองว่าการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งนั้นเป็นการ ศึกษาของสงฆ์อย่างเป็นทางการ

ต่อมา รัฐบาลโดยการยินยอมของรัฐสภา ก็ได้ตราพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ.  ๒๕๒๗ ลงวันที่  ๘ ตุลาคม พ.ศ.  ๒๕๒๗ และได้ตรา พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๐ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยให้มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไทย จัดการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก เปิดสอนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์และจัดหลักสูตรทั้งภาค ภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ เพื่อผลิตบัณฑิตเป็นสะพานเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก แนวโน้มการพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ในอนาคต

ปัจจุบันนี้ การศึกษาในวงการคณะสงฆ์ได้พลิกโฉมหน้าไปอย่างมาก โดยได้มีการจัดการ ศึกษาสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอีก ไม่เหมือนสมัยดั้งเดิมที่เน้นอยู่เฉพาะการศึกษาแผนกนักธรรมและภาษา บาลีเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาปริยัติธรรมสายสามัญ และ มหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เพื่อเน้นให้พระสงฆ์มีความสมบูรณ์ทางความรู้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเน้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศด้วย

ยิ่งขณะนี้  พระสังฆาธิการระดับต่าง  ๆ  ได้ตื่นตัวในการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ด้าน ต่าง ๆ ให้ทันกับเหตุการณ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์  (ปบ.ส.) ตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา พระสังฆาธิการ ทั่วประเทศได้ศึกษาหลักสูตร ปบ.ส. ๑ ปี และสามารถเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรี และขณะนี้มี พระสังฆาธิการได้เรียนจบปริญญาตรี และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท นับว่าเป็นหลักสูตรที่ ทำให้พระสังฆาธิการสนใจและศึกษาเป็นจำนวนมาก[๑๘]

 

 

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

เป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์แห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่เริ่มประยุกต์หลักพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ โดยมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทย (ฝ่ายธรรมยุตินิกาย)

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระดำริจัดตั้ง “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นภายใน วัดบวรนิเวศวิหาร โดยวิธีจัดการศึกษาแบบสมัยใหม่ มีลักษณะแตกต่างจากการเล่าเรียนภาษาบาลีตามประเพณีแบบเดิม ในขณะเดียวกัน ก็นำเอาวิธีวัดผลแบบข้อเขียนมาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศไทยด้วย

หลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงก่อตั้งสถาบันการศึกษานี้ขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัสให้พระองค์ทรงช่วยปรับปรุงโรงเรียนสอนภาษาบาลี ชื่อ “มหาธาตุวิทยาลัย” ภายในวัดมหาธาตุ ขึ้นเป็น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อจัดการให้คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้มีสถาบันการศึกษาชั้นสูงในลักษณะเดียวกัน ควบคู่ไปกับมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งสมัยนั้นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง และส่วนมากยังจำกัดอยู่แต่คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ต่อมา ทั้ง มหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ปิดตายลงเพราะประสบปัญหาหลายประการด้วยกัน นับเป็นเวลาหลายสิบปี

จนกระทั่ง ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพได้พยายามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ จนประสบผลสำเร็จ เมื่อ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์และคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ให้การอุปถัมภ์ โดยได้ทำการประกาศรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ ตามมาด้วย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งประกาศรื้อฟื้นกิจการในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ อาจารย์สุชีพ ได้แถลงว่า สาเหตุที่ต้องมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพราะคณะสงฆ์จำเป็นต้องผลิตบุคลากรที่รู้ทันวิชาการสมัยใหม่ มิฉะนั้น คณะสงฆ์จะไม่สามารถสั่งสอนแนะนำชาวบ้านได้ และการสื่อสารกันก็จะเกิดความไม่เข้าใจ เพราะชาวบ้านศึกษาด้านคดีโลก ส่วนพระสงฆ์ศึกษาด้านคดีธรรม ท่านจึงต่อสู้เพื่อให้ได้มหาวิทยาลัยสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด มหามกุฏราชวิทยาลัย และ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็ได้รับการรื้อฟื้นมาอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลพวงมาจากการทุ่มเทและความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของท่านฯ อย่างแท้จริง เหตุผลนี้ ทำให้คนรุ่นหลังกล่าวยกย่อง “อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ” ว่าเป็น บิดาแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย[๑๙]

เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของท่านและสืบสานเจตนารมณ์ของท่าน คณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิปุญญานุภาพ ขึ้นโดยความเห็นชอบของท่านเพื่อให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาหรือครูอาจารย์ผู้ค้นคว้าวิจัยทางพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และดำเนินกิจการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มีโครงการย้ายที่ตั้งของมหาวิทยาลัยไปยังตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

ตรามหามกุฏราชวิทยาลัย

  • พระมหามงกุฎ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นที่มาแห่งนามมหามกุฏราชวิทยาลัย
  • พระเกี้ยวประดิษฐสถานบนหมอนรอง หมายถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • หนังสือ หมายถึง คัมภีร์และตำราทางพระพุทธศาสนา
  • ปากกาปากไก่ ดินสอและม้วนกระดาษ หมายถึง อุปกรณ์ในการศึกษาเล่าเรียนทางพระพุทธศาสนา
  • ช่อดอกไม้แย้มกลีบ หมายถึง ความเบ่งบานแห่งสติปัญญาและวิทยาการในทางพระพุทธศาสนา
  • พานรองรับหนังสือหรือคัมภีร์ หมายถึง มหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นทั้งสถานจัดการศึกษาและเผยแผ่
  • วงรัศมี หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเป้าหมายของการจัดการศึกษา
  • มหามกุฏราชวิทยาลัย หมายถึง มหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

สุภาษิตประจำมหาวิทยาลัย

“วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุเส = ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติที่ดีประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและหมู่มนุษย์” หมายความว่าเป้าหมายในการสร้างคนจะต้องให้สมบูรณ์ครบทั้งความรู้และความประพฤติที่ดี (ความรู้คู่คุณธรรม) ในเวลาเดียวกัน

สีประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ สีส้ม

ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าใช้ประทับอาศัยเป็นร่มเงาเมื่อตรัสรู้ ต้นโพธิ์จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้า

คณะ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็น ๕ คณะ

คณะศาสนาและปรัชญา,           คณะมนุษยศาสตร์ (เดิมชื่อ คณะศิลปศาสตร์),                            คณะสังคมศาสตร์,          คณะศึกษาศาสตร์,         คณะบัณฑิตวิทยาลัย

วิทยาเขต

 

 

วิทยาลัย

 

ศูนย์การศึกษา

  • Ø ศูนย์การศึกษาวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร
  • Ø ศูนย์การศึกษาวัดอาวุธวิกสิดาราม กรุงเทพมหานคร
  • Ø ศูนย์การศึกษากำแพงเพชร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร
  • Ø ศูนย์การศึกษาโคราช อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
  • Ø ศูนย์การศึกษาอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
  • Ø ศูนย์การศึกษาด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
  • Ø ศูนย์การศึกษาชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
  • Ø ศูนย์การศึกษาหนองบัวลำภู อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
  • Ø ศูนย์การศึกษาศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
  • Ø ศูนย์การศึกษาชลบุรี อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
  • Ø ศูนย์การศึกษาปราจีนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
  • Ø ศูนย์การศึกษาเพชรบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
  • Ø ศูนย์การศึกษาสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • Ø ศูนย์การศึกษาสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา[๒๐]

โรงเรียนในสังกัดมหามกุฏราชวิทยาลัย ความร่วมมือกับนานาชาติ

ปัจจุบัน มหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ตกลงในความร่วมมือเพื่อพัฒนา ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในอังกฤษ เพื่อเผยแผ่หลักพุทธธรรมให้กว้างขวางไปสู่นานาประเทศ นอกจากนั้น ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศอินโดนีเซียเพื่อพัฒนาการศึกษาพุทธศาสน์ศึกษาด้วย

 

 

 

เกียรติภูมิของชาวมหามกุฏราชวิทยาลัย

สิ่งที่ชาวมหามกุฏราชวิทยาลัยภาคภูมิใจที่สุดก็คือการเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาหรือมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของประเทศ หลังจากที่มีการเปิดการเรียนการสอนระดับมหาวิทยาลัย นักศึกษาและครูอาจารย์มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้มีเป้าประสงค์ยิ่งใหญ่ตามเจตนารมณ์ของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ คือพยายามขยายการอบรมจริยธรรมหรือศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาไปทั่วประเทศในรูปแบบต่างๆ กล่าวได้ว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเทศได้รับอิทธิพลวัตถุนิยมจากตะวันตก นักศึกษาและครูอาจารย์มหามกุฏราชวิทยาลัยได้มีบทบาทสำคัญในการชี้นำให้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติที่เป็นรากฐานของสังคมไทยมาช้านาน พระสงฆ์สามเณรที่เป็นพระนักศึกษาหลายรูปได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาเหล่านี้จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา[๒๑]

กิจกรรมที่คณาจารย์และนักศึกษาได้กระทำกันมาเพื่อปลูกฝังศีลธรรมในประเทศไทยมีจำนวนมาก อาทิ

  • บรรยายธรรมทางสถานีวิทยุหลายสถานี
  • ส่งพระนักศึกษาและครูอาจารย์ไปสอนนักโทษเรือนจำในที่ต่างๆ ของประเทศ
  • ส่งพระนักศึกษาและครูอาจารย์ไปสอนศีลธรรมตามโรงเรียนต่างๆ ที่ขาดแคลน
  • เปิดสอนศีลธรรมแก่ประชาชนและนิสิตนักศึกษาทั่วไปเป็นกรณีพิเศษในวันอาทิตย์
  • จัดอภิปราย บรรยายหรือเสวนาธรรมเป็นประจำเพื่อกระตุ้นหรือเร่งเร้าให้ประชาชนเห็นคุณค่าของธรรมะ
  • ส่งพระนักศึกษาไปอบรมกรรมฐานเป็นเวลา ๑ เดือนในสำนักพระกัมมัฏฐานก่อนจะรับปริญญา
  • จัดส่งนักศึกษาที่เรียนครบตามหลักสูตรไปปฏิบัติหน้าที่สอนศีลธรรมในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศเป็นระยะเวลา ๑ ปีก่อนจะมีพิธีประสาธน์ปริญญา
  • คณาจารย์ได้เข้าไปมีบทบาทในการแสดงความเห็นเพื่อแก้ปัญหาการขาดศีลธรรมของชนในชาติระดับต่างๆ
  • เป็นผู้นำในการตอบโต้ภัยคุกคามจากลัทธิศาสนาอื่นที่มีพฤติกรรมบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
  • ชี้นำสังคมให้พัฒนาบัณฑิตเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม หรือมีความรู้คู่คุณธรรม

ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยสงฆ์มหามกุฏราชวิทยาลัยหลักๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ประชาชนทั่วไปที่ติดตามผลงานของมหามกุฏราชวิทยาลัยมาโดยตลอดจึงอยู่ที่ความสามารถในการผลิตบุคลากรทางพระพุทธศาสนาเพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เข้าถึงประชาชนทุกระดับชั้น

 

 

 

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทย1 ฝ่ายมหานิกายและเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาลตั้งอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานครและเลขที่ ๗๙ หมู่ที่ ๑ หลักกิโลเมตรที่ ๕๕ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รหัสไปรษณีย์ ๑๓๑๗๐

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก “มหาธาตุวิทยาลัย” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งขึ้นภายในวัดมหาธาตุฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ก่อนที่จะพระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เมื่อคราวทรงสถาปนาอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นวิทยาลัยการศึกษาชั้นสูงของพระสงฆ์ แต่การดำเนินงานของวิทยาลัยได้เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) และมีการดำเนินงานมาตามลำดับจนได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามความในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ศ.ดร.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และเป็นมหาวิทยาลัยศูนย์กลางการศึกษาด้านพุทธศาสตร์ที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทย มีการตั้งวิทยาเขต, วิทยาลัยสงฆ์, ศูนย์วิทยบริการและห้องเรียน กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ปัจจุบัน เปิดการเรียนการสอนใน ๔ คณะ ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต จนถึงปริญญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้น ๓๓ สาขาวิชา นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นภายในมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการวิจัยในด้านพุทธศาสตร์ประยุกต์ด้วย[๒๒]

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ซึ่งสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรับปรุงโรงเรียนสอนภาษาบาลี ภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารซึ่งทรงตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ในชื่อว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” มาใช้นามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อปรับปรุงการศึกษาให้เป็นระดับวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์สืบไป  หลังจากก่อตั้งมาแล้ว ก็เลิกกิจการไปเป็นระยะเวลาช้านาน ต่อมาเมื่อ สุชีพ ปุญญานุภาพ พยายามรื้อฟื้นกิจการ มหามกุฏราชวิทยาลัย จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ทางฝ่ายคณะสงฆ์มหานิกายก็รื้อฟื้นกิจการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีตให้เป็นระดับมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเสาธงที่มีความสูงมากที่สุดในประเทศ เสากลาง มีความสูง ๘๐ เมตร เสาประกบ มีความสูง ๕๕ เมตร รวมทั้งหมด ๓ เสา และมีความสูงเป็นอันดับ ๓ ของโลก

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

คณะในมหาวิทยาลัย

บัณฑิตวิทยาลัย,          

คณะพุทธศาสตร์,       

คณะครุศาสตร์,         

คณะมนุษยศาสตร์,     

คณะสังคมศาสตร์

 

วิทยาเขต



วิทยาลัยสงฆ์


  • วิทยาลัยสงฆ์เลย
    • วิทยาลัยสงฆ์นครพนม
    • วิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์
    • วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน
    • วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช พิษณุโลก
    • วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์
    • วิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี
    • วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน
    • ห้องเรียนจังหวัดร้อยเอ็ด วัดสระทอง
    • ห้องเรียนจังหวัดเพชรบูรณ์
    • ห้องเรียนวัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี
    • ห้องเรียนจังหวัดศรีสะเกษ
    • ห้องเรียนวัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน
    • ห้องเรียนวัดบุญวาทย์วิหาร จังหวัดลำปาง
    • ห้องเรียนวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทรา
    • ห้องเรียนวัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    • ห้องเรียนวัดไชยชุมพลชนะสงคราม จังหวัดกาญจนบุรี
    • ห้องเรียนวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย (โครงการยก   ฐานะ “วิทยาเขตเชียงราย” เร็วๆ นี้


 

หน่วยวิทยบริการ

 


 

 

หน่วยงานในมหาวิทยาลัย

สำนักงานอธิการบดี

สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม

 

สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ


หน่วยงานอื่นๆ

สถานที่สำคัญในมหาวิทยาลัย

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว,

พระอุโบสถกลางน้ำ, หลวงพ่อปัญญานันทะ,อาคารหอประชุม มวก ๔๘ พรรษา

พิธีประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้กราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเสด็จเป็นองค์ประธานในการประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา แต่ในปัจจุบันเนื่องจากปัญหาอาการพระประชวรของพระองค์ ทำให้ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะได้เข้ารับประสาทปริญญาบัตรจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต แห่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น จะจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประจำทุกปี[9].เนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงมอบหมายให้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติหน้าที่แทน ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มาประทานปริญญาบัตร เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญา ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ซึ่งได้จัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ มวก. ๔๘ พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน[๒๖]

ทำเนียบนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ทำเนียบอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง

การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์

ในการจัดการศึกษาให้พระภิกษุสามเณร มหาเถรสมาคมมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาระบบการศึกษาแบบเดิม คือการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี แผนกธรรมจัดเป็น ๓ ชั้น แผนกบาลีจัดเป็น ๙ ชั้น แผนกธรรมซึ่งสอนธรรมเป็นภาษาไทยมุ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับพระภิกษุสามเณร

ส่วนนักเรียนบาลีจะต้องศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกและอรรถกถา วิชาแปลมคธเป็นไทยและวิชาไทยเป็นมคธ สามเณรที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคจะได้รับการอุปสมบทซึ่งอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ยากต่อการเล่าเรียนเพราะส่วนใหญ่เน้นการท่องจำ อย่างไรก็ตามรัฐได้รับรองเปรียญธรรม ๙ ประโยค ซึ่งเป็นเปรียญธรรมชั้นสูงสุด ให้มีค่าเทียบเท่าชั้นปริญญาตรีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุสามเณรจึงขาดความสนในในการศึกษาภาษาบาลี คณะสงฆ์ประสงค์จะให้รัฐรับรองเปรียญธรรม ๙ ประโยคให้มีค่าเทียมเท่าชั้นปริญญาเอกโดยพร้อมที่จะปรับปรุงหลักสูตรให้มีการเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาบาลี

เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะเรียนภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ตายแล้วให้ง่ายขึ้น เหมือนสมัยก่อนโน้นที่เราสามารถใช้ภาษาบาลีพูดจาสื่อสารกันเองได้ในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท  ภาษาบาลีน่าจะถูกกำหนด ให้เป็นภาษานานาชาติของกลุ่มประเทศนับถือพระพุทธศาสนา เหมือนภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาที่คนทั่วโลกใช้สื่อสารกัน เช่น ในการประชุมเช่นนี้ เอกสารสิ่งตีพิมพ์น่าจะกำหนดเป็นภาบาลีได้

การจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบสมัยใหม่ในประเทศไทยนั้น ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไทย จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก เปิดสอนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยามีวิทยาเขต ๑๐ แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีวิทยาลังสงฆ์ ๔ แห่ง โครงการขยายห้องเรียน ๑๐ แห่ง และสถาบันสมทบ ๓ แห่ง ซึ่งรวมที่เกาหลีได้และไต้หวัน สาขาของมหาวิทยาลัยทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเปิดสอน ๔ คณะ คือ คณะพุทธศาสตร์คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้มีการก่อตั้งโครงการหลักสูตรนานาชาติระดับบัณฑิตศึกษา สอนเป็นภาษาอังกฤษโครงการหลักสูตรนานาชาตินี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและครูอาจารย์จากต่างประเทศ เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาและปรัชญาระดับสูงยิ่งขึ้นไป ถือว่าเป็นการรักษางานวิชาการที่เป็นเนื้อหาทางพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ เครือข่ายวิทยาเขตทั่วประเทศของมหาวิทยาลัยพยายามที่จะยกระดับการศึกษาและปฎิบัติธรรมในคณะสงฆ์ ตลอดทั้งผลิตพระสงฆ์ที่มีความสามารถสอนพุทธธรรมได้ อย่างถูกต้องและบรรยายธรรมอย่างมีเหตุผลสอดคล้องกับเหตุการณ์ร่วมสมัยและเรื่องราวปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งเราออกแบบหลักสูตรเพื่อผลิตพระสงฆ์ให้สามารถจัดการปัญหาของชุมชนได้

ในโครงการหลักสูตรนานาชาติเราต้องการครูอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการสอนเป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งช่วยประเมินผลและตรวจวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษเราอยากให้มีการแลกเปลี่ยนครูอาจารย์นักวิจัย และนักศึกษาต่างประเทศกับสถาบันอื่น ๆ และเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก

เกี่ยวกับการจัดให้มีการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาตามโรงเรียนนั้น  คณะสงฆ์ไทยได้เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ออกคำสั่งให้มีการสอนวิชาพระพุทธศาสนาแก่นักเรียนทุกระดับ นับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อย่างไรก็ดี โรงเรียนถูกปล่อยให้กำหนดรายละเอียดของหลักสูตรเอง แม้ว่าระดับความเข้าใจในวิชาพระพุทธศาสนาในเขตการศึกษาจะไม่ค่อยตรงกันและเพี้ยนไปบ้างในบางกรณีก็ตาม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องให้มีหลักสูตรแกนกลางเป็นเครื่องชี้ทางให้นักการศึกษาแต่ละท้องถิ่นทำหลักสูตรพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องตรงกัน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้รับภาระร่างหลักสูตรแกนกลางวิชาพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจที่ขอรายงานให้ท่านทั้งหลายทราบว่าหลักสูตรแกนกลางนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ทุกโรงเรียนนำไปใช้แล้ว

หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ชั้นระดับประถมศึกษาตอนต้นถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้บรรจุพุทธประวัติ ชาดกพุทธธรรมพื้นฐาน และแนะนำพระไตรปิฎก รวมทั้งศัพท์สำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกด้วยหลักสูตรได้รับการออกแบบให้นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระสงฆ์ หน้าที่และบทบาทของพระภิกษุด้วย นอกจากจะมีคุณค่าทางด้านการศึกษาแล้ว เราเชื่อแน่ว่าหลักสูตรนี้จะส่งเสริมพระพุทธศาสนาโดยให้เด็กได้รับคำสอนที่มีค่า และจะปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยประกันว่าเด็กจะได้รับการสอนพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง

การส่งเสริมพระพุทธศาสนา

ในการสั่งสอนพระพุทธศาสนาแก่คฤหัสถ์ มีหลายประเด็นที่จะขอกล่าวถึง

ประการแรก ธรรมเนียมนิยมในการเทศนา คือ พระสงฆ์นั่งบนธรรมาสน์และชาวบ้านนั่งบนพื้นพนมมือฟังธรรม ซึ่งเป็นลักษณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยชอบนัก และผลที่เกิดขึ้นคือมีเฉพาะคนแก่เท่านั้นที่เข้าวัดในวันพระสถานการณ์ยิ่งหนักซ้ำเข้าไปอีก เพราะวันพระตรงกับวันทำงานแลคนหนุ่มสาวมาวัดไม่ได้ มีพระธรรมเทศนาบ้างในวันอาทิตย์ แต่การไปวัดวันอาทิตย์ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก คนมักพูดว่าไม่มีเวลาไปวัดและฟังธรรม

ในการแก้ปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้นำหลักเศรษฐศาสตร์มาจากหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่สอนเรื่องการพึ่งตนเองทางสายกลาง ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นแผนพัฒนาแบบยั่งยืนที่ขยายออกไปในการที่เศรษฐกิจจะหมุนต่อไปด้วยกัน จนพบกับความต้องการในระดับที่พอเพียง มากกว่าจะให้ระดับความมั่นคั่งที่มีความโลภเป็นตัวขับเคลื่อนเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่ประชาชนและประเทศต่าง ๆ พอใจกับระดับความมั่งคั่งที่มีเหตุผล และความมั่งคั่งนั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นจากความเสียหายของผู้อื่น ทุกคนมีพอที่จะยังชีพและพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนชาวพุทธทุกระดับ ตั้งแต่ระดับส่วนตัว ชุมชนและระดับชาติ ที่จะให้คืนกลับมาหาคุณค่าทางพระพุทธศาสนา และให้มีกิจกรรมและนโยบายทางเศรษฐกิจตั้งอยู่บนคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งในการที่ทรงปฏิบัติเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในโลกสมัยปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลมหาชนกชาดกเป็นพากย์ภาษาไทยและอังกฤษ โดยมีการปรับให้เข้ากับสังคมปัจจุบันตามท้องเรื่อง พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยะบารมีอย่างยิ่งยวด ไม่ทรงประสงค์ผลตอบแทนอะไร ได้ทรงขึ้นครองราชย์และนำความรุ่งเรืองมาสู่พระราชอาณาจักรมหาชนกชาดกซึ่งจัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๓๙เป็นหนังสือขายดีที่สุดและเหมาะกับเวลาในการย้ำเตือนให้คนไทยอดทนต่อวิกฤตทางเศรษฐกิจและเพียรพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยอาศัยความเพียร ปัญญา และสุขภาพแข็งแรง

คณะสงฆ์ไทยได้ร่วมจัดทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น ก่อตั้งวัดและจัดให้มีพระธรรมทูตอยู่ประจำในประเทศตะวันตกหลายแห่ง ในประเทศไทยเองก็มีทั้งวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรม ซึ่งคฤหัสถ์ทุกชาติสามารถเข้ามาเรียนรู้และปฏิบัติธรรมได้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ มีคำแนะนำทั้งภาคภาษาไทยและอังกฤษ มีหลายวัดด้วยกัน ซึ่งจัดขึ้นเฉพาะพระภิกษุชาวตะวัดตก ถ้าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นการเพาะปลูกสิ่งที่จะก่อให้เกิดความสุขและเป็นการกำจัดสิ่งที่จะนำทุกข์มาให้ไซร้

สิ่งที่ข้าพเจ้าเคยพูดมาในแง่ปฏิบัติแล้วก็นำมาประยุกต์ใช้ในที่นี้ได้ดี การเผยแผ่พระพุทธศาสนาส่วนหนึ่งยังหมายถึงการขจัดโรคร้ายทางสังคม ซึ่งมาพร้อมกับความทันสมัยและโลกาภิวัฒน์ ทั้งในแง่ของการลดความทุกข์ และในแง่ของการตระเตรียมคนให้ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แน่นอนว่า ภารกิจส่วนใหญ่ในการนำชาวพุทธกลับมาหาพระพุทธศาสนาอีก ก็ โดยการสอนให้รู้จักวิธีการประยุกต์ใช้ “ประเพณีดั้งเดิม” ที่เขา “ต้องการ” จะยึดถือแล้วปรับให้เข้ากับสถานการณ์ “สมัยใหม่”ที่เขา “ต้อง” ดำเนินชีวิต ถึงแม้จะดูว่าขัดแย้งกับประเพณีดั้งเดิมก็ตาม

ดังที่กล่าวมากแล้ว ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราฝึกอบรมพระสงฆ์ให้สามารถสอนวิชาพระพุทธเจ้าศาสนาตามโรงเรียนได้ เรายังจัดส่งนิสิตให้ออกไปฝึกปฏิบัติงานอยู่กับชาวบ้าน เราใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ทำคำสอนของพุทธเจ้า ให้สืบค้นได้ง่ายทั่วโลกเพียงแค่คลิกเมาส์ให้นิสิตได้สนทนาแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันจัดกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ

ในการตอบสนองต่อโลกาภิวัฒน์ การเผยแผ่ของชาวพุทธยังต้องสร้างเครือข่ายชาวพุทธทั่วโลกทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของชาวโลกกล่าวคือบางทีเราอาจจะต้องเข้าไปสู่กระแสโลกาภิวัฒน์เสียเอง เพื่อที่จะนำพระพุทธศาสนาให้มีคุณค่าต่อโลกยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นนี้ข้าพเจ้าอยากจะทบทวนความคิดริเริ่ม ๒ ประการ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้เป็นผู้แสดงบทบาทสำคัญ

ในปี ๒๕๔๓ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลกครั้งที่ ๒ หรือที่เรียกกันว่า “การประชุมสุดยอดชาวพุทธ” ในประเทศไทยซึ่งการประชุมครั้งนี้มีผู้นำศาสนาระดับสูงจาก ๑๖ ประเทศซึ่งเป็นผู้แทนจากพระพุทธศาสนานิกายสำคัญทั้งฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายานเข้าประชุมร่วมกัน ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีเพียงพูดคุยกันเกี่ยวกับวิธีการที่จะทำงานร่วมกันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์สุขของมวลชนและให้ความร่วมมือกัน ในสิ่งที่จะก่อให้เกิดสันติภาพมั่นคงและทำให้มนุษย์ชาติและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น แต่ยังได้ลงนามรับรองกฎบัตรก่อตั้งการประชุมพุทธนี้ให้เป็นองค์กรถาวรผูกสัมพันธ์ผู้นำพุทธทั่วโลกทำงานร่วมกันให้ธรรมบริการแก่มนุษย์ชาติอีกด้วย

ในปีเดียวกันนั้นเอง ข้าพเจ้าพร้อมด้วยผู้แทนคณะสงฆ์ไทยได้เข้าร่วมในการประชุมสุดยอดของผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณเพื่อสันติภาพโลกในสหัสวรรษ ณ หอประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติมหานครนิวยอร์ก ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสนตร์ที่ผู้นำระดับสูงจากศาสนาสำคัญทั่วโลกทั้งหมดมาพบปะกันในที่แห่งเดียวกัน เพื่อพูดคุยถึงหนทางและวิธีการก่อให้เกิดสันติภาพแก่โลกนอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ร่วมการประชุมซึ่งเป็นผลสืบเนื่องในปีถัดมาอีก ณ มหานครนิวยอร์ก เพื่อวางแผนปฏิบัติงานต่อไป และพูดคุยวิธีการที่จะให้เป้าหมายของการประชุมสุดยอดเพื่อสันติภาพในปี ๒๕๔๓ นำมาปฏิบัติให้เกิดผล

ผลก็คือการประชุมสภาผู้นำศาสนาโลกครั้งแรกจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๖ โดยมีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและการประชุมสุดยอดเพื่อสันติภาพโลกในสหัสวรรษร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ผู้แทนระดับสูงของศาสนาต่าง ๆ ในโลก ได้พบปะพูดคุยกัน พร้อมกับร่วมกันแสวงหาเส้นทางสู่สันติภาพ การบรรเทาความยากจน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้มีการลงนามรับรองกฎบัตรก่อตั้งสภาผู้นำศาสนาโลกซึ่งประกอบด้วยศาสนาพุทธ ฮินดู เชน อิสลาม ยูดาย คริสต์และศาสนาอื่น ๆ เป็นองค์กรถาวร ลักษณะสำคัญของสภาผู้นำศาสนาโลกก็เพื่อทำงานใกล้ชิดกับองค์การสหประชาชาติในประเด็นเหล่านี้ในขณะเดียวกันต้องรักษาความเป็นองค์กรอิสระด้วย

ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราได้จัดทำระเบียบว่าด้วยสถาบันการศึกษาในประเทศอื่น ๆ มาเป็นสถาบันสมทบกับมหาวิทยาลัยโดยมีประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เช่น วิทยาลัยพระพุทธศาสนาดองกุกชอนบอบในประเทศเกาหลีได้เข้ามาเป็นสถาบันสมทบกับเราเรียบร้อยแล้ว และวิทยาลัยพระพุทธศาสนาชิจูในไต้หวัน ได้สมัครเข้ามาเป็นสถาบันสมทบอีกแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เรากำลังสร้างเครือข่ายการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในระหว่างประเทศและนิกายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสนทนาแลกเปลี่ยนทางวิชาการจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันถูกจัดให้มีขึ้นและรักษาความมีชีวิตชีวาไว้ และจะเป็นกระบวนการเชื่อมไมตรีระหว่างผู้คนซึ่งยังไม่รู้จักกันและบางทีก็เริ่มจะเป็นปฏิบัติปักษ์ต่อกัน

การปกป้องพระพุทธศาสนา

ภารภิจสำคัญของพระสงฆ์ข้อสุดท้ายคือการปกป้องพระพุทธศาสนา สิ่งที่กล่าวมามากแล้วนั้น ก็เพื่อนำหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนาจากการเข้าใจผิดและนำไปใช้ผิด มหันตภัยต่อพระพุทธศาสนาที่เห็นชัดอย่างหนึ่ง ก็คือการใช้กลยุทธ์เชิงรุกรานนี้เป็นสิ่งน่าห่วงใยมิใช่เฉพาะต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่อีกหลาย ๆ ศาสนาด้วยเหมือนกัน วิธีการอย่างหนึ่งในการเผชิญสิ่งคุกคามเช่นนี้ ก็โดยที่เราพระสงฆ์ต้องสร้างความมั่นใจได้ว่าปฏิบัติตามหน้าที่ของเราต่อคฤหัสถ์อย่างถูกต้อง เช่น ให้คำแนะนำและช่วยเป็นภาระทางด้านการศึกษา ในขณะเดียวกันตัวพระสงฆ์เองต้องรักษาข้อพระวินัยอย่างเคร่งครัด

ในการโต้ข้อกล่าวหาของศาสนาคริสต์ที่กล่าวหาว่า พระพุทธศาสนาไม่สนใจปัญหาสังคมนั้น เราจะต้องจำไว้ว่า ชาวพุทธได้สร้างโรงพยาบาลและทำสาธารณประโยชน์อื่น ๆ มาก่อนที่พระเยซูอุบัติ เมื่อระลึกถึงข้อนี้ได้ เราก็ต้องหวนกลับไปทำงานด้านบริการสาธารณะและมีความเมตตาเป็นอย่างมาก ในคราวประชุมสภาผู้นำศาสนาของโลกที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกำกฏาคม ปี ๒๕๔๕ ปัญหาเรื่องการแย่งชิงกันเปลี่ยนศาสนาเป็นเรื่องน่าห่วงใยสำหรับผู้เข้าประชุมจากเกือบทุกศาสนา และเป็นเรื่องแน่ชัดว่า สภา ผู้นำศาสนาโลกจะไม่เห็นด้วยกับการให้เปลี่ยนศาสนาเชิงรุกรานใดๆ

สิ่งคุกคามอย่างมากต่อพระพุทธศาสนาก็คือภัยภายในพระพุทธศาสนา จากการที่พระสงฆ์ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามพระวินัย การล่วงละเมิดของพระเหล่านี้เป็นเหตุให้ภายในคณะสงฆ์เองกลับเลวร้ายลงยิ่งขึ้น       ทั้งคอยเป็นสนิมกัดกร่อนอำนาจของพระสงฆ์ในหมู่คฤหัสถ์ และกลับเป็นกระสุนแก่ผู้เป็นปรปักษ์ต่อพระพุทธศาสนาเราต้องค้นหาหนทางที่จะแก้ปัญหานี้ให้ได้

 

บทสรุป 

ขณะนี้สังคมไทยกำลังสนใจเรื่องโครงสร้างการบริหารองค์กรต่าง ๆ และสังคมการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลง มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น กำหนดให้ครูอาจารย์เป็นผู้บริหารมืออาชีพในการ กำหนดวิธีการและเครื่องมือในการวัดจริยธรรม คุณธรรม และวัดคุณภาพทั้งภายในและภายนอก ในการประกันคุณภาพทางการศึกษา ส่วนในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ให้ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เมื่อการศึกษาทางโลกมีการเปลี่ยน แปลงอยู่เสมอ และมีความตระหนักที่จะนำศีลธรรมเข้าไปแก้ปัญหาของสังคม เช่น รัฐบาลได้ สนับสนุนให้พระเป็นครูสอนศีลธรรมในโรงเรียนทั่วประเทศเป็นต้น ดังนั้น กระบวนการจัดการ ศึกษาของคณะสงฆ์โดยเฉพาะพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและแผนกธรรม จึงควรที่จะมีการ เปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้าเป็นระบบ เพื่อจะได้รองรับเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ สามารถ เข้ามาศึกษาในคณะสงฆ์ และสามารถเทียบโอนกันได้ก็จะทำให้เด็กที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยู่แล้ว  ได้ศึกษาทั้งฝ่ายธรรมและฝ่ายโลกควบคู่กันไป และเป็นการสร้างศาสนทายาท และเปิดโอกาสให้เป็นทางเลือกใหม่ในการศึกษาของชาติ เพราะเหตุว่าการเรียนในโรงเรียนทั่วไปนั้นจะมี ปัญหาเรื่องยาเสพติด เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ถ้าเข้ามาบวชเรียนในวัด พระจัดการดูแลให้ คือ จัดศาสนศึกษาซึ่งเป็นการจัดการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรที่เข้ามาบวชเรียนเพื่อเป็นทางเลือก หนึ่งของผู้ต้องการให้ลูกของตนเองมีคุณธรรมและจริยธรรม เข้ามาบวชเรียนเพื่อที่จะเป็นพลเมืองดีของชาติ และรัฐจะต้องให้การสนับสนุนด้านงบประมาณเหมือนโรงเรียนทั่วไป

ยิ่งขณะนี้  พระสังฆาธิการระดับต่าง  ๆ  ได้ตื่นตัวในการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ด้าน ต่าง ๆ ให้ทันกับเหตุการณ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์  (ป.บส.) ตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา พระสังฆาธิการ ทั่วประเทศได้ศึกษาหลักสูตร ป.บส. ๑ ปี และสามารถเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรี และขณะนี้มี พระสังฆาธิการได้เรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก นับว่าเป็นหลักสูตรที่ ทำให้พระสังฆาธิการสนใจและศึกษาเป็นจำนวนมาก

สิ่งสำคัญ ผู้บริหารคณะสงฆ์ จะต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์โดยเฉพาะ หลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลีให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ที่สามารถรักษาสาระหลักสูตร เดิมไว้และสามารถเทียบโอนผลการเรียนกับการจัดการศึกษาสามัญทั่วไปของรัฐ มิฉะนั้นในทศวรรษ หน้า คณะสงฆ์จะเกิดวิกฤติขาดแคลนผู้เข้ามาบวชเรียนและสืบต่อพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรง ปัจจุบันนี้ การศึกษาในวงการคณะสงฆ์ได้พลิกโฉมหน้าไปอย่างมาก โดยได้มีการจัดการ ศึกษาสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอีก ไม่เหมือนสมัยดั้งเดิมที่เน้นอยู่เฉพาะการศึกษาแผนกนักธรรมและภาษา บาลีเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาปริยัติธรรมสายสามัญ และ มหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เพื่อเน้นให้พระสงฆ์มีความสมบูรณ์ทางความรู้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเน้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบฝึกหัดท้ายบท

๑.จงอธิบายความหมาย ของคำว่า

๑.๑ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม

๑.๒ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี

๑.๓ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา

๑.๔ การศึกษาระดับอุดมศึกษา

๒.พระพุทธศาสนามีองค์ประกอบในการจัดการศึกษาที่สำคัญอยู่กี่ประการ อะไรบ้าง จงอธิบายแต่ละข้อโดยสังเขป

๓.จงสรุปลักษณะของการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลมาเป็นข้อๆ

๔.จงอธิบายถึงความแตกต่างของนิกายเถรวาท กับมหายาน มาโดยสังเขป

๕.การจัดการเรียนการสอนของสงฆ์ไทยเริ่มมีการกำหนดหลักสูตร เวลาเรียน การประเมินผล และฐานะของผู้สอบไล่ได้ในสมัยของกษัตริย์องค์ใด  หลักสูตรที่ใช้แบ่งออกเป็นกี่ชั้น อะไรบ้าง

๖.การจัดการศึกษาที่เป็นหมวดหมู่  และง่ายต่อการศึกษานั้น  เริ่มในสมัยใด  และฝ่ายสงฆ์มีใครเป็นผู้อำนวยการ  มีวิธีดำเนินการหลักสูตรอย่างไร จงอธิบาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

๑.ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี,  สาระธรรมจากพระพุทธศาสนา,  ผู้อำนวยการหลักสูตรโครงการอนุรักษ์คัมภีร์,  หลักสูตรมหาบัณฑิต  สาขาพุทธศาสนศึกษา  มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย.

๒.สมศักดิ์  บุญปู่,  พระสงฆ์กับการศึกษาไทย, กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๔๕.

๓.สนิท  ศรีสำแดง, พระพุทธศาสนากับการศึกษา  กรุงเทพมหานคร  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๔๕

๔.มนัส  ภาคภูมิ  การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ กองพุทธศาสนา กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ


[๑] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์

[๒] http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/moral_basis_of_religion/03.html  (สาระธรรมจากพระพุทธศาสนา ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี ผู้อำนวยการหลักสูตรโครงการอนุรักษ์คัมภีร์มหาบัณฑิตสาขาพุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหามุฏราชวิทยาลัย)

[๓] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๔] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๕] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) สู่การศึกษาแนวพุทธ  พิมพ์ครั้งที่ ๑๓ กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิมพ์สวยจำกัด , ๒๕๔๘

[๖] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๗] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157  ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๘] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157  ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๙] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๑๐] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๑๑] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๑๒] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157  ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๑๓] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

[๑๔] http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=731&articlegroup_id=157 ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล (บทความด้านวิชาการ(ผศ.ดร.สมศักดิ์ บุญปู่) ที่มา:สารนิพนธ์)

โพสท์ใน ศาสนา | ใส่ความเห็น

สติปัฏฐานสูตร ๔

สติปัฏฐานสูตร ๔

สติปัฏฐานสูตร ๔  แปลว่า ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ, หรือข้อปฏิบัติที่ใช้สติเป็น ประธานหรือหลัก ในการกำหนดระลึกรู้หรือพิจารณาสิ่งทั้งหลาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรม (ธรรมชาติ)นั้นๆ โดยไม่ถูกครอบงําด้วยความยินดียินร้าย (ตัณหา) ที่ทําให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริงตามอํานาจของกิเลสตัณหา หรือกล่าวได้ว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งสติ จุดประสงค์เพื่อฝึกสติ และใช้สตินั้นพิจารณาและรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เกิดนิพพิทา ความคลายกำหนัดความยึดความอยากจากการไปรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ จึงคลายตัณหา จึงเป็นไปเพื่อนําออกและละเสียซึ่งตัณหาแลอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสด้วยความพึงพอใจหรือสุขของตัวของตนเป็นสำคัญ ที่มีในสันดานของปุถุชนอันก่อให้เกิดความทุกข์โดยตรงด้วยเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์, พระองค์ท่านแบ่ง สติปัฏฐานสูตร ๔ ออกเป็น ๔ หมวดใหญ่ด้วยกัน คือ

๑. กายานุปัสสนา การมีสติในกายเป็นอารมณ์ คือมีสติกําหนดพิจารณากาย ให้เห็นกายในกาย คือเห็นตามความเป็นจริงของกาย เช่น “เป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัยอันมีธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ”  (อ่านรายละเอียดในไตรลักษณ์)   หรือการเกิดแต่เหตุที่เป็นของสกปรกปฏิกูลโสโครกประกอบหรือเป็นปัจจัยกันขึ้น (ทวัตติงสาการ) หรือการพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้เกิด นิพพิทา อันล้วนเป็นไปการระงับหรือดับตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทั้งสิ้น     ในขั้นแรกนั้น   เป็นการฝึกให้มีสติเสียก่อน โดยฝึกดูลมหายใจที่หายใจเข้า ที่หายใจออก อย่างมีสติ,  หรือการมีสติอยู่ในอิริยาบถของกาย  ( ไม่ใช้การใช้อิริยาบถ ของกายเป็นอารมณ์ จนเกิดสมาธิโดยไม่รู้ตัว ) แล้วใช้สตินั้นในการพิจารณากายในแบบต่างๆ ตลอดจนการเกิดดับต่างๆ  ของกาย ฯลฯ.  ล้วนเพื่อให้เกิด  นิพพิทา เพื่อให้จิตลดละความยินดียินร้ายในกายแห่งตนแลบุคคลอื่นเมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของกายนั้นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  จิตจะ  ได้คลายความยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจหรือหลงใหลในกายแม้ตัวตนของตนหรือบุคคลอื่น เป็นการตัดกำลังตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทางหนึ่ง ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๖ แบบ

๑.๑ อานาปานสติ    ขอเน้นว่าจุดประสงค์อยู่ที่สติ  โดยให้จิตคือสติกําหนดตามดูหรือรู้ตามลมหายใจเข้าออกแบบต่างๆ ตลอดจนสติสังเกตุเห็นอาการของลมหายใจ มีจุดประสงค์เพื่อฝึกให้มีสติและเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก เหตุเพราะลมหายใจนั้นก็สามารถใช้เป็นอารมณ์ หรือการ วิตก  ในการทำฌานหรือสมาธิได้ด้วย  ข้อนี้จึงมักสับสนกันอยู่เนืองๆ  จนก่อโทษ จึงทำสติต้องเป็นสติ สมาธิก็เป็นสมาธิ  กล่าวคือเมื่อทำสติต้องเป็นสติ จึงเป็นสัมมาสติ  เมื่อตั้งใจทำสมาธิแล้วเป็นสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ แต่บางครั้งคราวในการปฏิบัติอาจมีการเลื่อนไหลเพราะสติขาดเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งเป็นคราว     เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ต้องกังวล     เนื่องจากบางครั้งฝึกสติก็จริงอยู่ แต่เกิดอาการขาดสติหรือสติอ่อนลงเป็นครั้งคราวบ้างจึงเลื่อนไหลไปเป็นฌานหรือสมาธิแทน       อย่างนี้ไม่เป็นไร  (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอานาปานสติใน กายคตาสติสูตร),  การตั้งกายตรง ก็เพื่อช่วยดำรงสติไว้ ไม่ให้เลื่อนไหลไปง่วงหาวนอนได้ง่ายๆในขณะปฏิบัติ  อานาปานสติ นอกจากฝึกสติแล้วสามารถใช้วิปัสสนาได้เช่นกัน โดยการพิจารณาลมหายใจที่หายใจเข้าออกอยู่นั้นๆ ว่า เป็นกายสังขาร คือถูกกายปรุงแต่งขึ้น  พิจารณาความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา    ดังเช่น  ลมหายใจนั้น เป็นไปในลักษณาการ เกิดดับ เกิดดับ….อยู่ตลอดเวลาที่ยังดำรงขันธ์อยู่ เพียงแต่การเกิดดับเป็นไปอย่างต่อเนื่อง.

๑.๒ อิริยาบถ คือ  กําหนดสติให้ระลึกรู้ในอิริยาบถอาการต่างๆของกาย เช่น เดิน นอน ยืน นั่งฯลฯ. คือมีสติรู้ในอิริยาบถต่างๆ นั่นเอง   มีจุดประสงค์เช่นเดียวกับอานาปานสติคือเพื่อละความ  ดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก ไม่ได้มีจุดประสงค์โดยตรงเพื่อใช้เป็นอารมณ์ในการทำสมาธิหรือฌาน (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอิริยาบถในกายคตาสติสูตร) ดังนั้นอานาปานสติจึงใช้ปฏิบัติเมื่อวิเวก ส่วนอิริยบถอาจใช้โดยทั่วไปได้เนืองๆในการดำรงชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับสัมปชัญญะ

๑.๓ สัมปชัญญะ ความรู้ตัวคือปัญญาในการให้มีสติต่อเนื่องในการกระทําหรือการเคลื่อนไหว เช่นเดิน ดื่ม กิน ถ่าย วิ่ง ตื่น หลับ ฯลฯ.  กล่าวคือมีสติอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม  สติระลึกรู้อย่างต่อเนื่องสลับสับเปลี่ยนอิริยาบทกันได้ ตามที่สติระลึกรู้ตามความเป็นจริง มีสติระลึกรู้ไม่เพ่งจนแน่วแน่เพื่อการเป็นสมาธิระดับสูงหรือประฌีตแต่อย่างใด  ใช้แค่ขณิกสมาธิเป็นเบื้องต้นเท่านั้น   เพราะต้องการฝึกสติเป็นหลัก ไม่ใช่สมาธิ สมาธิเป็นผลที่เกิดรองลงมาเท่านั้น ซึ่งอาจเลื่อนไหลไปสู่ฌานสมาธิในระดับประณีตได้โดยธรรมหรือธรรมชาติอีกด้วย  แต่ต้องไม่ใช่เจตนาฝึกสติแล้ว ไหลเลื่อนเป็นฌานสมาธิเสียทุกครั้งไป ดังเช่น    การใช้การจงกรมไปในการเจริญสมาธิเป็นสำคัญก็มี     กล่าวคือการใช้ท่าการเดินนั้นเป็นอารมณ์เพื่อเน้นให้เกิดความสงบจากฌานสมาธิเสียเป็นสำคัญแต่อย่างเดียว ไม่ได้สนใจสติหรือปัญญาเลย แล้วไปเข้าใจเอาว่า ความสงบนั้นถูกต้องดีงามแล้ว   มีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน คือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องสัมปชัญญะในกายคตาสติสูตร) หรือการรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจหรืองานที่กระทำนั่นเอง

๑.๔ ปฏิกูลมนสิการ เมื่อมีสติในสิ่งดังกล่าวข้างต้นจิตย่อมไม่ดำริพล่านออกไปปรุงแต่งฟุ้งซ่าน จึงใช้สติที่ฝึกมานั้นอันย่อมประกอบด้วยสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ในที เนื่องจากการละดำริพล่านลงไปเสีย จึงนำสติและจิตตั้งมั่นนั้นไปใช้พิจารณาส่วนต่างๆ ของร่างกายว่าล้วนเป็นสิ่งปฏิกูล  ไม่สะอาด  โสโครก ต้องเข้าใจว่ากายตน(เห็นกายในกายภายใน) และกายของบุคคลอื่น(เห็นกายในกายภายนอก) ต่างก็เป็นเฉกเช่นนี้ ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกิดนิพพิทาเพื่อลดละความยึดมั่นพึงพอใจหลงไหลในกายตนและในกายบุคคลอื่นลงเพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงว่าล้วนแล้ว แต่เป็นของปฏิกูลโสโครกเพื่อคลายหลงใหล รักใคร่ยึดมั่นมันลงไป  จึงคลายกำหนัด ดังมีกล่าวแสดงรายละเอียดไว้ใน กายคตาสติสูตร  หรือดังภาพที่แสดงใน ทวัตติงสาการ

๑.๕ ธาตุมนสิการ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของกายนี้ว่า    เป็นเพียงก้อนหรือมวลหรือของธาตุทั้ง ๔ อันล้วนไม่งาม ไม่สะอาด มาประชุมกันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายนี้ชั่วขณะระยะหนึ่ง ทั้งกายตนเองและบุคคลอื่นเช่นกัน ดังที่ได้กล่าวไว้ ๒ ลักษณะในการพิจารณาในไตรลักษณ์ และกายคตาสติสูตรโดยละเอียด

๑.๖ นวสีวถิการ  คือ พิจารณาซากศพในสภาพต่าง ๆ   เป็นระยะๆ ๙ แบบหรือระยะ  จนผุพังเน่าเปื่อยไปในที่สุดและต้องเข้าใจว่ากายตนแลผู้อื่นต่างก็ล้วนต้องเป็นเฉกเช่นนี้ ไม่เป็นอื่นไปได้  ภาพอสุภในทางปฏิบัติของ    เห็นกายในกาย คือมีสติระลึกรู้อยู่เนืองๆ ว่า    สักแต่ว่ากายตามที่ได้พิจารณาเข้าใจ เพื่อให้บังเกิด นิพพิทาญาณ  จึงดับตัณหา อนึ่งพึงระลึกรู้ด้วยว่า การมีสติอยู่กับกาย เป็นเพียงการระลึกรู้เท่าทันกาย ทั้งทางด้านปัญญาด้วยเช่นว่าไม่งามเป็นปฏิกูลเพื่อความ   นิพพิทา  แต่ถ้าแน่วแน่แต่อย่างเดียวขาดสติการระลึกรู้ก็กลับกลายเป็นสมถสมาธิไปได้โดยไม่รู้ตัว(หมายความว่า มีความตั้งใจฝึกสติ แต่ไปทำสมาธิเสียโดยไม่รู้ตัว)อนึ่งพึงทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งว่า การมีจิตอยู่กับกายหรือกายานุปัสสนานั้น มิได้มีความหมายไปว่า ส่งจิตไปแช่นิ่งภายในส่วนกายตน  ไม่ได้หมายถึงการมีจิตอยู่ในร่างกายภายในหรือภายนอกตน เพราะเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรงกล้า จนเกิดผลร้ายได้ ก่อให้เกิดอาการจิตส่ง ใน เป็นที่สุด ที่เลิกได้ยากแสนยาก  และเป็นโทษในภายหลังอย่างรุนแรงและที่สำคัญคือโดยไม่รู้ตัวอีกเสียด้วย   (พระอภิธรรม แสดงความหมายของ  กายภายใน จึงไม่ใช่ การส่งจิตเข้าไปแช่หรือจับจ้องในกายตน หรือจิตส่งใน และแสดงกายภายนอก)

๒. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน สติกําหนดพิจารณา เวทนา หรือการเสพรสอารมณ์ที่บังเกิดขึ้นเป็นธรรมดาจาการกระทบคือ   ผัสสะ ให้เห็น เวทนา ที่เกิดขึ้น  แล้วพิจารณาให้เห็นตามความจริงของเวทนาว่า”เวทนาเป็นสักแต่ว่าเป็นการรับรู้ การเสพรสอารมณ์ที่มากระทบสัมผัส  (ผัสสะ)ทั้งในทางใจและกายคือใน รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส, ธรรมารมณ์ เป็นขบวนการธรรมชาติหรือสภาวธรรมแท้อันยิ่งใหญ่ที่มีในมนุษย์ทุกผู้นาม เป็นทุกข์โดยธรรมชาติเป็นเพียงกระบวนการรับรู้ในขั้นแรกๆที่เอาข้อมูลมาจากสัญญา  (ความจํา) อดีตหรือ  อาสวะกิเลส  ยังไม่ใช่ความทุกข์จริงๆ  พิจารณาให้เห็นว่าเมื่อมีการผัสสะย่อมเกิดเวทนาอันมี สุขเวทนา ทุกขเวทนาและอทุกขมสุข (ไม่สุขไม่ทุกข์)  อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดาทุกครั้งทุกทีไป ซึ่งเป็นเวทนาปกติหรือเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ  หลีกเลี่ยงหลบหนีไม่ให้เกิดไม่ให้เป็นไม่ได้ เป็นหลักธรรมชาติธรรมดาๆ     แต่สูงสุดจิตจะได้คลายความยึดมั่นถือมั่นในเวทนาหรือการเสพรสอารมณ์ ที่บังเกิดนั้นๆ  จึงไม่เกิดตัณหาขึ้น จึงเป็นเพียงสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาตามธรรมหรือธรรมชาติแต่ย่อมไม่เร่าร้อนเผาลนดังเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทานดังพุทธพจน์ที่แสดงไว้ให้เข้าใจและรู้เท่าทันในเวทนาดังนี้

เมื่อเป็นสุขเวทนาก็ให้รู้ว่าเป็นสุขเวทนา เมื่อไม่มีก็รู้ว่าไม่มี

เมื่อเป็นทุกขเวทนาก็ให้รู้ว่าเป็นทุกขเวทนา เมื่อไม่มีก็รู้ว่าไม่มี

เมื่อเป็นอทุกขมสุขก็ให้รู้ว่าเป็นอทุกขมสุข เมื่อไม่มีก็รู้ว่าไม่มี

เมื่อเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุข ชนิดมีอามิส (เครื่องล่อใจ-เจือกิเลส)ก็รู้ว่ามี เมื่อไม่มีก็รู้ว่าไม่มี

เมื่อเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุข ชนิดไม่มีอามิส ก็รู้ว่ามี เมื่อไม่มีก็รู้ว่าไม่มี

เวทนาเป็นเพียงสักแต่ว่าเวทนาคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นและจำต้องรับรู้ ที่แท้จริงก็แค่ความรู้สึกที่ต้องเกิดขึ้นจากการกระทบจึงไม่ควรไปยึดมั่นเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรม  หรือสภาวธรรมธรรมชาติจริงๆ ตามเหตุปัจจัยอันมาปรุงแต่ง หรือมาผัสสะ จึงเกิดๆดับๆ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ไม่มีตัวไม่มีตนแท้จริง จึงไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริงอีกด้วย จึงควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้,  เห็นเวทนาทั้งในเวทนาตนเอง (เห็นเวทนาในเวทนาภายใน แต่ไม่ใช่อาการของจิตส่งใน แต่อย่างใดด้วยเข้าใจผิด) และเห็นเวทนาในเวทนาบุคคลอื่น   ( เห็นเวทนาในเวทนาภายนอก  จึงไม่ใช่อาการ  จิตส่งออกนอกไปฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่งแต่อย่างใด)ในทางปฏิบัติของ เห็นเวทนาในเวทนา คือมีสติรู้อยู่เนืองๆว่าเวทนาสักแต่ว่าเวทนา อันย่อมต้องเกิดความรู้สึกจากการรับรู้ใน อารมณ์ ที่ผัสสะกัน เป็นธรรมดาโดย  ธรรมชาติหรือตถตา จึงไม่ไม่ยึดมั่นหมายมั่นในเวทนาเหล่าใดเหล่านั้น ด้วยการอุเบกขาไม่เอนเอียงไปนึกคิดปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านอันยังให้เกิด  เวทนา  ขึ้นอีกอันจักเป็น  เหตุปัจจัย  ให้เกิด   ตัณหา อันทําให้เกิดทุกข์ อันเป็นไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรม กล่าวคือไม่ต่อล้อต่อเถียงกับจิต อันเป็นการเปิดโอกาสให้จิต หลอกล่อไปปรุงแต่งต่างๆนาๆให้เกิดเวทนาๆต่างๆนาๆ อันอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์อุปาทานโดยไม่รู้ตัวด้วยความไม่รู้ คือ อวิชชา (พระอภิธรรม แสดงความหมายของเวทนาภายใน จึงไม่ได้หมายถึงอาการส่งจิตไปแช่นิ่งภายในหรือจิตส่งใน และแสดงเวทนาภายนอก)

๓. จิตตานุปัสสนา  สติปัฏฐาน คือ       การเห็นจิตในจิต หรือสติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาจิต (จิตตสังขารหรือมโนสังขารเช่นความคิด,ความนึก คือ ธรรมารมณ์ ต่างๆ) และโดยเฉพาะอาการของจิต หรือกริยาของจิต(เจตสิก) ดังเช่น ราคะ, โทสะ,โมหะ, ฟุ้งซ่าน หดหู่ เป็นสมาธิ ฯ.  ที่ย่อมยังให้เกิดเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วเป็นอารมณ์  คือ   มีสติระลึกรู้เท่าทันในจิตตสังขาร   ตามสภาพเป็นจริงที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ(บ้างเรียกกันว่าเห็นจิตในจิต)เช่น  จิตมีราคะ   โทสะ   โมหะ   ก็รู้ว่าจิตมี,   จิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะก็รู้ว่าปราศจากราคะ โทสะ โมหะ, จิตหดหู่  ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่  หรือจิตฟุ้งซ่าน  ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน ทั้งในของตนเองและของบุคคลอื่นอันเพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึกเครื่องเตือนสติและพิจารณาการเกิดๆดับๆ ว่า   เป็นไปตามธรรมคือสภาวธรรมหรือธรรมชาติ  ล้วนไม่เที่ยงของจิตตสังขารดังกล่าว

เห็นจิตในจิต หรือ จิตเห็นจิต ถ้าเข้าใจขันธ์ ๕ จักเข้าใจได้ว่าหมายถึงการมีสติเห็น จิตตสังขาร ที่บังเกิดขึ้น(จิตสังขารหรือมโนสังขารในขันธ์๕นั่นเอง ล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน) อันมีตามที่ท่านตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรดังนี้ คือมี  จิตมีราคะ เป็น  เจตสิก คืออาการของจิตที่ประกอบด้วยราคะ กล่าวคือกลุ่มของความคิดฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่ง   ที่ประกอบด้วยความกำหนัดความปรารถนาใน กาม ทั้ง๕ นั่นเอง จิตมีโทสะ  เป็นเจตสิก คืออาการของจิตที่ประกอบด้วยโทสะ   กล่าวคือกลุ่มของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านที่ประกอบด้วยความโกรธความขุ่นเคือง นั่นเอง  จิตมีโมหะ เป็นเจตสิก คืออาการของจิตที่ประกอบด้วยโมหะความหลง หรือกลุ่มของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านที่ประกอบด้วยความไม่รู้จริงนั่นเอง จิตหดหู่ ก็เป็นเจตสิกในข้อที่ ๒๕ ในเจตสิก ๕๒ เป็นกลุ่มอาการของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านปรุงแต่งที่ทำให้เกิดความหดหู่ใจ  ใจหดห่อ  แห้งเหี่ยวใจ  จิตฟุ้งซ่าน  เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่ง ที่เรียกอุทธัจจะในข้อที่ ๑๗ ในเจตสิก  ๕๒   เป็นอาการของจิตที่ฟุ้งซ่าน   หรือส่งจิตออกนอกไปปรุงแต่งคือผัสสะในสิ่งเรื่องต่างๆ หรือเปรียบเทียบได้ดั่งองค์ธรรมชรา ในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จิตเป็นฌานหรือมหรคต จิตเป็นฌาณ, จิตอยู่ในกำลังฌาน,  จิตประกอบด้วยกำลังของฌานอยู่   (เกิดขึ้นได้แม้ในขณะดำชีวิตประจำวัน ขึ้นอยู่กับวสีความชำนาญ และมาจากการสั่งสมประพฤติปฏิบัติจนมักเกิดการเลื่อนไหลไปโดยไม่รู้ตัว)จิตเป็นสมาธิ   จิตมีความตั้งใจมั่นในสิ่งใดอยู่ แม้ในชีวิตประจำวัน    ไม่ได้หมายถึงการไปนั่งสมาธิแต่อย่างเดียว จิตมีสิ่งอื่นยิ่งกว่า หมายถึงอาการของจิตเป็นเอกหรือเป็นใหญ่อยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ เช่นจิตเป็นเอกอยู่กับการคำบริกรรมพุทโธ   หรือจิตเป็นเอกอยู่ในกิจหรืองานใดๆ,  หรือจิตเป็นเอกในธรรมที่เป็นเครื่องอยู่เครื่องพิจารณา, หรือจิตหมกมุ่นจดใจจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่, จิตหมกมุ่นกับการส่งออกไปปรุงแต่ง   จิตวิมุตติหรือจิตหลุดพ้น   หมายถึงอาการที่จิตหลุดพ้นจากกิเลสหรือเจตสิกต่างๆ  เช่นดังที่กล่าวข้างต้น  (เป็นไปในขณะหนึ่งๆ  ยังไม่ได้หมายถึงเป็นการถาวรหรือนิพพาน)  กล่าวคือ  ล้วนมีสติระลึกรู้เท่าทัน    กล่าวคือมีสติระลึกรู้    “จิต หรืออาการของจิต คือเจตสิกที่บังเกิดขึ้น ณ  ขณะจิตนั้นๆ”

อนึ่ง อาการของจิต ทั้งหลายหรือ เจตสิก ดังเช่น ราคะ โทสะ โมหะ จิตฟุ้งซ่าน ฯลฯ. นั้นมันไม่มีอาการเป็นรูปธรรมเป็นตัวเป็นตนแท้จริง   แต่มันอาศัยแฝงอยู่กับ  สังขารขันธ์   คือ  การกระทำต่างๆ  นั่นเอง ดังเช่น ความคิด(มโนสังขาร)ที่ประกอบด้วยราคะ, การทำร้ายผู้อื่นทางกาย (กายสังขาร)ที่ประกอบด้วยโทสะ, การคิดด่าทอ,ต่อว่า (วจีสังขาร)ที่ประกอบด้วย โมหะ คืออาการหลงไปปรุงจนเกิดประกอบด้วยความไม่รู้ตามความเป็นจริง เช่นคิดหรือ ธรรมารมณ์กระทบใจแล้วจะให้รู้สึกเฉยๆ, การเกี้ยวพาราสีทั้งด้วยคำพูดทั้งกริยาท่าทางที่ประกอบด้วยราคะ,   จิตคิดฟุ้งซ่านหรือคิดวนเวียนไม่หยุดหย่อนในเรื่องไร้แก่นสาร เช่นคิดไปในอดีต อนาคต ก็คือความคิดที่ประกอบด้วย จิตฟุ้งซ่านหรือส่งจิตออกนอกไปปรุงแต่งนั่นเองใช้วิธีมีสติรู้เท่าทันเวทนาและจิต  เป็นหลักปฏิบัติประจําเมื่อปฏิบัติจนชํานาญแล้ว   ระลึกรู้และเท่าทันในเวทนา (เวทนานุปัสสนา) อย่างถึงใจ  และเข้าใจปฏิจจสมุปบาทดีแล้ว    จิตจักรู้สภาพจิตสังขารหรืออาการของจิต(เจตสิก)ที่เกิดขึ้น คือ เห็น ราคะ โมหะ โทสะ   ชัดเจนขึ้น  เมื่อจิตเห็นจิต ซึ่งก็คือ สติเห็นจิตตสังขารนั่นเอง เพราะจิตตัวแรกนั้นหมายถึงสติอันเป็นจิตตสังขารหรือ เจตสิก อย่างหนึ่งนั่นเอง จิตจะเห็นความคิดหรืออาจเห็นเวทนาที่ เกิดๆ ดับๆ  อยู่ตลอดเวลาว่าเป็นสภาวธรรมอันไม่เที่ยง ไม่มีแก่นแกนหรือ   ก่อให้เกิดทุกข์อย่างชัดแจ้ง  อันทําให้รู้เห็นตามความเป็นจริงในสภาวธรรม  จิตจักได้คลายความยึดมั่นถือมั่นใน เวทนา และ จิต  ที่ไม่เที่ยง   คงทนอยู่ไม่ได้จึงเป็นทุกข์ และ  อนัตตา อันก่อให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ เห็นความคิด(จิตตสังขารนั่นเอง) และการเสวยอารมณ์ต่างๆหรือความรู้สึกสุข,ทุกข์,ไม่สุขไม่ทุกข์ (เหล่าเวทนา) ว่าเป็นไปตามไตรลักษณ์  ดังนั้นเมื่อไปอยากด้วย  ตัณหา จึงย่อมเกิดการยึดด้วยอุปาทานเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ดังนั้นเมื่อไปอยากหรือไปยึดไว้ด้วยเหตุผลกลใดก็ดี เมื่อมีการแปรปรวนด้วยอนิจจัง แล้วย่อมดับไปด้วยทุกขังเพราะสภาวธรรม จึงไม่เป็นไปตามปรารถนา  จึงเกิดเป็นทุกข์อุปาทานที่ต่างจาก ทุกขเวทนา ตรงที่มีความเร่าร้อน, เผาลน, กระวนกระวาย ตามกำลังของตัณหาแลอุปาทานนั่นเองในทางปฏิบัติของการ เห็นจิตในจิต  คือ สติเห็นจิตสังขาร (เช่นความคิด)ที่เกิดขึ้นว่า สักแต่ว่าจิตสังขารตามที่พิจารณาอยู่เนืองๆ แล้วอุเบกขาไม่เอนเอียงไปแทรกแซงด้วยถ้อยคิดปรุงแต่ง  หรือกริยาจิตใดๆ  ดังการคิดเรื่อยเปื่อยหรือฟุ้งซ่านจึงย่อมยังให้เกิด เวทนา อื่นๆที่อาจเป็นปัจจัยจึงมี   ตัณหาเกิดขึ้น  จึงทําให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อน  ( จิตตานุปัสสนานิเทส แสดงความหมายของจิตภายใน จึงไม่ใช่หมายถึงจิตส่งใน และความหมายของจิตภายนอก)

๔. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน สติกําหนดพิจารณาธรรม(สิ่งต่างๆ)ที่บังเกิดแก่ใจเป็นอารมณ์ทั้งที่เป็น กุศลหรืออกุศล ก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติและเครื่องระลึกรู้เพื่อให้เกิด ปัญญา เป็นสำคัญหรือเป็นวัตถุประสงค์ ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแนะในมหาสติปัฏฐานสูตรให้พิจารณา เป็นอาทิ เช่น

๔.๑ นิวรณ์ ๕ เช่น  ข้อพยาบาทให้พิจารณาว่ามีอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า มีอยู่ ณ  ภายในจิตไม่มีอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตที่ยังไม่เกิด  จะเกิดขึ้นด้วยประการใด  ย่อมรู้ชัดประการนั้นที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นเป็นเช่นนี้ทุกข้อใน กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา

๔.๒ ขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์๕

๔.๓ อายตนะภายใน และนอก

๔.๔ โพชฌงค์ ๗

๔.๕ อริยสัจ ๔ และมรรคองค์ ๘

การพิจารณาธรรมต่างๆเหล่านี้ในจิต เป็นธัมมวิจยะ(การพิจารณาธรรม)เพื่อเป็นเครื่องรู้,  ระลึกเตือนสติเป็นแนวทาง ให้เกิดปัญญาไม่ไปยึดมั่นถือมั่นเช่นกันเพราะธรรมทั้งหลายเหล่านี้จัดเป็นสังขารในไตรลักษณ์ เกิดแต่เหตุปัจจัยเช่นกันเมื่อเหตุปัจจัยของสังขารธรรมเหล่านี้แปรปรวน  หรือดับ สังขารธรรมนี้ก็เช่นกัน   อีกทั้งเมื่อเรารู้ระลึกธรรมทั้งหลายก็เกิดขึ้น  เมื่อเราหยุดรู้ระลึกธรรมทั้งหลายก็ดับลงเช่นกันเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์  แม้จักเป็นจริงตามธรรมชาติเช่นนี้ตลอดแต่เหตุปัจจัย   ได้แปรปรวนและดับเสียแล้วเช่นกันในทางปฏิบัติของ สติเห็นธรรม  คือระลึกรู้ในธรรมหรือสิ่งทั้งหลายที่บังเกิดแก่จิตในขณะนั้นๆ ก็เพื่อให้เกิดปัญญาญาณนั่นเอง คือมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์และการดับไปของทุกข์อย่างแจ่มแจ้งสติปัฏฐาน๔ นั้นมีจุดประสงค์อยู่ที่ ฝึกสติ และใช้สติ พิจารณาสรุปให้เข้าใจโดยถ่องแท้เพื่อให้เกิด สัมมาญาณ (ปัญญาญาณ) ว่า ธรรมทั้งหลายอันมี  กาย เวทนา จิต ธรรม มีอยู่ก็เพียงสักว่าความรู้  อาศัยระลึกเตือนสติเตือนใจไม่ให้ไปยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจ (หมายถึงอุปาทาน) ใดๆ  ในโลก ก็ด้วยลักษณาการของกาอุเบกขาเสียนั่นเอง

อีกทั้งมีพุทธประสงค์ให้ปฏิบัติในชีวิตประจําวันขนาดกล่าวได้ว่าแทบทุกลมหายใจ   กล่าวคือเมื่อจิตหรือสติวนเวียนระลึกรู้หรือพิจารณาอยู่ในธรรมทั้ง ๔ แล้ว จิตย่อมหยุดส่งจิตออกนอกไปนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ อันก่อให้เกิดทุกข์   จิตอยู่ในที่อันควรแลสงบ  ขณะจิตนั้นเองจิตย่อมเกิดกําลังแห่งจิตขึ้นเนื่องจากสภาวะปลอดทุกข์ขึ้นทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว อันยังให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมนั้นทีละเล็กทีละน้อยสะสมขึ้นเช่นกัน  จนในที่สุดจักเกิดสภาวะ อ๋อ มันเป็นเช่นนั้นเอง หรือธรรมสามัคคีนั่นเอง เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมนั้นๆอย่างแท้จริง

สติปัฏฐานสูตร๔ มีเจตนาต้องการให้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ ไม่ใช่แต่ กาย เวทนา จิต ธรรม เท่านั้น เพียงแต่ธรรม ๔ข้อนี้เป็นหลักสําคัญในการดับหรือลดละตัณหาและความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจของตนหรืออุปาทาน อันก่อให้เกิด  “อุปาทานขันธ์ ๕” อันเป็นทุกข์ถ้านั่งปฏิบัติในรูปแบบ ให้มีสติอย่าปล่อยให้เลื่อนไหล ผ่อนคลายกายและใจ เมื่อเริ่มต้นใช้สติดูลมหายใจ ก็จะเกิดอาการต่างๆจากการปฎิบัติสมถวิปัสสนามาให้เห็น แต่นักปฏิบัติมักจะไม่ชอบ คิดว่าผิด อันไปคิดกันว่าไม่ดี  ไม่ถูก  จิตไม่สงบ   เพราะไม่รู้จึงไม่แยกแยะว่านี่เป็นการฝึกสติ   ไม่ใช่ฝึกสมาธิ  ไม่ได้ลิ้มรสของความสงบสุขแลสบายจากสมาธิหรือฌานตามที่เข้าใจหรือเคยประสบ,โดยธรรมชาติของจิตนั้น จิตจะส่งออกไปเห็นนั่น เห็นนี่ คิดนั่น คิดนี่ เป็นปกติธรรมดาตามสภาวธรรมชาติเพียงให้มีสติระลึกรู้ว่านั่นแหละจิตสังขารหรือความคิดสังขารในปฏิจจสมุปบาทอันจัดเป็นคุณอย่างยิ่งอันจักพอแยกออกไปได้  ๒ ลักษณะ คือ

รูปนิมิต   หรือเห็นเป็นภาพหรือรูปขึ้นในจิต    ในบางขณะเมื่อเผลอตัวจิตจักส่งออกไปซัดส่ายปรุงแต่งเป็นภาพต่างๆนาๆผุดขึ้นมาอันคือสังขารในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จิตเมื่อเผลอย่อมส่งออกไปสักระยะจนอิ่มตัว หรือมีสติ รู้สึกตัว ก็ให้ละเสีย  เป็นเรื่องธรรมชาติอันต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  หรือจากอาการของ จิตขาดสติ  เลื่อนไหลไปเป็นสมาธิหรือฌานจนเกิดนิมิตต่างๆ  ขึ้น

นามนิมิต หรือเป็นความคิดนึกต่างๆ นาๆ ที่ผุดขึ้นมาแทนที่ภาพนั่นเองเป็น สังขาร  ในปฏิจจสมุปบาทเช่นกัน  อาการก็จักเหมือนรูปนิมิต  ที่จิตเผลอส่งออกไปคิดปรุงแต่งเมื่อขาดสติเป็นธรรมดา  เมื่อจิตส่งออกไปสักพักไปปรุงแต่งจนเกิดทุกข์หรือฟุ้งซ่านจนอิ่มตัวหรือมีสติรู้ตัว ก็ให้ละเสีย แต่ให้รู้ให้เข้าใจด้วยว่าเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์เยี่ยงไรจากความคิดนึกหรือสังขารที่สั่งสมที่เกิดขึ้นมานั้น  เช่นเห็น เวทนา ที่เกิดขึ้น หรือเห็น จิต เช่นความโลภ โกรธ หลง ฯลฯ. เห็นอันใดก็ปฏิบัติอันนั้น ให้รู้ว่าเหตุเกิดจากเวทนา นั้นๆหรือ จิตคิด นั้นๆ แล้วดับลงเพราะสติ? จิตมีทุกข์ไหม?

ห้ามไปคิดเรื่องทุกข์นั้นให้คิดแต่เรื่องเหตุที่เกิด เมื่อเข้าใจแล้วต้องละ (ละในภาษาธรรมหมายถึงมีสติรู้เข้าใจแล้ววางเสีย) คือถือ อุเบกขา เป็นกลางไม่ปรุงแต่งเอนเอียงไปทั้งในด้านดีหรือด้านร้าย อันเป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่งยวดในการปฏิบัติ เพราะจิตเมื่อเห็นเวทนาและโทษจากจิตคิดนึกปรุงแต่งหรือสังขารที่สั่งสมไว้บ่อยๆ   จิตจะได้เกิดความเข้าใจหรือปัญญาขึ้นว่าสิ่งเหล่านี้ เองที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์    และที่สําคัญคือเป็นอุบายวิธีในการฝึกสติให้เป็นอุเบกขาหยุดการปรุงแต่ง, อันอุเบกขานี้เป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งมิสามารถเกิดขึ้นเองจึงต้องหมั่นฝึกอบรมปฏิบัติให้เป็นสังขารที่สั่งสมใหม่อันมิได้เกิดแต่อวิชชา อันมีคุณอย่างยิ่งยวดในการดับทุกข์ และเป็นองค์ธรรมข้อสุดท้ายในโพชฌงค์๗ ธรรมอันเป็นเครื่องตรัสรู้เมื่อเกิดความคิดหรือจิตที่ประกอบด้วยอาการโลภ โกรธ หลง หดหู่ สมาธิ ฌาน ฯ. ก็ให้มีสติรู้ตามความเป็นจริง   อย่าไปกดข่ม  แค่ต้องรับรู้ตามจริง  มีอาการต่างๆ  ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

แต่ข้อสําคัญคือวางอุเบกขาเป็นกลาง  เป็นกลางอย่างไร?    เป็นกลางโดยการวางทีเฉยดูไม่ไปนึกคิดปรุงแต่งเอนเอียงไปในทางใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะดี หรือชั่ว, เราถูก   หรือเขาผิด,  สังเกตุอาการที่เกิดขึ้นให้รู้คุณและโทษของจิตที่คิดปรุงแต่งนั้น  จึงจักเป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนาที่ถูกต้อง, หรือเมื่อปวดเมื่อยหรือรับรู้ความรู้สึกใดๆ ที่กระทบทางกายหรือใจ ก็ให้รู้ว่านั่นแหละเวทนา  ให้มีสติรู้ว่าเป็นความรู้สึกรับรู้ต่อกายหรือใจเยี่ยงไรมีกิเลสแฝงด้วยไหม แล้วอุเบกขาเป็นกลางวางเฉยไม่คิดปรุงแต่งเอนเอียงไปในด้านใด รู้สึกอย่างไรก็รู้สึกอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าอาการนั้นๆต้องหายไป  แต่ต้องไม่ใส่ใจวางใจเป็นอุเบกขาไม่ปรุงแต่ง อันเป็นการปฏิบัติเวทนานุปัสสนา,  หรือธรรมใดบังเกิดต่อจิตหรือหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ก็ให้พิจารณาธรรมนั้นๆเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมอันมีกําลังของสติที่ไม่ซัดส่ายมีกําลัง เป็นเครื่องช่วย อันเป็นการปฏิบัติธรรมานุปัสสนา อันจักยังให้เกิดปัญญาจากธรรมนั้นๆ, หรือใช้สตินั้นไปพิจารณากายว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย สักแต่ว่าธาตุ๔ มาประชุมกันชั่วระยะหนึ่ง หรืออันล้วนแต่เป็นสิ่งปฏิกูล ฯ.เป็นการคลายลดละความยึดถือยึดมั่นในกายแห่งตน อันเป็นการปฏิบัติแบบกายานุปัสสนา

ข้อสังเกตุของผู้เขียนและความคิดเห็น  ในหมวดธรรมานุปัสสนา  มีกล่าวถึงสมาธิหรือองค์ฌานไว้ในหมวดของมรรค๘  ว่าเป็นสัมมาสมาธิหรือหมายถึงสมาธิที่ถูกต้อง   ที่ถูกที่ควร,  ถูกต้องจริงแต่หมายถึงในแง่สมาธิหรือแง่หมวดธรรมมานุปัสสนาเท่านั้น  อันไว้เป็นกําลังแห่งจิตหรือพักผ่อนกายและจิต, ไม่ใช่ในแง่การปฏิบัติสติปัฏฐาน๔อันเป็นการใช้สติปฏิบัติวิปัสสนาให้รู้แจ้งตามความเป็นจริงแห่งธรรม,     จึงมีผู้สับสนเป็นจํานวนมากที่เข้าใจว่าปฏิบัติสมาธิหรือฌานอันบางท่านใช้ลมหายใจเป็นอุบายวิธีเช่นกันกับสติปฏัฐาน๔   จึงเกิดการสับสนในการปฏิบัติเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐาน๔,  แม้แต่เกิดองค์ฌานตามพระสูตรอันเป็นสัมมาสมาธิในแง่สมาธิแล้วก็ตาม   ก็ต้องไม่ไปยึดติดยึดมั่นหรือมีตัณหาในองค์ฌาน ปีติ สุข อุเบกขา นั้นด้วยจึงจะถูกต้อง มิฉะนั้นก็จะเกิด  วิปัสสนูปกิเลส อันยังผลร้ายแก่นักปฏิบัติสติปัฏฐาน๔    นี้เป็นการฝึกสติเราสามารถปฏิบัติได้ในทุกขณะและอริยาบถ  โดยไม่จําเป็นต้องปฏิบัติแบบการนั่งสมาธิเต็มรูปแบบ  สามารถทําได้ในขณะจิตตื่นสบายๆ  ไม่เครียดหรือหงุดหงิดก็นํามาคิดตริตรองใช้ปัญญาพิจารณา  สังเกตุเห็นเวทนาหรือจิตได้ในทุกอิริยาบถ

ซึ่งวิปัสสนาใช้สมาธิระดับขณิกกะสมาธิ(แค่ไม่วอกแวก,อยู่กับกิจหรืองานที่ทํา) หรือเกือบเป็นอุปจารสมาธิเท่านั้นเช่น เมื่อพิจารณาจนเกิดปัญญาหรือเข้าใจในเวทนาหรือจิตจริงๆ  เราจะเข้าใจในธรรมนั้นๆ  เช่นเวทนานุปัสสนา  โดยจะไม่ไปยึดมั่นพึงพอใจในเวทนามากเหมือนในอดีตอีก   เนื่องจากรู้ว่าเป็นกระบวนการทางธรรม (ชาติ) ไม่สามารถไปหยุดไปห้ามได้และเป็นไตรลักษณ์  เหมือนกับห้ามหายใจไม่ได้ฉันใดก็ห้ามเวทนาไม่ได้ฉันนั้นและไม่ใช่ความทุกข์ตัวจริงดับความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)ได้ก็คือดับอุปาทานในปฏิจจสมุปบาทได้ผลก็คือไม่มีความทุกข์อันเกิดจาก “อุปาทานขันธ์๕ “ซึ่งเป็นไปตามกฏอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้ดับผลนี้ก็ดับดังบทสรุปในมหาสติปฏิปัฏฐาน๔ทุกบท ของกาย, เวทนา,จิต,ธรรม ตลอดจนบทย่อยทุกๆ บท แสดงถึงพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ ในการปฏิบัติไว้เด่นชัด รวมถึง ๒๑ ครั้ง  คือ ดั่งนี้

ย่อมพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนา ภายในบ้าง  ( เปลี่ยนเวทนาเป็น กาย จิต ธรรม และบทย่อยๆ)พิจารณาเห็น  เวทนาในเวทนา ภายนอกบ้าง  พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนา ทั้งภายใน  ทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือ  ความเกิดในเวทนาบ้าง  (เห็นธรรมคือเห็นธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ) พิจารณาเห็น ธรรมคือ ความเสื่อมในเวทนาบ้าง (ดับไป) พิจารณาเห็น ธรรมคือ ทั้งความเกิด ทั้งความเสื่อมในเวทนา บ้าง ย่อมมีอยู่อนึ่ง  สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า  เวทนามีอยู่ก็  แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้,    เครื่องรู้พียงสักแต่ว่า เป็นที่อาศัยระลึกเท่านั้น   (หมายถึงอาศัยเป็นเครื่องรู้ระลึกและพิจารณาเป็นเครื่องเตือนสติและปัญญา) เธอเป็นผู้ซึ่งตัณหาและทิฐิ ไม่ติดอยู่ด้วย และไม่ยึดถือ  (หมายถึงไม่ยึดติด, ไม่ยึดมั่นถือมั่นคืออุปาทาน) อะไรๆ  ในโลกด้วยอย่างนี้แล ชื่อว่าพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่(เป็นเช่นนี้ในตอนท้ายของ กาย เวทนา จิต ธรรม และบทย่อยๆทั้งหลาย เน้นย้ำเหมือนกันทุกประการถึง ๒๑ ครั้ง) เวทนาในเวทนา หมายถึงเข้าใจในเวทนาจริงๆ   อย่างถูกต้องเห็นเวทนาตามความเป็นจริงไม่ถูกครอบงําหรือปาทาน(ยึดมั่นในความเชื่อของตนเองอย่างผิดๆ)  เห็นว่าสักแต่เพียงกระบวนการทางธรรม  (ชาติ) เป็นปกติอย่างนี้ตลอดกาล เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ไปยึดมั่นหรือถือมั่นให้เป็นอุปาทานในเวทนาหรือการความรู้สึกรับรู้ในอารมณ์ที่บังเกิดขึ้นนั้นเวทนาภายใน หมายถึง เวทนาของตนเอง เวทนาภายนอก หมายถึง เวทนาของบุคคลอื่น

ในบทสรุปของ  “มหาสติปัฏฐานสูตร”อันต่อจากบทธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้ชัดแจ้งเช่นกันถึงการบรรลุพระอรหัตตผล  กล่าวคือ  ถ้ายังมี  อุปาทิ  (สภาพที่ถูกอุปาทานยึดไว้มั่น) อันคืออุปาทานยังไม่สิ้นหมด ยังคงมีเหลืออยู่บ้างก็จักได้เป็นพระอนาคามี   ดังความในพระสูตรต่อไปนี้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนั้น ตลอดเนืองๆ ๗ ปี  ผู้นั้นพึงหวังผล ๒ ประการ อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑หรือเมื่ออุปาทิ ยังเหลืออยู่  จักเป็นพระอนาคามี ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ ปี ยกไว้ ………………….. (เหมือนเดิมทุกประการ เพียงเปลี่ยนเป็น  ๖ ปี, ๕ ปี, ๔ปี…..๑ ปี, ๗ เดือน, ๖ เดือน…๑ เดือน, กึ่งเดือน,  และสุดท้ายที่๗ วัน เป็นเช่นเดียวกันทุกประการ ถึง ๑๖ ครั้ง)

ดังนั้นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของสติปัฏฐาน ๔  ก็คือการใช้ สติเพื่อดับตัณหา  อุปาทาน   นั่นเองซึ่งก็จักบังเกิดผลดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า   ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมบรรลุพระนิพพานผู้ที่ปฏิบัติโดยยึดหลัก”มหาสติปัฏฐาน๔” ควรสํารวจการปฏิบัติของเราด้วยว่า  เราปฏิบัติเพื่อฝึกสติและใช้สติเพื่อลดละความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจในตัวตน,ของตัวตนของตน หรือ อุปาทานในกาย เวทนา จิต ธรรม  ของเราเองถูกต้องดังพุทธประสงค์หรือไม่? หรือเรากําลังปฏิบัติ จุดมุ่งหมายพระพุทธประสงค์ หรือกําลังปฏิบัติสมาธิอยู่?

 

การปฏิบัติสติปัฏฐาน๔ อย่างถูกต้อง

การปฏิบัติสติปัฏฐาน๔ในขั้นต้นนั้น ต้องใช้สมาธิเป็นบาทฐานในการปฏิบัติ เป็นการฝึกสมาธิและสติในขั้นแรกอย่างเข้มข้น  เพื่อให้เกิด  สมาธิ  ที่หมายถึงความตั้งใจมั่น แล้วน้อมจิตที่สงบตั้งมั่นดี แล้วอันย่อมมีกำลังแล้วนั้นไปพิจารณาสังเกตศึกษาให้เห็นธรรม (สิ่ง)ต่างๆตามความเป็นจริงให้ชัดเจนขึ้น  เช่นเห็น กาย และดำเนินก้าวต่อไปโดยการสังเกตให้เห็นให้รู้เข้าใจ เวทนา และ จิต  สังขารต่างๆที่เกิดขึ้น ตลอดจนใช้พิจารณาธรรมต่างๆเพื่อให้เกิดภูมิรู้ภูมิญาณเข้าใจในสภาวะธรรมต่างๆอย่างปรมัตถ์ถูกต้อง เมื่อปฏิบัติดังกล่าวดีแล้วก็ต้องนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  จึงจักถูกต้องและบังเกิดผลสูงสุดขึ้นได้  การปฏิบัติสติปัฏฐาน๔  ในสมาธิในเบื้องต้นนั้น   หาที่สงัด   ตั้งกายให้ตรง   ดำรงจิตให้มั่นนั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้เกิดจิตเกิดความตั้งใจมั่นระดับเบื้องต้นก่อนคือไม่เลื่อนไหลไปสู่ฌานสมาธิระดับประณีตจนปฏิบัติไม่ได้หรือลงภวังค์หรือหลับไปอย่างง่ายๆ เพื่อจะได้ปฏิบัติให้เกิดสติและสัมมาสมาธิ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพิจารณาทำความเข้าใจใน  กาย  เวทนา  จิต  และธรรมอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง(ปรมัตถ์) ก็เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติจริงๆ อีกครั้งในขณะดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะในการปฏิบัติในรูปแบบแผนเท่านั้น คือต้องนำไปฝึกฝนอบรมอีกครั้งหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันจนเป็นมหาสติ หรือเป็นดังเช่น สังขาร(ในปฏิจจสมุปบาท)  แต่มิได้เกิดแต่อวิชชา,  กล่าวคือเมื่อปฏิบัติโดยถูกต้องและประจำสมํ่าเสมอ    จิตจะเริ่มกระทำตามสังขารที่ได้สั่งสมอบรมไว้เองโดยอัติโนมัติในชีวิตประจำวัน นั่นแหละมหาสติหรือสังขารธรรมอันถูกต้อง เป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดในการปฏิบัติสติปัฏฐาน๔

การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ขณะดำเนินชีวิตประจำวันนั้น จะมีสิ่งต่างๆ  มากระทบผัสสะตลอดเวลา เมื่อธรรม  (กาย เวทนา จิต ธรรม) ใดมากระทบและรู้เท่าทัน ก็ให้ปฏิบัติธรรม(กาย เวทนา จิต ธรรม)  นั้น   เพราะธรรมหรือสิ่งที่มาผัสสะนั้นมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ตลอดจน  จริต  ของนักปฏิบัติเอง จึงมีความชำนาญชํ่าชองในการเห็นการรู้ในธรรมทั้ง๔ ที่ย่อมแตกต่างกันออกไปตามจริตและสังขารที่ได้สั่งสมไว้นั่นเอง ธรรมทั้ง ๔ นั้นเมื่อเห็นและรู้เท่าทัน ต่างก็ล้วนมีคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น ดังนั้นในการดำรงชีวิตประจำวันแล้วมีสติเห็นในธรรม   (กาย  เวทนา  จิต  ธรรม)  ใดก่อนก็ได้เพราะย่อมเกิดคุณดังนี้ รู้เท่าทัน กาย  เพื่อทำให้เกิดนิพพิทาคลายความยึดความอยากในกายอันเป็นที่รักยิ่งโดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์ ว่าล้วนสักแต่ธาตุ๔ หรือสิ่งปฏิกูล  ล้วนต้องเน่าเสีย คงทนอยู่ไม่ได้   ฯลฯ.   เห็นการเกิดดังนี้จนชํ่าชอง เช่น ส่องกระจกก็รู้เท่าทันว่าห่วงกาย เห็นเพศตรงข้ามที่ถูกใจ ฯลฯ. ก็รู้เท่าทัน ว่าสักแต่ว่ากายล้วนเป็นดั่งนี้เป็นต้น แล้ว อุเบกขา  ไม่แทรกแซงเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง   ก็จะเห็นการดับในที่สุดรู้เท่าทันเวทนา เพื่อให้เกิดนิพพิทา คลายความยึดความอยากในเวทนา ความรู้สึกรับรู้ในสิ่งที่กระทบสัมผัส   เมื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า สักแต่เกิดแต่เหตุปัจจัย มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง แล้วอุเบกขา ไม่แทรกแซงเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง ก็จะเห็นการเกิด การดับได้ด้วยตนเอง เช่น เห็นรูปที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจ, ได้ยินเสียง (คำพูด)ที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจ  เห็นอาหารที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจ  ก็ย่อมต้องเกิดความรู้สึก  (เวทนา) ต่อสิ่งนั้นๆเช่นนั้นเอง  ฯลฯ.   เมื่อรู้เท่าทันจนชำนาญ   จิตเมื่อเห็นความจริงการเกิดการดับและเพราะเหตุปัจจัยเช่นนี้บ่อยๆสักว่าเวทนาเป็นดังนี้เอง ก็จักเกิดนิพพิทาในเวทนาต่างๆเหล่านั้นในที่สุดรู้เท่าทันจิต เพื่อให้เกิดนิพพิทาคลายความยึดความอยากในจิตสังขาร(ความคิด ความนึกต่างๆ) เมื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า สักแต่เกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆ  ตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์เป็น   สังขารต่างๆ  ทางใจ  เกิดขึ้นเช่น โทสะ(โกรธ) โลภ หลง ดีใจ   เสียใจต่างๆ   เมื่อเห็นว่าสิ่งต่างๆ  เหล่านี้ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง แล้วอุเบกขาไม่แทรกแซงเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง   ก็จะเห็นการเกิด  การดับได้ด้วยตนเอง  จิตเมื่อเห็นความจริงเช่นนี้บ่อยๆสักว่าจิตเกิดเพราะเหตุปัจจัยเช่นนี้เอง ก็จักเกิด นิพพิทา ในจิตสังขารความคิดปรุงแต่งเหล่านั้นในที่สุดรู้เท่าทันธรรม เพื่อให้เกิด นิพพิทา และ  ภูมิรู้ภูมิญาณ  ความรู้ความเข้าใจอย่างปรมัตถ์ในสิ่งต่างๆนั่นเอง เมื่อเกิดกาย เวทนา หรือจิตตามข้างต้น แล้วเกิดเห็นธรรมะใดๆ  ก็หยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือคิดนึกสังเกตุในสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างปรมัตถ์      การคิดนึกดังนี้ไม่ใช่การคิดนึกปรุงแต่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ แต่เป็นคิดนึกที่จำเป็นในการดับทุกข์อย่างยิ่ง  เช่นเห็นทุกข์หรือรู้ว่าเป็นทุกข์ก็รู้ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัยใด(เห็นปฏิจจสมุปบาท), เห็นความไม่เที่ยง(เห็นพระไตรลักษณ์) ดังนี้เป็นต้น

ข้อคิด  ในความเห็นของผู้เขียน การปฏิบัติอานาปานสติและสติปัฏฐาน๔   เป็นที่นิยมสูงสุดสําหรับนักปฏิบัติ แต่มักผิดพุทธประสงค์  เพราะส่วนใหญ่มีความสับสนกันระหว่าง  การฝึกและใช้สติใน  สติปัฏฐาน ๔ กับสมาธิ คือ ปฏิบัติกันไปจนแยกแยะไม่ถูก ไม่รู้ว่าฝึกสติหรือฝึกสมาธิ คลุกเคล้ากันจนแยกไม่ออก  จนไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ  และเป็นเครื่องก่อให้เกิด  วิปัสสนูปกิเลส ได้ และบางทีก็เน้นแต่การฝึกเช่นพิจารณาลมหายใจ  หรืออิริยบถ  (จงกรม)    แต่ไม่ใช้สติไปในการพิจารณา  กาย  เวทนา จิต ธรรม  อื่นใดเลยหรือใช้วิธีท่องบ่นอยู่แต่อย่างเดียว ไม่เห็นความสําคัญของสติ และความเข้าใจอันยังให้เกิดปัญญา  อยู่แต่ขั้นฝึกแบบเดิมนั่นแหละ  ไม่ก้าวหน้าสู่วิถีวิปัสสนาเลย  ที่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติใช้สติที่ฝึกนั้นไปในการพิจารณาหรือระลึกรู้เท่าทัน กาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อให้เห็นความจริงแท้ๆในสิ่งนั้นๆ ก็เพื่อให้เกิดนิพพิทาลดละตัณหาและความยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจ หรือความหลงใหลในสิ่งทั้งหลาย อันคืออุปาทาน นั่นเอง

สติปัฏฐานควรให้มีสติและใจสงบ    ซึ่งปกติฝึกสติและใช้สติพิจารณาลมหายใจจนแค่ใจสงบระดับ ขณิกสมาธิ หรือปีติ แค่มีสติ ใจไม่ซัดส่าย ไม่ฟุ้งซ่าน  อยู่ในเรื่องที่จะคิดพิจารณาได้ไม่วอกแวกสอดส่ายออกไปในเรื่องอื่นๆเท่านั้น   แล้วใช้สตินั้นมาพิจารณา กาย เวทนา จิต หรือธรรมใดๆ ที่จะคิดพิจารณานั้น หรือที่บังเกิดขึ้นแก่จิตในขณะปฏิบัตินั้นๆ จึงจักเป็นการที่ถูกต้อง ไม่ควรปล่อยให้จิตเคลิบเคลิ้ม   หรือลงภวังค์ไปนิ่งสนิทหรือแช่นิ่งอยู่ในสมาธิหรือฌานระดับสูงอันเป็น วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ”สติปัฏฐาน ๔

นอกจากบางครั้งที่เมื่อพิจารณาไปจนพอใจ หรือจิตต้องการพัก  ซึ่งก็จะเข้าไปพักในสมาธิหรือฌานในระดับประณีตต่อเนื่องไปก็ได้ถ้าต้องการฝึกสมาธิ หรือเข้าสมาธิเพื่อการพักกาย  พักจิต    (ต้องไม่ใช่เพื่อเจตนาไปเสพสุขในปีติหรือสุขอย่างเด็ดขาด)   ก็แค่ดูลมหายใจกระทบปลายจมูกให้สงบ แล้วปล่อยให้เลื่อนไหลไปตามสภาวะองค์ฌานหรือสมาธิเองตามธรรมชาติ หรือตามความชํานาญ (วสี) ในการเข้าออกสมาธิหรือองค์ฌานตามที่ปฏิบัติสั่งสมไว้แล้ว  (ฌาน,สมาธิ)

ตัวกู ยังไม่ใช่ของกู,   แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจักเป็นของกูได้อย่างไร!    ตัวกู  ยังสักแต่ว่าก้อนหรือมวล (ฆนะ) ของเหตุ คือ ธาตุทั้ ๔  มาเป็น ปัจจัย ประชุมปรุงแต่งกันขึ้นมาเพียงระยะหนึ่ง ชีวิตกู ยังสักแต่ว่าก้อนหรือมวลของเหตุ อันคือขันธ์ทั้ง ๕  มาเป็นปัจจัย  ประชุมกันจึงล้วนขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุนั้นๆ จึงล้วนไม่ขึ้นอยู่กับกูโดยตรง    จึงไม่ใช่กูหรือของกูอย่างแท้จริงถ้าตัวกู   เป็นของกูจริงแล้วไซร้    จักต้องควบคุมบังคับบัญชาได้ด้วยตน   ไม่ต้องอยู่ภายใต้อํานาจของเหตุปัจจัยดังกล่าว     หรือสภาวธรรมหรือธรรมชาติ  ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ แต่หาเป็นไปได้ไม่

จิตเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ในชีวิตประจำวันอย่างไร

สติระลึกรู้เท่าทันระดับใด ในการปฏิบัติ?

สติที่ใช้ในการปฏิบัติ

มหาสติปัฏฐานสูตร

(พระไตรปิฎก ฉบับสมาคมศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

การฝึกหัดจิตให้มีสติทุกเมื่อ

โพสท์ใน ศาสนา, ไม่มีหมวดหมู่ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

การพัฒนาการศึกษาคณะสงฆ์ไทยในสมัยปัจจุบัน

การพัฒนาการศึกษาคณะสงฆ์ไทยในสมัยปัจจุบัน

 

การศึกษานั้น ได้มีมาพร้อม ๆ กับมนุษย์ที่ได้อุบัติขึ้นมาในโลกโดยรู้จักการแก้ปัญหา รู้จัก รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ตลอดทั้งแก้ปัญหาขัดแย้งด้วยเหตุและผล รู้จักสำนึกและเข้าใจ ในคุณค่าของสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏให้เราได้เรียนรู้ในแง่ต่าง  ๆ  ตลอดทั้ง สิ่งแวดล้อมสมัยนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้เพราะการศึกษาหรือการค้นคว้าทำให้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิด ขึ้นในโลกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และสามารถรู้และคาดการณ์ล่วงหน้าในอนาคตได้ นอกจากนั้น การศึกษาไม่ว่าจะเป็นคดีโลกหรือคดีธรรม ย่อมเป็นเหตุปัจจัยยกระดับฐานะของตนเองให้สูงขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย ในที่นี้จะมุ่งถึงเฉพาะการศึกษาทางคดีธรรมหรือศึกษาการพัฒนาการ ศึกษาคณะสงฆ์ไทยว่าเป็นมาอย่างไร

 

การศึกษาของคณะสงฆ์เป็นมาอย่างไร

เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พระองค์ได้ทรงประกาศคำสอนใหม่ ซึ่งเป็นการปฏิวัติต่อคำสอน ของพราหมณ์ กำจัดความเชื่อถือเรื่องวรรณะ ไม่ให้ถือเอาชาติกำเนิดเป็นเครื่องแบ่งแยกความสูง ต่ำและสิทธิของมนุษย์ ให้ถือว่าทุกคน ทุกวรรณะเกิดมามีความเสมอภาคกัน จะดี จะชั่ว จะประเสริฐ หรือต่ำทราม เพราะการกระทำ และการประพฤติดีของตนเอง จะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร จัณฑาลหรือปุกุสะก็ตาม ทำดีก็ได้ผลดีเหมือนกัน ทำชั่วก็ได้ผลชั่วเหมือนกัน คนใดปฏิบัติ ธรรมก็ได้ความสงบทางจิต มีความก้าวหน้า ถึงจุดหมายของศาสนาได้เหมือนกัน ชาติกำเนิด ไม่สำคัญ สำคัญที่การฝึกอบรม 

นอกจากทรงประกาศคำสอน เพื่อให้เกิดผลทางการปฏิบัติ ทางความเชื่อถืออย่างใหม่ ของประชาชนแล้ว พระพุทธเจ้าทรงนำหลักการนี้มาปฏิบัติให้เกิดผลในรูปสถาบันด้วย ทรงตั้ง คณะสงฆ์ขึ้น คณะสงฆ์นี้เปิดรับบุคคลทุกวรรณะและนอกวรรณะ ทุกคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกของ สถาบันสงฆ์นั้นแล้วมีสิทธิเสมอกันในทางด้านการปกครองและชีวิตทางสังคม มีข้อกำหนดเพียง ให้แสดงความเคารพกันตามลำดับอายุสมาชิกภาพ และมีโอกาสเท่าเทียมกันในการที่จะได้รับการ ศึกษาอบรมตลอดจนปฏิบัติเพื่อเข้าถึงจุดหมายสูงสุดที่ชีวิตในสงฆ์จะเข้าถึงได้สถาบันวัดกลายเป็น สถาบันทางการศึกษา เพราะเป็นที่ฝึกหัดอบรม บรรยากาศภายในวัดรวมถึงวิถีชีวิตของพระสงฆ์ ภายในวัดเป็นบรรยากาศสำหรับฝึกหัดพัฒนาคนและพัฒนาตนให้เดินไปในวิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงาม ตามระบบพัฒนาคน ด้าน ที่เรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่

๑.  ฝึกฝนพัฒนาในการแสดงออกทางกายและวาจา (อธิศีล) 
                ๒.  ฝึกฝนพัฒนาด้านคุณภาพ สมรรถภาพ และสุขภาพจิต (อธิจิต) 
                ๓.  ฝึกฝนพัฒนาสมองหรือปัญญา (อธิปัญญา) 

พิจารณาจากประวัติการประดิษฐานพระพุทธศาสนา  จะเห็นได้ว่าคณะสงฆ์ใน ความหมายที่แท้นั้น พระพุทธเจ้าทรงตั้งขึ้นเป็น “สังคมตัวอย่าง” ที่มีการจัดระบบต่าง ๆ ทั้งใน การปกครอง การเลี้ยงชีพ ชีวิตทางสังคม  ตลอดจนการศึกษาอบรมทุกอย่าง โดยให้สมาชิก ทุกคนมีสิทธิ์และมีส่วนร่วมในกิจกรรมและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของสถาบันโดยทั่วถึงและเท่าเทียม กัน มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน เคารพในคุณค่าของกันและกัน อยู่ด้วยความกลมกลืนประสานกัน เป็น ระเบียบเรียบร้อย มีความปลอดโปร่งเป็นอิสระทั้งทางกาย ทางวาจา และความคิด มีโอกาสพร้อม บริบูรณ์ที่จะให้ความสามารถ และคุณสมบัติต่าง ๆ ของตน ๆ ได้รับการฝึกอบรมเจริญก้าวหน้า โดยเต็มที่ถึงขีดสุดเท่าที่ตนจะทำได้ในมรรคาแห่งการปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงจุดหมายของพระศาสนา คือให้ทุกคนมีสิทธิในการปกครองสถาบันของตน มีปัจจัย ๔ พอเหมาะพอดีแก่การที่จะให้ชีวิตดำรง อยู่ด้วยความสะดวกสบายพอสมควร และช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ได้ผลดี สมาชิกทุกคนอยู่ร่วม กัน โดยให้ความเคารพนับถือกันฉันพี่น้อง ช่วยเหลือกันและให้โอกาสแก่กันในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้จบการศึกษาอบรมแล้ว หรือศึกษาต่ำกว่า ผู้รับการศึกษาจะต้องฝึกฝนอบรมตนเอง ด้วยตั้งใจจริงเต็มหน้าที่และความสามารถของตน 

หลักทางพระพุทธศาสนาส่งเสริมให้มีการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านหลักธรรม เช่น เรื่อง พระนิพพาน การกำจัดอวิชชา ไตรสิกขา การเน้นปัญญา ความสำคัญของกัลยาณมิตร ความ เป็นพหูสูต เป็นต้น หรือทางพระวินัย เช่น การถือนิสัยของพระนวกะ การร่วมประชุมในอุโบสถ เดียวกัน การนั่งประชุมแสดงธรรม สนทนาสากัจฉา อภิปราย ตอบปัญหาธรรมกันเป็นต้น ทั้งนี้ โดยมีวัดเป็นสถาบันการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ของพระภิกษุ เป็นชีวิตที่มุ่งต่อการฝึกฝนอบรมและ การให้การศึกษาอบรม ดังนั้น ชีวิตของสังคมภิกษุจึงมากไปด้วยกิจกรรมการศึกษา พัฒนาการทาง การศึกษาของอารยันที่ได้จากพระพุทธศาสนา 

การศึกษาคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ดำเนินตามแนวไตรสิกขา โดยยึดถือพุทธพจน์ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก มีความมุ่งหมายสำคัญ เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติตน ดำรง รักษาและเผยแผ่พรหมจรรย์อันเป็นระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ ดำเนินชีวิตตามหลักการแห่ง พระธรรมวินัย ต่อมา ได้แยกออกเป็นฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ  คือคันถธุระ  ได้ศึกษา พระธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และวิปัสสนาธุระ ได้แก่ การเรียนวิธีฝึกหัดจิตใจของ ตนเองให้ปราศจากกิเลส เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์ พุทธสาวก จึง ประชุมกันทำสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้ตรัสสอน ไว้มีจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จัดไว้เป็น ๓ หมวด คือ พระสูตร พระวินัย และ พระอภิธรรม เรียกรวมกันว่า พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาสืบมา 

พระพุทธศาสนา มีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่ ปริยัติ คือ การเล่าเรียน ปฏิบัติ คือ ลงมือกระทำ และ ปฏิเวธ คือ ประจักษ์แจ้งผลการศึกษาปริยัติ เป็นองค์ประกอบสำคัญ อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ ความเจริญทางการศึกษาหรือปริยัติของคณะสงฆ์ เป็นปัจจัยสำคัญ เกี่ยวกับความเจริญของพระพุทธศาสนา ลักษณะของการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

๑.  ระบบการรับเข้าศึกษาพระพุทธศาสนา ตามพุทธบัญญัติพระวินัย กุลบุตรที่จะเข้า มาสู่สถาบันแห่งนี้ต้องบรรพชาอุปสมบท สามเณรมีอายุ ๗ ปีขึ้นไป พระภิกษุอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป 

๒.  ระบบการศึกษาของพระพุทธศาสนา เป็นแบบโรงเรียนกินนอน 
          ๓.  สถานศึกษา คือ วัด 
             ๔.  ชีวิตนักศึกษา ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกันตามพระวินัย ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ 
             ๕.  ด้านปัจจัย ๔ ได้รับการดูแลและอุปถัมภ์โดยพระราชา อำมาตย์ พ่อค้า คหบดี และ ประชาชนทั่วไป 
             ๖.  เครื่องแบบการแต่งกาย ใช้ผ้าบังสุกุลตามพุทธบัญญัติ เรียบง่าย สะอาด มีเพียง๓ ผืน
             ๗. วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อกำจัดตัณหา อันเป็นวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตาย เกิดของมนุษย์ และดำเนิน

ตามมรรคมีองค์ ๘ คือ ทางสายกลางมุ่งเข้าสู่นิพพาน อันเป็นจุดหมาย สูงสุดของพระพุทธศาสนา 
          ๘.  หลักสูตร  พระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก หลักสูตรนี้ใช้ หลักการท่องจำ เรียกว่า

มุขปาฐะ โดยการแต่งเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง เพื่อสะดวกในการท่องจำ ผู้เรียนจะเลือกเรียนตามความสมัครใจ 
             ๙.  วิธีสอน สอนด้วยการใช้มุขปาฐะ (ปากเปล่า) สนทนา การบรรยาย การถามตอบ แบบวางกฎข้อบังคับ 
             ๑๐.  บทบาทของครู ครูผู้สอนมักเรียกว่า อุปัชฌาย์ อาจารย์ เป็นผู้มีบทบาทในการสอน ให้การอบรม ให้

คำปรึกษา และสอบวัดผลด้วยตนเอง

 

พัฒนาทางการศึกษาของพระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพาน

๑.ระบบการศึกษาแบบเถรวาท (พ.ศ. ๑-๕๐๐) รูปแบบการศึกษามี ๒ ลักษณะ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ โดยมีสำนักต่าง ๆ ที่มีการดำเนินการศึกษาอย่างอิสระต่อ กัน บางสำนักเน้นพระสุตตันตะ บางสำนักเน้นพระวินัย เป็นต้น แต่เมื่อใดแต่ละสำนักมีความ เข้าใจพุทธธรรม และปฏิบัติแตกต่างกันมาก คณะสงฆ์ก็จะขอพึ่งอำนาจรัฐให้เข้ามาจัดทำสังคายนา เป็นครั้งคราวไป เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของพระพุทธศาสนา 

๒.ระบบการศึกษาแบบมหายาน (พ.ศ. ๖๐๐-๑๔๐๐) มีประเด็นศึกษา ๓ ประเด็น คือ

๒.๑ สำนักปรัชญาพุทธ (พ.ศ. ๖๐๐-๙๐๐) การเกิดขึ้นของมหายานทำให้การศึกษาในพระพุทธศาสนาเปลี่ยนไปจากรูปแบบของศาสนาสู่ระบบปรัชญา เกิดสำนักทางปรัชญาเด่น ๆ ขึ้น ๒ สำนัก คือ ก. สำนักมาธยมิกะ ผู้ก่อตั้ง คือ นาคารชุน (พ.ศ. ๗๐๙ – ๗๓๙) ผลงานที่สำคัญ คือ “มาธยมิกศาสตร์” หรือ “มาธยมิกการิกา” ให้ตรรกศาสตร์ ความคิดที่ว่องไว กล้าหาญ แนวคิดที่ สำคัญเน้น “ศูนยตา” มีอิทธิพลทั่วชมพูทวีปและขยายออกนอกเขตประเทศ, ข. สำนักโยคาจารย์ ผู้ก่อตั้งคือ  ท่านอสังคะและท่านวสุพันธุ์ (พุทธศตวรรษที่ ๙) ผลงานที่สำคัญคือ อภิธรรมโกศะ, มหายานสัมปริครหะ และประกรณะอารยวาจา แนวคำสอนเป็นจิตนิยม 

๒.๒ มหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนา (พ.ศ. ๑๐๐๐-๑๗๐๐) ในช่วงนี้ วัดซึ่งเดิมเป็น ศูนย์รวมของผู้ฝึกฝนอบรมตนเองอยู่แล้วได้พัฒนามาเป็นสถาบันทางการศึกษา  โดยสืบทอด คุณลักษณะกลุ่มของสาวกของพระพุทธเจ้าที่ว่า “สังฆะ” คือชุมชนแห่งการเรียนรู้ ราว พ.ศ. ๙๐๐ วัด  หลายวัดได้ร่วมกันดำเนินการทางการศึกษา จนกลายเป็นระบบมหาวิทยาลัยทางพระพุทธ ศาสนาขึ้นและขยายรูปแบบการให้การศึกษากว้างขวางขึ้น  มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้แก่ นาลันทา วัลภี โอทานตะปุระ วิกรมศิลา โสมปุระ มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีผู้เข้า ศึกษาหลายหมื่นคน มีหลักสูตร มีการวัดผลประเมินผล 

๒.๓ ระบบการศึกษาแบบตันตระ (พ.ศ. ๑๒๐๐-๑๗๐๐) ซึ่งมีพัฒนาการมาตามลำดับคือ
(๑)  มันตรยาน/รหัสยาน ลักษณะสำคัญคือพร่ำสอน บ่นมนตร์และลงเลขยันตร์ ให้ เกิดความศักดิ์สิทธิ์เป็นทางรอดพ้นจากทุกข์ (๒) วัชรยาน นับถือฌานิพุทธและพระโพธิสัตว์ นำศักติ ของฮินดูตันตระมานับถืออ่อนวอน ผู้เข้าอยู่ในองค์นิรตมเทวีเป็นผู้เข้าสู่นิพพาน (๓) กาลจักร นับถือ เหมือนสองอย่างแรก เพิ่มการเซ่นผีเข้าด้วย ถือว่าการอ้อนวอนบูชาจะสำเร็จประสบสุขได้ 

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต) มีความเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาของพระพุทธ ศาสนาหลังพุทธปรินิพพานว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นแบ่งได้เป็น ๒ ระยะ คือ ระยะแรกราว พ.ศ. ๑๐๐๐ ถึง ๑๔๐๐ เป็นระยะที่มีการศึกษาวิชาการต่าง ๆ กว้างขวาง ทั้งทางวิชาศาสนาและ วิชาสามัญ แต่ครั้นถึงระยะหลัง พ.ศ. ๑๔๐๐ เป็นต้นมา การที่พระสงฆ์หันมานิยมศึกษาและใช้ ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาวิชาการ ได้กลายเป็นการจำกัดวงการศึกษาให้แคบเข้ากว่าเดิมอีก ที่ นาลันทาและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่เหลือ ก็ปรากฏว่าพระพุทธศาสนามหายาน ได้รับอิทธิพลจาก ศาสนาพราหมณ์ นำมาผสมผสานกันมา จนกลายเป็นนิกายตันตระ หรือวัชรยานขึ้น ระยะนี้ ก็นิยมชื่นชมกับผลงานเก่า ๆ ที่สร้างสมกันมา ยุคนี้เป็นระยะของการเขียนอรรถกถาและอรรถาธิบาย ต่าง ๆ พร้อมกับมีความรู้สึกหยิ่งลำพองในความรู้ ใจแคบ และลำเอียง นอกจากนี้ ความนับถือ เรื่องวรรณะก็เหมือนจะรุนแรงขึ้น วิธีการเรียนการสอนก็เป็นแบบประเพณีตายตัว โดยนัยนี้ การ ศึกษาในชมพูทวีปก็เสื่อมถอย และยังไม่ทันรู้ตัวที่จะรื้อฟื้นแก้ไข ก็ประสบเหตุให้พินาศเสียก่อน สาเหตุที่ทำให้พินาศนั้น ก็คือ การเข้ายึดครองของต่างชาติ เริ่มด้วยชาวเติร์กยกทัพเข้ามา และ ทำลายมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาหมดสิ้น ทำลายวัดส่วนมาก พระสงฆ์ที่ไม่ถูกฆ่า หนีไปต่างประเทศ อันเป็นเหตุการณ์ในราว พ.ศ. ๑๗๐๐ ตามปกติการใช้อำนาจเข้ากดขี่บีบคั้นถ้าไม่ถึงกับทำลายให้ สูญสิ้นเสียทีเดียว หรือให้เปลี้ยหมดกำลังจริง ๆ แล้ว ย่อมเป็นทางให้เกิดการดิ้นรน ต่อสู้ ให้เกิด ความเข้มแข็งและการกลับฟื้นตัวได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้  เป็นแบบทำลายโดยสิ้นเชิง  พระพุทธ ศาสนาจึงไม่มีโอกาสคืนชีวิตได้อีก เป็นอันสิ้นยุคความเจริญในอดีต

 

 

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

ก่อนที่พระเจ้าอโศกมหาราชจะทรงส่งพระสงฆ์เป็นสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศต่าง ๆ นั้น ได้มีการแตกแยกนิกายสงฆ์ขึ้นในประเทศอินเดีย ในการสังคายนาครั้ง ที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.  ๑๐๐ เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องวินัยบางประการ จึงเกิดเป็นนิกาย ใหญ่ ๆ ๒ นิกาย คือ 

.  เถรวาท 
          .  อาจริยวาทหรือ มหายาน

ทั้ง  ๒ มีข้อแตกต่างกันคือ เถรวาท เป็นนิกายที่ภิกษุชาวอินเดียภาคกลางและ ภาคใต้  ผู้ปฏิบัตตามคำสอนของพระเถระ  หมายถึง พระเถระที่ทำสังคายนาครั้งแรกบางทีก็ เรียกว่า นิกายสถวีรวาท แปลว่า ลัทธิของพระเถระ ปัจจุบันประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา นิกาย เถรวาท คือประเทศไทย ศรีลังกา พม่า เขมร และลาว พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทใช้ภาษา มคธ (ภาษาบาลี) จารึกพระไตรปิฎก 

มหายาน เป็นนิกายของภิกษุชาวอินเดียฝ่ายเหนือ ที่ถือตามพุทธานุญาตที่ประทานไว้ ในเวลาใกล้ดับขันธปรินิพพานว่า   ถ้าภิกษุทั้งปวงเห็นพร้อมกันว่า สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ บทใด ที่ทรงบัญญัติไว้จะประพฤติไม่ได้สะดวก  ก็ให้แก้ไขได้  ภิกษุในนิกายมหายาน  อนุโลมดัดแปลง พระธรรมวินัยตามกาลเทศะ และประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน คือ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ทิเบต เกาหลี มองโกเลีย และไต้หวัน ใช้ภาษาสันสกฤตจารึกพระธรรมวินัย 

ต่อมาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่  ๓ ได้ทรงจัดให้การ สังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓   เมื่อทำสำเร็จแล้วได้ส่งพระสงฆ์ที่เป็นพระธรรมทูตไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในแว่นแคว้นต่าง ๆ รวม ๙ สาย คณะของพระโสณะและพระอุตตระได้มายัง สุวรรณภูมิ  ได้แก่พื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีประเทศไทยปัจจุบันเป็นศูนย์กลาง  โดยมี นครปฐมเป็นราชธานี เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๓๐๓ ดังตำนานที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชา นุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือตำนานพระพุทธเจดีย์ว่า พระพุทธศาสนาได้มาถึงประเทศไทย เป็น ๔ ยุค คือ 

ยุคที่  เมื่อปี พ.ศ. ๓๐๓ เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท 

ยุคที่ เมื่อปี พ.ศ. ๗๖๐ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจากแคว้นกัสมิระ ได้เผยแผ่มา ทางดินแดนทางตอนใต้ของสุวรรณภูมิคือเกาะสุมาตรา ชวา และกัมพูชา ล่วงมาถึงประมาณ ปี พ.ศ. ๑๓๐๐ ก็ได้แพร่ขยายขึ้นมาถึงปัตตานี สุราษฎร์ธานี ที่ไชยา 

ยุคที่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๖๐๐ พระพุทธศาสนาแบบพุกาม ได้แพร่เข้ามาถึงอาณาจักร ล้านนา และอาณาจักรทวารวดี 

ยุคที่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๙๐๐ พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้แผ่จากลังกาเข้ามา ทางภาคใต้ของไทย คือ นครศรีธรรมราช เรียกว่า ลัทธิลังกาวงศ์

 

การพัฒนาการศึกษาของสงฆ์สมัยสุโขทัย 

วัดเป็นสถาบันสังคมที่ให้การศึกษาแก่คนไทยมาช้านานตั้งแต่โบราณ  โดยพระเป็น ครูสอน มีทั้งการอบรมสั่งสอนพระด้วยกันเอง ถวายพระธรรมเทศนาแด่พระมหากษัตริย์ และเทศนา สั่งสอนอบรมประชาชนทั่วไป หรือเด็กวัด ก่อนสถาปนากรุงสุโขทัยได้มีชุมชนต่าง ๆ รวมกันอยู่ และมีพระเป็นผู้ให้การศึกษาแก่คนในชุมชนนั้น  ภายหลังก่อตั้งสุโขทัยเป็นราชธานีของคนไทย การปกครองคณะสงฆ์สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายคามวาสี และ อรัญญวาสี พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงส่งเสริมให้มีการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนาจาก พระไตรปิฎก  แม้พระองค์เองก็ทรงสั่งสอนประชาชนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การศึกษา จากพระไตรปิฎกนี้เรียกว่า “การศึกษาพระปริยัติธรรม” แบ่งการศึกษาเป็น ๓ ตอน โดยเริ่มต้นให้ ศึกษาพระสุตตันตปิฎก (หมวดพระสูตรที่ประมวลพระธรรมเทศนาและเรื่องเล่าต่าง ๆ) เมื่อศึกษา จบแล้วให้ศึกษาพระวินัยปิฎก (หมวดพระวินัยประมวลข้อบัญญัติสำหรับพระสงฆ์) เมื่อศึกษา พระวินัยจบแล้วให้ศึกษาพระอภิธรรมปิฎก (หมวดพระอภิธรรม ประมวลหลักธรรมที่เป็นวิชาการ ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์และตัวบุคคล) 

การที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แบ่งคณะสงฆ์เป็น ๒ ฝ่าย ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ทำให้ การจัดการศึกษาสำหรับสงฆ์แตกต่างออกไปคือฝ่ายคามวาสีซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ในเมืองมีหน้าที่ ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา  และอบรมพระภิกษุสามเณรตลอดจนประชาชนให้ ปฏิบัติดี ประพฤติชอบอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เรียกว่า คันถธุระ (ฝ่ายที่ศึกษาคัมภีร์) และ ฝ่ายอรัญญวาสี ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ตามป่า  มีหน้าที่อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ในทางปฏิบัติ สมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน เรียกว่า “วิปัสสนาธุระ” (ฝ่ายบำเพ็ญภาวนา) พระสงฆ์ ทั้ง ๒ ฝ่าย แบ่งกันทำหน้าที่ ทำให้เกิดผลดีต่อการปกครองคณะสงฆ์ และช่วยให้การพระศาสนา ในกรุงสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองมาก 

ครั้นถึงสมัยพระยาลิไทครองราชสมบัติ การพระศาสนาฝ่ายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์มีพระราชศรัทธาแรงกล้า ถึงกับทรงอุทิศถวายพระมหาปราสาทเป็นที่เล่าเรียนของพระภิกษุ สามเณร และวิชาที่ศึกษายังมีทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายวิชาการทางธรรมและทางโลก มิใช่ศึกษาวิชา ทางพระพุทธศาสนาอย่างเดียว

 

การพัฒนาการศึกษาของสงฆ์สมัยอยุธยา

การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในสมัยนี้  แรก  ๆ ถูกปล่อยปละละเลย ต่อมาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเห็นพระพุทธศาสนาถูกลัทธิภายนอกย่ำยี ประชาชน มัวเมาหลงใหลเห็นผิดเป็นชอบ จึงทรงรับบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงโปรดจัดการศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรมขึ้นเหมือนในครั้งกรุงสุโขทัย  ให้มีการสอบไล่พระปริยัติธรรม  นับว่าเป็นการ สอบไล่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ต่อมาจนถึงสมัยธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงใส่ พระทัยพัฒนาการพระพุทธศาสนา ทรงอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ให้มาอยู่รวมกันอีกครั้งหนึ่ง ทรง แต่งตั้งสมณศักดิ์และสถาปนาพระอารามหลายแห่งให้พระภิกษุสงฆ์ศึกษาเล่าเรียนคันถธุระและ วิปัสสนาธุระ พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกวาระหนึ่ง

หลักสูตรการศึกษา 

ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงโปรดให้คณะสงฆ์เอาภารธุระในการ เรียนการสอนอย่างจริงจัง โดยกำหนดหลักสูตร เวลาเรียน การประเมินผล และฐานะของผู้สอบ ไล่ได้เป็นการแน่นอน ใช้พระไตรปิฎกภาษาบาลีเป็นหลักสูตร โดยแบ่งเป็น ๓ ชั้นเรียน คือ 

๑.  บาเรียนตรี ต้องแปลภาษาบาลีจบพระสูตร 

๒. บาเรียนโท ต้องแปลภาษาบาลีจบพระสูตร และพระวินัย 

๓.  บาเรียนเอก ต้องแปลภาษาบาลีจบพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม        ผู้เรียนจบบาเรียน ตรี  -  โท  – เอก เรียกว่า “มหาบาเรียนบาลี” โดยใช้อักษรย่อว่า“บ.บ.”

สถานศึกษา 

ในสมัยอยุธยา การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมใช้บริเวณพระบรมมหาราชวังเป็นที่ เล่าเรียน  ส่วนวัดวาอารามต่าง ๆ เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนส่วนย่อยเท่านั้น ครูผู้สอน ได้แก่ พระมหากษัตริย์บ้าง ราชบัณฑิตบ้าง พระเถระผู้มีความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกบ้าง

การวัดผลการศึกษา

เริ่มแรกเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์ (หลักภาษา) ใช้เวลาประมาณ ๒ – ๓ ปี จึงเรียนแปล พระไตรปิฎกที่จารึกในใบลานเป็นหนังสือแบบเรียน เมื่อมีความรู้ความสามารถในการแปลได้ดีแล้ว ครูบาอาจารย์และเจ้าสำนักเรียนก็จะทูลถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทราบ และทรงโปรดให้ประกาศการสอบไล่ความรู้ของพระภิกษุสามเณรขึ้น เรียกว่า “สอบสนามหลวง” หมายถึงการสอบในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงยกย่องผู้สอบได้ให้มีสมณศักดิ์เป็น “มหา” นำหน้า ชื่อ แล้วพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระราชาคณะ เป็นเกียรติแก่พระพุทธศาสนาสืบไป สถาน ที่สอบใช้พระบรมหาราชวังเป็นที่สอบ และใช้ระยะเวลาเรียน ๓ ปี จึงมีการสอบ ๑ ครั้ง

วิธีสอบ 

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงประกาศให้มีการสอบพระปริยัติธรรมขึ้นแล้ว พระมหาเถระและ ราชบัณฑิตทั้งหลาย ก็แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธาน การสอบแปล ผู้สอบต้องจับสลาก ตามที่คณะกรรมการกำหนดให้ ถ้าจับได้คัมภีร์ผูกใดก็แปลผูกนั้น โดยเริ่มจาก พระสูตรก่อน ต้องแปลปากเปล่าต่อหน้าคณะกรรมการ ผิดศัพท์หรือประโยคได้เพียง ๓ ครั้ง ถ้า กรรมการทักท้วงเกิน ๓ ครั้ง ถือว่า ตก ถ้าแปลได้คล้องเป็นที่พอใจ ไม่มีการทักท้วงถือว่าสอบได้ ในประโยคนั้น ๆ เมื่อผ่านพระสูตร ก็ให้เกียรติคุณเป็น “บาเรียนตรี” เรียนพระวินัยปิฎกต่อไป อีก ๓ ปี สอบผ่านก็เป็น “บาเรียนโท” จากนั้นศึกษาพระอภิธรรมปิฎกอีก ๓ ปี สอบผ่านก็ได้รับ ยกย่องเป็น “บาเรียนเอก” 

 

การพัฒนาการศึกษาสมัยธนบุรี

ศูนย์การศึกษาในสมัยธนบุรีก็ยังคงอยู่ที่วัดเหมือนสมัยอยุธยา โดยมีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้น ที่มีโอกาสศึกษา เพราะต้องอยู่กับพระที่วัดเพื่อเรียนหนังสือ พระสงฆ์ก็คือครูที่จะสอนหนังสือให้ แก่กุลบุตร เพื่อให้ได้รับการอบรมความประพฤติ เรียนพระธรรม ภาษาบาลี สันสกฤต และศัพท์เขมร เพื่อประโยชน์ในการอ่านคัมภีร์พระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังมีการเรียนวิชาเลขเน้นมาตรา ชั่งตวง วัด มาตรเงินไทย และการคิดหน้าไม้ ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีวิชาช่างฝีมือ สำหรับเด็กโต ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการช่างก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ในการบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะ และสิ่งก่อสร้างภายในวัด สำหรับการเรียนวิชาชีพโดยตรงนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ใครมีอาชีพ อะไรก็ถ่ายทอดวิชานั้น  ๆ  ให้แก่ลูกหลานของตน ตามสายตระกูล เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาช่างปั้น ช่างถม ช่างแกะสลัก ช่างปูนปั้น ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างทอง ส่วนการศึกษาสำหรับ เด็กผู้หญิงก็ถือตามประเพณีโบราณ คือเรียนการเย็บปักถักร้อย ทำกับข่าว การจัดบ้านเรือน การ ฝึกอบรมมารยาทของกุลสตรี สังคมสมัยนั้นไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ จึงมีผู้หญิงจำนวนน้อย ที่อ่านออกเขียนได้

การศึกษาของพระสงฆ?สมัยนี้ ช่วงแรกขาดการศึกษาในระยะหนึ่ง เพราะพระสงฆ์มีเหลือ อยู่น้อย  กระจายกันไปตามชนบทเพื่อหนีภัยข้าศึก  เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงว่างจาก ศึกสงครามแล้ว  ทรงเลือกสรรพระสงฆ์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยแต่งตั้งเป็นพระราชา คณะปกครองคณะสงฆ์ รวมถึงการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ และทรงโปรดให้มีการเรียน พระปริยัติธรรม เหมือนสมัยอยุธยาทุกประการ

 

การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาไปพร้อมกับ การพัฒนาบ้านเมือง ทรงอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์และราชบัณฑิตเป็นกรรมการชำระ พระไตรปิฎก จารึกเป็นอักษรขอมขึ้นใช้เวลา ๕ เดือน จึงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการทำสังคายนา ครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์

หลักสูตรการศึกษา 

ในสมัยรัตนโกสินทร์ยุคต้น หลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมยังใช้พระไตรปิฎก เรียน ๓ ปี จึงมีการสอบ ๑ ครั้ง  เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา  ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ได้มีการปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนขึ้นใหม่ โดยจัดหลักสูตรเป็น ๙ ชั้น เรียกว่า ประโยค ประโยค ๑-๒_ ๓ เป็นเปรียญตรี ประโยค ๔-๕-๖ เป็นเปรียญโท ประโยค ๗-๘-๙ เป็นเปรียญเอก และผู้ที่สอบ ไล่ได้ ๓ ประโยคแล้วจึงจัดว่าเป็นเปรียญ ถ้าเป็นภิกษุใช้คำนำหน้าว่า พระมหา และถ้าเป็นสามเณร ก็ใช้อักษรย่อและตัวเลขต่อท้าย เช่น สามเณรพุ่ม ป.ธ.๓ เป็นต้น

สถานศึกษา 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งมณเฑียร ธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์และ เจ้านาย ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อยให้ไปศึกษาตามวัดต่าง ๆ พอถึงยุครัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระอารามบ้าง ทรงสร้างเก๋งบริเวณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยภายในพระบรมมหาราชวังบ้าง เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน  โปรดเกล้าฯ  ให้เลี้ยงเพลพระภิกษุและพระราชทานรางวัลด้วย ภายหลังสถานที่ไม่เพียงพอจึงโปรดเกล้าฯ ให้ใช่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นที่เล่าเรียน ต่อมา ในรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเก๋งขึ้น  ๔ หลัง ณ วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติม

 

การพัฒนาการศึกษาของสงฆ์ : ยุคปฏิรูปประเทศ (..)

การศึกษาของสงฆ์สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) คงดำเนิน ไปเหมือนเช่นในรัชกาลก่อน  และโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างเก๋งอีก ๔ หลัง  ที่วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม สำหรับราชบัณฑิตบอกหนังสือพระ ในสมัยนี้ มีปราชญ์ด้านการสงฆ์ คือ สมเด็จพระ มหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราช ได้ปรับปรุงการเรียน การสอนของสงฆ์ให้พัฒนาขึ้น การวัดผลการสอนพระปริยัติธรรมนับเป็นราชการแผ่นดินอย่างหนึ่ง ด้วย อยู่ในพระราชกิจของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นพุทธศาสนูปถัมภก เพราะฉะนั้น การสอบแต่ละ ครั้งได้มีเจ้าพนักงานฝ่ายราชอาณาจักรช่วยปฏิบัติดูแล อำนวยความสะดวกด้วย เพราะการสอบ พระปริยัติธรรมแต่ก้อนสอบกันเป็นคราว ๆ  หลาย ๆ  ปีสอบครั้ง  ที่ต้องใช้เวลานานเพราะ นักเรียนต้องนั่งแปลด้วยปากเปล่าต่อหน้าคณะกรรมการทีละองค์เรียงกันไปตามลำดับ 

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือว่าเป็นยุคใหม่แห่งการศึกษาของสงฆ์ ทรงเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ จึงทรงสนับสนุนการศึกษาทั้งทางโลกและการศึกษาสงฆ์ด้วย เพราะพระองค์ทรงประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งด้านพระปริยัติธรรม และวิชาการ 

สมัยใหม่ควบคู่กันไป เพื่อจะให้พระสงฆ์ในฐานะผู้มีความรอบรู้ทั้งวิชาการทางโลก และทางธรรม ทางพระพุทธศาสนา เพื่อจะนำไปเผยแผ่แก่ประชาชนของไทย และในรัชกาลนี้ได้เริ่มเกิดสำนัก การศึกษาของสงฆ์ที่เข้าสู่ระบบการศึกษาสากล จึงได้ทรงสถาปนาการศึกษาชั้นสูงทางคณะสงฆ์ขึ้น ๒ แห่ง คือ ทรงสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่วัดมหาธาตุ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๙ โปรดพระราชทานนามใหม่ว่า  “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”  เพื่อเป็นที่ศึกษา พระปริยัติธรรมและวิชาการชั้นสูง ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๓๖ โปรดให้สถาปนา “มหามกุฏราชวิทยาลัย” ขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยทั้ง ๒ แห่งนี้ ก็ยังไม่พร้อมจะดำเนินการใน รัชกาลนี้ 

มาถึงรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นผู้อำนวย การศึกษาของคณะสงฆ์ได้ร่วมมือกับพระเถระในสมัยนั้น (พ.ศ. ๒๔๕๔) จัดให้มีการศึกษา พระธรรมวินัยในแบบภาษาไทย โดยคัดเลือกหัวข้อธรรมวินัยในพระไตรปิฎก จัดเป็นหมวดหมู่เป็น ชั้น  ๆ ตามความยากง่าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บวชเข้ามาใหม่เรียนได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น  ๓ ชั้นเรียน คือ  ชั้นตรี  ชั้นโท  ชั้นเอก  ผู้ที่เรียนจึงได้ชื่อว่านักธรรม  พระเณรที่สอบได้  ก็เรียกกันว่า “พระ นักธรรม” หลักสูตรนี้ต่อมาอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าสอบด้วย เรียก “ธรรมศึกษา” สำหรับผู้ที่สอบ บาลีได้เป็นเปรียญ และสอบนักธรรมได้อีก เรียกว่า “เปรียญธรรม” ใช้อักษรย่อว่า “ป.ธ.” อนึ่ง ผู้ที่จะสอบบาลีนั้นจะต้องสอบนักธรรมให้ได้ก่อน ถ้าสอบนักธรรมตก บาลีก็โมฆะ คือนักธรรมตรี มีสิทธิ์สอบได้แค่ ประโยค ๑-๒-๓ นักธรรมโท มีสิทธิ์สอบประโยค ๔-๕-๖ ส่วนนักธรรมเอก มี สิทธิ์สอบประโยค ๗-๘-๙

 

 

การวัดผลการศึกษา 

ยุคแรกการสอบพระปริยัติธรรมใช้เวลาศึกษา ๓ ปี สอบ ๑ ครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงได้กำหนดให้สอบปีละ ๑ ครั้ง ตลอดมา วิธีสอบพระปริยัติธรรมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังคงใช้ สอบแบบเดิม คือ สอบด้วยปากเปล่า ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้เปลี่ยนแปลงมาสอบด้วยวิธีเขียน เฉพาะประโยค ๑ และประโยค ๒ ส่วนตั้งแต่ประโยค ๓ ขึ้นไป สอบแปลด้วยปากตามแบบเดิม 

 

การพัฒนาการศึกษาของสงฆ์สมัย .ปัจจุบัน 

นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา นโยบายการศึกษาได้เปลี่ยนไป โดยแยกการศึกษาของ ภิกษุสามเณร และเด็กนักเรียนออกจากกัน ตลอดจนถึงส่วนราชการที่รับผิดชอบด้วย โดยให้ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบเฉพาะการศึกษา สำหรับเด็กนักเรียนเท่านั้น ส่วนการศึกษาสำหรับ ภิกษุสามเณรให้สังกัดกระทรวงธรรมการ คณะสงฆ์ก็ได้เป็นภาระรับผิดชอบดำเนินการต่างหากออก ไปจนเป็นเอกเทศจากการศึกษาของรัฐ โครงการและแผนการศึกษาของชาติในสมัยต่อมา ก็ไม่ได้ กล่าวถึงสงฆ์และการศึกษาของสงฆ์อีกเลย 

การศึกษาของฝ่ายบ้านเมืองก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เจริญรุดหน้ามาตามลำดับ มีมหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน เกิดขึ้นมากมายทั่วทุกส่วนของประเทศและมีการพัฒนาทาง ด้านการเรียนการสอนไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดเวลา ขณะที่สภาพการศึกษาพระปริยัติธรรม มิได้มีการแก้ไขปรับปรุง ทำให้ค่านิยมในหมู่เยาวชนและภิกษุสามเณรที่มีต่อการศึกษาปริยัติธรรม ลดลงไป พระภิกษุสามเณรมีความไม่มั่นใจต่อระบบการศึกษาสายพระปริยัติธรรมเดิมของคณะสงฆ์ จึงได้ขวนขวายเรียนวิชาต่าง ๆ  ทางโลกมากกว่าวิชาพระปริยัติธรรม แต่ปัจจุบันนี้  พระเถระ ผู้บริหารการพระศาสนาเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้ได้เรียนวิชาการสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ได้แสดงบทบาทเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนขยาย วิทยาเขตในทั่วประเทศมากขึ้น

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม 

ในปี พ.ศ.  ๒๔๕๔ ได้มีการเริ่มศึกษาแบบนักธรรมขึ้นควบคู่กับฝ่ายเปรียญ แต่ยังเป็น การศึกษาของสงฆ์เท่านั้น จนถึงรัชกาลที่ ๗ จึงเปิดโอกาสให้ฆราวาสชายหญิงเข้าเรียนด้วย โดย แยกเป็นแผนกธรรม สำหรับภิกษุสามเณรและแผนกธรรมศึกษาสำหรับฆราวาสชายหญิงแบ่งเป็น ๓ ชั้น นักธรรมศึกษาตรี ชั้นโทและชั้นเอก 

มูลเหตุที่เริ่มให้มีการศึกษาแผนกธรรมขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้น เนื่องมาจากทางราชการ ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ ยกเว้นพระภิกษุสามเณรไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร สำหรับผู้รู้ธรรม ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงตั้งหลักสูตรการศึกษาของพระภิกษุสามเณรแบบใหม่นี้เรียกว่า “นักธรรม” มี ๓ ชั้น คือ นักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอก เริ่มสอบไล่สนาม หลวงเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ เป็นต้นมา 

ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ทางคณะสงฆ์อนุญาตให้ครูที่เป็นคฤหัสถ์เข้าสอบไล่วิชานักธรรมตรีใน สนามหลวงคณะสงฆ์ได้ และต่อมาทางคณะสงฆ์ได้อนุญาตให้คฤหัสถ์ชายหญิงเข้าสอบความรู้ นักธรรมในสนามหลวงได้ด้วย โดยกำหนดให้สอบพร้อมกับภิกษุสามเณรทั่วราชอาณาจักร สำหรับ หลักสูตรวินัยบัญญัตินั้น ไม่เหมาะกับคฤหัสถ์ จึงเปลี่ยนเป็นเบญจศีล เบญจธรรมและอุโบสถศีล เป็นหลักสูตรแทน สำหรับผู้เรียนธรรมศึกษาตรี เรียน ๔ วิชา ส่วนธรรมศึกษาโทและเอก เรียน เพียง ๓ วิชา ยกเว้นวิชาวินัย

 

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี 

ตั้งแต่โบราณมาไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ส่วนใหญ่ยังคงรูปเดิมอยู่ ทั้งทางด้านหลักสูตร การวัดผลและวิธีสอบ ยังยากต่อการเล่าเรียน ต้องใช้เวลามาก และเดิมที การสอบบาลีต้องสอบด้วยปากเปล่า จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงให้ยกเลิกการสอบความรู้บาลี ด้วยวิธีแปลปากเปล่า มาใช้เป็นการสอบด้วยวิธีเขียนแทนทุกประโยค ในปัจจุบัน  การสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.  ๑-๒ ถึง ป.ธ.๕ เมื่อสอบได้วิชาหนึ่งและ ตกวิชาหนึ่งแล้ว แม่กองบาลีสนามหลวงเปิดโอกาสให้สอบแก้ตัวอีกครั้ง 

อนึ่งการสอบบาลี เมื่อก่อนไม่กำหนดวันสอบแน่นอน กรรมการจะประกาศเป็นคราว ๆ ไปจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงกำหนดให้สอบปีละครั้งตลอดมา เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นสอบ ๒ ครั้ง ใน รัชกาลปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ นี้เอง 

การวัดผลและประเมินผล ในการสอบบาลีสนามหลวง จะมีกำหนดการสอบในแต่ละปีไว้ดังต่อไปนี้

  • ครั้งที่ ๑ สำหรับเปรียญธรรม ๖,๗,๘,๙ ในสนามสอบเขตกรุงเทพมหานคร สอบในวันขึ้น ๒-๓-๔-๖ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี
  • ครั้งที่ ๒ สำหรับบาลีประโยค ๑-๒ และเปรียญธรรม ๓-๔-๕ ประโยค สอบในวันแรม ๑๐-๑๑-๑๒ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี แม่กองบาลีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการออกปัญหา การดำเนินการสอบ การดำเนินการสอบในต่างจังหวัดนั้น แม่กองบาลีได้มอบหมายให้เจ้าคณะภาคต่างๆ แต่งตั้งคณะกรรมการนำข้อสอบจากส่วนกลางไปยังสนามสอบทุกแห่ง โดยเปิดสอบในชั้นประโยค ๑-๒ และ ป.ธ. ๓-๔ แล้วนำใบตอบมาส่งแม่กองบาลีสนามหลวงเพื่อดำเนินการตรวจ โดยนิมนต์พระเถรานุเถระมาประชุมพร้อมกันในสถานที่ที่แม่กองบาลีกำหนด ส่วนประโยค ป.ธ. ๕,๖,๗,๘ และ ๙ ดำเนินการสอบในส่วนกลางตามที่แม่กองบาลีกำหนดให้เป็นสถานที่สอบ

การตรวจและประกาศผล เมื่อการดำเนินการสอบเสร็จสิ้นแล้ว ทางแม่กองบาลีสนามหลวงจะมีหนังสืออาราธนากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และมีคุณสมบัติถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประชุมตรวจข้อสอบพร้อมกัน ณ ศาลาประชุมสงฆ์ วัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร กำหนดให้วันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๔ ของทุกปี รวมเวลาตรวจ ๖ วัน หลังจากการตรวจเสร็จ ทางสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงจะทยอยประกาศผลการสอบให้ทราบอย่างเป็นทางการในวันสุดท้ายของการตรวจและวัดถัดมา

ในสมัยของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธรมหาเถร ป.ธ.๙) วัดสามพระยา ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมปัญญาบดี แม่กองบาลีสนามหลวง (พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๓๑) ได้หยิบยกเรื่องการสอบประโยค ๑-๒ ที่ได้ยกเลิกไป โดยจัดให้มีการสอบขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ และยังถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้ ในสมัยของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สุวรรณ สุวณฺณโชตมหาเถร ป.ธ. ๗) แม่กองบาลีสนามหลวง (พ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๓๗) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ได้มีนโยบายทางด้านการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เพิ่มเติมดังนี้

๑.       การออกข้อสอบบาลีสนามหลวง ในชั้นประโยค ๑-๒ จะไม่มีการออกคาถาและแก้อรรถคาถา ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนในระดับนี้ จะได้ไม่ต้องเรียนหนักจนเกินไป อีกทั้งสามารถเรียนได้สะดวกขึ้น และมีโอกาสสอบผ่านมากขึ้น

๒.     การออกข้อสอบสนามหลวง ในวิชาแปลไทยเป็นมคธ ของนักเรียนชั้นประโยค ป.ธ. ๔เป็นต้นไป จะมีการออกคาถาด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนจดจำพระพุทธพจน์ได้ขึ้นใจ และต้องท่องจำคาถาให้ได้ โดยเฉพาะคาถาที่เป็นพระพุทธพจน์โดยตรงนั้น นักเรียนต้องท่องจำคาถาตามแบบอย่างเดียว ไม่อนุญาตให้แต่งแก้

ในสมัยของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  (ช่วง วรปุญโญมหาเถร ป.ธ.๙)  แม่กองบาลีสนามหลวง (พ.ศ. ๒๕๓๘ – ปัจจุบัน) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้มีนโยบายทางด้านการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีเพิ่มเติม ดังนี้

๑.       การเรียนการสอนวิชาแปลมคธเป็นไทย ของประโยค ๑-๒ ที่ข้อสอบจะไม่ออกคาถาและแก้อรรถมาก่อนหน้านี้ ให้ครูในแต่ละสำนักเรียนสอนการแปลคาถาและแก้อรรถให้นักเรียนด้วย ซึ่งอาจจะออกข้อสอบหรือไม่ก็ได้ แต่ทั้งนี้ อย่างน้อยก็เป็นอุปการะแก่การเรียนการสอบชั้นประโยคสูงๆ ในอนาคต

๒.     การออกข้อสอบบาลีสนามหลวงนอกจากจะมีการออกคาถา ส่วนประโยคแก้อรรถ ที่รูปประโยคไม่ซับซ้อน ธรรมดา ก็มีสิทธิ์จะออกสอบด้วยเช่นกัน (จะพบได้โดยเฉพาะตั้งแต่ชั้นประโยค ป.ธ. ๖ เป็นต้นไป)

๓.      การจัดปฐมนิเทศ กรรมการตรวจข้อสอบประโยคบาลีสนามหลวง โดยเฉพาะกรรมการที่จะได้รับการแต่งตั้งใหม่ อีกทั้ง ได้จัดพิมพ์คู่มือตรวจถวายกรรมการด้วย

๔.      เปิดโอกาสให้ครูสอนซึ่งสอนอยู่ในชั้นและวิชานั้น เป็นกรรมการตรวจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกรรมการในส่วนภูมิภาค

๕.      การมีนโยบายจัดตั้งสำนักเรียนประจำจังหวัด

๖.       การเก็บวิชาที่สอบผ่านแล้วเป็นเวลา ๒ ปี นำร่องในชั้นประโยค ๑-๒ และดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐

การวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในปัจจุบัน ได้ให้ใช้เกณฑ์ให้คะแนนเป็นตัวเลข โดยใช้วิธีการหักคะแนนเมื่อพบความผิดในการทำข้อสอบ ถ้าคะแนนที่ถูกหักออกไปเกินกำหนด ก็จะถือว่าสอบตกในวิชานั้นๆ โดยในทุกวิชา ถ้าตอบสับข้อ จะถูกหัก ๒คะแนนต่อ ๑วิชา

หลักเกณฑ์ในการหักคะแนนในวิชาต่างๆ ในปัจจุบันมีดังนี้

วิชาบุรพภาค (สำหรับประโยค ป.ธ. ๓)

๑.       วางรูปจดหมายผิด ให้ตก

๒.     วางย่อหน้าผิด หัก ๒ คะแนน

๓.      ผิดวรรคตอนถึงเสียรูปหรือเสียความ หักแห่งละ ๑ คะแนน

๔.      ใช้ตัวอักษรผิด หัก ๑ คะแนน

เมื่อรวมแล้ว ถูกหักเกิน ๑๒ คะแนน ถือว่าสอบตก (และจะถือว่าตกในวิชาอื่นๆ ที่เหลือด้วย)

วิชาแปลไทยเป็นมคธ แปลมคธเป็นไทย และวิชาสัมพันธ์

๑.       ผิดศัพท์ เรียกชื่อสัมพันธ์ผิดในวิภัตติเดียวกัน หักศัพท์ละ๑ คะแนน

๒.     ผิดสัมพันธ์ (เรียกชื่อสัมพันธ์ผิดต่างวิภัตติหรือเข้าสัมพันธ์ผิด) หักแห่งละ ๒ คะแนน

๓.      ผิดประโยค (เช่น ใช้ประโยคและกริยาผิดบุรุษ) หักประโยคละ ๖ คะแนน

การ “ให้” คะแนน

  • ถ้าถูกหัก ๑-๖ คะแนน ให้ “๓ ให้”
  • ถ้าถูกหักตั้งแต่ ๗-๑๒ คะแนน ถือว่าให้ “๒ ให้”
  • ถ้าถูกหักไป ๑๓-๑๘ คะแนน ให้ “๑ ให้”
  • ถ้าถูกหักไปเกิน ๑๘ คะแนน ให้ “๐ ให้” ถือว่าสอบตก

 

 

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา 

กระทรวงศึกษาธิการให้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และปรับปรุงใหม่เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ การศึกษาแบบนี้เป็นการศึกษาแบบประยุกต์หรือเป็นการศึกษารูปแบบ หนึ่งของการศึกษาคณะสงฆ์ เป็นการศึกษาที่รัฐกำหนดให้มีขึ้นตามความประสงค์ของคณะสงฆ์ โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝ่ายศาสนจักรได้ศาสนทายาทที่ดีมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และสืบต่อพระพุทธศาสนาให้เจริญสถาพรต่อไป และฝ่ายบ้านเมือง เมื่อพระภิกษุสามเณรได้ลาสิกขาแล้ว ก็สามารถเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาของรัฐได้ หรือเข้ารับ ราชการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ตนเองและบ้านเมืองสืบต่อไป ปัจจุบันนี้การศึกษาประเภทนี้ได้กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ 

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา[2] สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในความดูแลของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่ อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ เปิดทำการเรียนการสอนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2492 และได้จัดตั้งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาขึ้นในประเทศไทย ปัจจุบัน โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ อยู่ในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดทำการสอนเฉพาะช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 – 6) จำนวน 7 ห้องเรียน แผนการเรียน ภาษาและสังคมศาสตร์ โดยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทำการเรียนการสอนที่ อาคารมหาธาตุวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 – 6 ทำการเรียนการสอนที่ อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย (ตึกถาวรวัตถุ)

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา ให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรสำหรับเป็นพื้นฐานเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีหลักสูตร 3 ปี ระดับวิชาสามัญเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 4-5-6) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวิชาบาลี ธรรม และพระพุทธศาสนาเพิ่มเติม เริ่มเปิดการศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา เดิมมีฐานะเป็นแผนกในสังกัดมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับการยกฐานะเป็นโรงเรียนเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2512 ทางโรงเรียนได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้ตั้งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2515

โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ เปิดทำการเรียนการสอนจำนวน 7 ห้องเรียน โดยมีอาคารเรียนหลักสองอาคารคือ อาคารมหาธาตุวิทยาลัย ภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร (ตึกถาวรวัตถุ หรือ ตึกแดงวัดมหาธาตุ ด้านติดสนามหลวง) สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 และเป็นที่ตั้งส่วนอำนวยการโรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษาฯ ด้วย

มหาวิทยาลัยสงฆ์ในปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญจึงได้ปฏิรูปการศึกษา จัดการเรียน การสอนให้เป็นระบบเหมือนนานาอารยประเทศ  ให้ราษฎรทุกคนได้ศึกษาอย่างมีระบบ และสำหรับ พระภิกษุสามเณร พระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้คณะสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียน ทั้งด้านพระปริยัติธรรม และวิชาการชั้นสูงสมัยใหม่ควบคู่กันไป ได้ทรงสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๓๒ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.  ๒๔๓๙ ได้พระราชทานนามใหม่ว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็โปรดให้เปิดขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารและได้ทรงพระราชทานนามว่า มหามกุฏราช วิทยาลัย  อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง แห่งนี้ได้ดำเนินการมาโดยลำดับแต่ก็ยังไม่ ก้าวหน้าถึงขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เพิ่งจะมายกระดับการศึกษาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในรัชกาลปัจจุบัน นี้เอง  โดยเฉพาะเมื่อ  พ.ศ. ๒๕๑๒ มหาเถรสมาคมได้ออกคำสั่งมหาเถรสมาคมเรื่องการศึกษา ของมหาวิทยาลัยสงฆ์อันเป็นการรับรองว่าการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งนั้นเป็นการ ศึกษาของสงฆ์อย่างเป็นทางการ 

ต่อมา รัฐบาลโดยการยินยอมของรัฐสภา ก็ได้ตราพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ.  ๒๕๒๗ ลงวันที่  ๘ ตุลาคม พ.ศ.  ๒๕๒๗ และได้ตรา พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๐ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยให้มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไทย จัดการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก เปิดสอนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์และจัดหลักสูตรทั้งภาค ภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ เพื่อผลิตบัณฑิตเป็นสะพานเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก แนวโน้มการพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ในอนาคต

ปัจจุบันนี้ การศึกษาในวงการคณะสงฆ์ได้พลิกโฉมหน้าไปอย่างมาก โดยได้มีการจัดการ ศึกษาสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอีก ไม่เหมือนสมัยดั้งเดิมที่เน้นอยู่เฉพาะการศึกษาแผนกนักธรรมและภาษา บาลีเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาปริยัติธรรมสายสามัญ และ มหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เพื่อเน้นให้พระสงฆ์มีความสมบูรณ์ทางความรู้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเน้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศด้วย 

ยิ่งขณะนี้  พระสังฆาธิการระดับต่าง  ๆ  ได้ตื่นตัวในการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ด้าน ต่าง ๆ ให้ทันกับเหตุการณ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์  (ปบ.ส.) ตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา พระสังฆาธิการ ทั่วประเทศได้ศึกษาหลักสูตร ปบ.ส. ๑ ปี และสามารถเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรี และขณะนี้มี พระสังฆาธิการได้เรียนจบปริญญาตรี และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท นับว่าเป็นหลักสูตรที่ ทำให้พระสังฆาธิการสนใจและศึกษาเป็นจำนวนมาก

 

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

เป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์แห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่เริ่มประยุกต์หลักพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ โดยมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทย (ฝ่ายธรรมยุตินิกาย)

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระดำริจัดตั้ง “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นภายใน วัดบวรนิเวศวิหาร โดยวิธีจัดการศึกษาแบบสมัยใหม่ มีลักษณะแตกต่างจากการเล่าเรียนภาษาบาลีตามประเพณีแบบเดิม ในขณะเดียวกัน ก็นำเอาวิธีวัดผลแบบข้อเขียนมาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศไทยด้วย

หลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงก่อตั้งสถาบันการศึกษานี้ขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัสให้พระองค์ทรงช่วยปรับปรุงโรงเรียนสอนภาษาบาลี ชื่อ “มหาธาตุวิทยาลัย” ภายในวัดมหาธาตุ ขึ้นเป็น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อจัดการให้คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้มีสถาบันการศึกษาชั้นสูงในลักษณะเดียวกัน ควบคู่ไปกับมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งสมัยนั้นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง และส่วนมากยังจำกัดอยู่แต่คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ต่อมา ทั้ง มหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ปิดตายลงเพราะประสบปัญหาหลายประการด้วยกัน นับเป็นเวลาหลายสิบปี

จนกระทั่ง ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพได้พยายามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ จนประสบผลสำเร็จ เมื่อ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์และคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ให้การอุปถัมภ์ โดยได้ทำการประกาศรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ ตามมาด้วย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งประกาศรื้อฟื้นกิจการในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ อาจารย์สุชีพ ได้แถลงว่า สาเหตุที่ต้องมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพราะคณะสงฆ์จำเป็นต้องผลิตบุคลากรที่รู้ทันวิชาการสมัยใหม่ มิฉะนั้น คณะสงฆ์จะไม่สามารถสั่งสอนแนะนำชาวบ้านได้ และการสื่อสารกันก็จะเกิดความไม่เข้าใจ เพราะชาวบ้านศึกษาด้านคดีโลก ส่วนพระสงฆ์ศึกษาด้านคดีธรรม ท่านจึงต่อสู้เพื่อให้ได้มหาวิทยาลัยสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด มหามกุฏราชวิทยาลัย และ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็ได้รับการรื้อฟื้นมาอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลพวงมาจากการทุ่มเทและความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของท่านฯ อย่างแท้จริง เหตุผลนี้ ทำให้คนรุ่นหลังกล่าวยกย่อง “อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ” ว่าเป็น บิดาแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย

เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของท่านและสืบสานเจตนารมณ์ของท่าน คณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิปุญญานุภาพ ขึ้นโดยความเห็นชอบของท่านเพื่อให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาหรือครูอาจารย์ผู้ค้นคว้าวิจัยทางพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และดำเนินกิจการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มีโครงการย้ายที่ตั้งของมหาวิทยาลัยไปยังตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

ตรามหามกุฏราชวิทยาลัย

  • พระมหามงกุฎ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นที่มาแห่งนามมหามกุฏราชวิทยาลัย
  • พระเกี้ยวประดิษฐสถานบนหมอนรอง หมายถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • หนังสือ หมายถึง คัมภีร์และตำราทางพระพุทธศาสนา
  • ปากกาปากไก่ ดินสอและม้วนกระดาษ หมายถึง อุปกรณ์ในการศึกษาเล่าเรียนทางพระพุทธศาสนา
  • ช่อดอกไม้แย้มกลีบ หมายถึง ความเบ่งบานแห่งสติปัญญาและวิทยาการในทางพระพุทธศาสนา
  • พานรองรับหนังสือหรือคัมภีร์ หมายถึง มหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นทั้งสถานจัดการศึกษาและเผยแผ่
  • วงรัศมี หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเป้าหมายของการจัดการศึกษา
  • มหามกุฏราชวิทยาลัย หมายถึง มหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

สุภาษิตประจำมหาวิทยาลัย

“วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุเส = ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติที่ดีประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและหมู่มนุษย์” หมายความว่าเป้าหมายในการสร้างคนจะต้องให้สมบูรณ์ครบทั้งความรู้และความประพฤติที่ดี (ความรู้คู่คุณธรรม) ในเวลาเดียวกัน

สีประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ สีส้ม

ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าใช้ประทับอาศัยเป็นร่มเงาเมื่อตรัสรู้ ต้นโพธิ์จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้า

คณะ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็น ๕ คณะ

คณะศาสนาและปรัชญา,       คณะมนุษยศาสตร์ (เดิมชื่อ คณะศิลปศาสตร์),    คณะสังคมศาสตร์, คณะศึกษาศาสตร์,

คณะบัณฑิตวิทยาลัย

วิทยาเขต

วิทยาลัย

ศูนย์การศึกษา

 

  • ศูนย์การศึกษาวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร
  • ศูนย์การศึกษาวัดอาวุธวิกสิดาราม กรุงเทพมหานคร
  • ศูนย์การศึกษากำแพงเพชร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร
  • ศูนย์การศึกษาโคราช อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
  • ศูนย์การศึกษาอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
  • ศูนย์การศึกษาด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
  • ศูนย์การศึกษาชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
  • ศูนย์การศึกษาหนองบัวลำภู อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
  • ศูนย์การศึกษาศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
  • ศูนย์การศึกษาชลบุรี อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
  • ศูนย์การศึกษาปราจีนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
  • ศูนย์การศึกษาเพชรบุรี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
  • ศูนย์การศึกษาสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • ศูนย์การศึกษาสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

 

 

โรงเรียนในสังกัดมหามกุฏราชวิทยาลัย ความร่วมมือกับนานาชาติ

ปัจจุบัน มหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ตกลงในความร่วมมือเพื่อพัฒนา ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในอังกฤษ เพื่อเผยแผ่หลักพุทธธรรมให้กว้างขวางไปสู่นานาประเทศ นอกจากนั้น ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศอินโดนีเซียเพื่อพัฒนาการศึกษาพุทธศาสน์ศึกษาด้วย

 

เกียรติภูมิของชาวมหามกุฏราชวิทยาลัย

สิ่งที่ชาวมหามกุฏราชวิทยาลัยภาคภูมิใจที่สุดก็คือการเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาหรือมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของประเทศ หลังจากที่มีการเปิดการเรียนการสอนระดับมหาวิทยาลัย นักศึกษาและครูอาจารย์มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้มีเป้าประสงค์ยิ่งใหญ่ตามเจตนารมณ์ของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ คือพยายามขยายการอบรมจริยธรรมหรือศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาไปทั่วประเทศในรูปแบบต่างๆ กล่าวได้ว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเทศได้รับอิทธิพลวัตถุนิยมจากตะวันตก นักศึกษาและครูอาจารย์มหามกุฏราชวิทยาลัยได้มีบทบาทสำคัญในการชี้นำให้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติที่เป็นรากฐานของสังคมไทยมาช้านาน พระสงฆ์สามเณรที่เป็นพระนักศึกษาหลายรูปได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาเหล่านี้จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา

กิจกรรมที่คณาจารย์และนักศึกษาได้กระทำกันมาเพื่อปลูกฝังศีลธรรมในประเทศไทยมีจำนวนมาก อาทิ

  • บรรยายธรรมทางสถานีวิทยุหลายสถานี
  • ส่งพระนักศึกษาและครูอาจารย์ไปสอนนักโทษเรือนจำในที่ต่างๆ ของประเทศ
  • ส่งพระนักศึกษาและครูอาจารย์ไปสอนศีลธรรมตามโรงเรียนต่างๆ ที่ขาดแคลน
  • เปิดสอนศีลธรรมแก่ประชาชนและนิสิตนักศึกษาทั่วไปเป็นกรณีพิเศษในวันอาทิตย์
  • จัดอภิปราย บรรยายหรือเสวนาธรรมเป็นประจำเพื่อกระตุ้นหรือเร่งเร้าให้ประชาชนเห็นคุณค่าของธรรมะ
  • ส่งพระนักศึกษาไปอบรมกรรมฐานเป็นเวลา ๑ เดือนในสำนักพระกัมมัฏฐานก่อนจะรับปริญญา
  • จัดส่งนักศึกษาที่เรียนครบตามหลักสูตรไปปฏิบัติหน้าที่สอนศีลธรรมในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศเป็นระยะเวลา ๑ ปีก่อนจะมีพิธีประสาธน์ปริญญา
  • คณาจารย์ได้เข้าไปมีบทบาทในการแสดงความเห็นเพื่อแก้ปัญหาการขาดศีลธรรมของชนในชาติระดับต่างๆ
  • เป็นผู้นำในการตอบโต้ภัยคุกคามจากลัทธิศาสนาอื่นที่มีพฤติกรรมบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
  • ชี้นำสังคมให้พัฒนาบัณฑิตเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม หรือมีความรู้คู่คุณธรรม

ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยสงฆ์มหามกุฏราชวิทยาลัยหลักๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ประชาชนทั่วไปที่ติดตามผลงานของมหามกุฏราชวิทยาลัยมาโดยตลอดจึงอยู่ที่ความสามารถในการผลิตบุคลากรทางพระพุทธศาสนาเพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เข้าถึงประชาชนทุกระดับชั้น

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทย1 ฝ่ายมหานิกายและเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาลตั้งอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานครและเลขที่ ๗๙ หมู่ที่ ๑ หลักกิโลเมตรที่ ๕๕ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รหัสไปรษณีย์ ๑๓๑๗๐

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก “มหาธาตุวิทยาลัย” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งขึ้นภายในวัดมหาธาตุฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ก่อนที่จะพระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เมื่อคราวทรงสถาปนาอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นวิทยาลัยการศึกษาชั้นสูงของพระสงฆ์ แต่การดำเนินงานของวิทยาลัยได้เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) และมีการดำเนินงานมาตามลำดับจนได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามความในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ศ.ดร.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และเป็นมหาวิทยาลัยศูนย์กลางการศึกษาด้านพุทธศาสตร์ที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทย มีการตั้งวิทยาเขต, วิทยาลัยสงฆ์, ศูนย์วิทยบริการและห้องเรียน กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ปัจจุบัน เปิดการเรียนการสอนใน ๔ คณะ ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิตจนถึงปริญญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้น ๓๓ สาขาวิชา นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นภายในมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการวิจัยในด้านพุทธศาสตร์ประยุกต์ด้วย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ซึ่งสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรับปรุงโรงเรียนสอนภาษาบาลี ภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารซึ่งทรงตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ในชื่อว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” มาใช้นามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อปรับปรุงการศึกษาให้เป็นระดับวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์สืบไป  หลังจากก่อตั้งมาแล้ว ก็เลิกกิจการไปเป็นระยะเวลาช้านาน ต่อมาเมื่อ สุชีพ ปุญญานุภาพ พยายามรื้อฟื้นกิจการ มหามกุฏราชวิทยาลัย จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ทางฝ่ายคณะสงฆ์มหานิกายก็รื้อฟื้นกิจการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีตให้เป็นระดับมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเสาธงที่มีความสูงมากที่สุดในประเทศ เสากลาง มีความสูง ๘๐ เมตร เสาประกบ มีความสูง ๕๕ เมตร รวมทั้งหมด ๓ เสา และมีความสูงเป็นอันดับ ๓ ของโลก

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

คณะในมหาวิทยาลัย

 

 


วิทยาเขต

 


วิทยาลัยสงฆ์

 


หน่วยวิทยบริการ

 

 

 

หน่วยงานในมหาวิทยาลัย

สำนักงานอธิการบดี

สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม

สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

            หน่วยงานอื่นๆ

 

 

สถานที่สำคัญในมหาวิทยาลัย

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระอุโบสถกลางน้ำ หลวงพ่อปัญญานันทะ

อาคารหอประชุม มวก ๔๘ พรรษา

พิธีประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้กราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเสด็จเป็นองค์ประธานในการประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา แต่ในปัจจุบันเนื่องจากปัญหาอาการพระประชวรของพระองค์ ทำให้ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะได้เข้ารับประสาทปริญญาบัตรจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต แห่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น จะจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประจำทุกปี[9].เนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงมอบหมายให้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติหน้าที่แทน ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มาประทานปริญญาบัตร เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญา ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ซึ่งได้จัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ มวก. ๔๘ พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน

ทำเนียบนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ทำเนียบอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง

 

การศึกษาของคณะสงฆ์

ในการจัดการศึกษาให้พระภิกษุสามเณร มหาเถรสมาคมมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาระบบการศึกษาแบบเดิม คือการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี แผนกธรรมจัดเป็น ๓ ชั้น แผนกบาลีจัดเป็น ๙ ชั้น แผนกธรรมซึ่งสอนธรรมเป็นภาษาไทยมุ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับพระภิกษุสามเณร

ส่วนนักเรียนบาลีจะต้องศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกและอรรถกถา วิชาแปลมคธเป็นไทยและวิชาไทยเป็นมคธ สามเณรที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคจะได้รับการอุปสมบทซึ่งอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์

ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ยากต่อการเล่าเรียนเพราะส่วนใหญ่เน้นการท่องจำ อย่างไรก็ตามรัฐได้รับรองเปรียญธรรม ๙ ประโยค ซึ่งเป็นเปรียญธรรมชั้นสูงสุด ให้มีค่าเทียบเท่าชั้นปริญญาตรีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุสามเณรจึงขาดความสนในในการศึกษาภาษาบาลี คณะสงฆ์ประสงค์จะให้รัฐรับรองเปรียญธรรม ๙ ประโยคให้มีค่าเทียมเท่าชั้นปริญญาเอก โดยพร้อมที่จะปรับปรุงหลักสูตรให้มีการเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาบาลี

เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะเรียนภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ตายแล้วให้ง่ายขึ้น เหมือนสมัยก่อนโน้นที่เราสามารถใช้ภาษาบาลีพูดจาสื่อสารกันเองได้ในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ภาษาบาลีน่าจะถูกกำหนด ให้เป็นภาษานานาชาติของกลุ่มประเทศนับถือพระพุทธศาสนา เหมือนภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาที่คนทั่วโลกใช้สื่อสารกัน เช่น ในการประชุมเช่นนี้ เอกสารสิ่งตีพิมพ์น่าจะกำหนดเป็นภาบาลีได้

การจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบสมัยใหม่ในประเทศไทยนั้น ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไทย จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก เปิดสอนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยามีวิทยาเขต ๑๐ แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีวิทยาลังสงฆ์ ๔ แห่ง โครงการขยายห้องเรียน ๑๐ แห่ง และสถาบันสมทบ ๓ แห่ง ซึ่งรวมที่เกาหลีได้และไต้หวัน สาขาของมหาวิทยาลัยทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเปิดสอน ๔ คณะ คือ คณะพุทธศาสตร์คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้มีการก่อตั้งโครงการหลักสูตรนานาชาติระดับบัณฑิตศึกษา สอนเป็นภาษาอังกฤษโครงการหลักสูตรนานาชาตินี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและครูอาจารย์จากต่างประเทศ เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาและปรัชญาระดับสูงยิ่งขึ้นไป ถือว่าเป็นการรักษางานวิชาการที่เป็นเนื้อหาทางพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ เครือข่ายวิทยาเขตทั่วประเทศของมหาวิทยาลัยพยายามที่จะยกระดับการศึกษาและปฎิบัติธรรมในคณะสงฆ์ ตลอดทั้งผลิตพระสงฆ์ที่มีความสามารถสอนพุทธธรรมได้ อย่างถูกต้องและบรรยายธรรมอย่างมีเหตุผลสอดคล้องกับเหตุการณ์ร่วมสมัยและเรื่องราวปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งเราออกแบบหลักสูตรเพื่อผลิตพระสงฆ์ให้สามารถจัดการปัญหาของชุมชนได้

ในโครงการหลักสูตรนานาชาติเราต้องการครูอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการสอนเป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งช่วยประเมินผลและตรวจวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษเราอยากให้มีการแลกเปลี่ยนครูอาจารย์นักวิจัย และนักศึกษาต่างประเทศกับสถาบันอื่น ๆ และเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก

เกี่ยวกับการจัดให้มีการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาตามโรงเรียนนั้น  คณะสงฆ์ไทยได้เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ออกคำสั่งให้มีการสอนวิชาพระพุทธศาสนาแก่นักเรียนทุกระดับ นับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อย่างไรก็ดี โรงเรียนถูกปล่อยให้กำหนดรายละเอียดของหลักสูตรเอง แม้ว่าระดับความเข้าใจในวิชาพระพุทธศาสนาในเขตการศึกษาจะไม่ค่อยตรงกันและเพี้ยนไปบ้างในบางกรณีก็ตาม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องให้มีหลักสูตรแกนกลางเป็นเครื่องชี้ทางให้นักการศึกษาแต่ละท้องถิ่นทำหลักสูตรพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องตรงกัน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้รับภาระร่างหลักสูตรแกนกลางวิชาพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจที่ขอรายงานให้ท่านทั้งหลายทราบว่าหลักสูตรแกนกลางนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ทุกโรงเรียนนำไปใช้แล้ว

หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ชั้นระดับประถมศึกษาตอนต้นถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้บรรจุพุทธประวัติ ชาดกพุทธธรรมพื้นฐาน และแนะนำพระไตรปิฎก รวมทั้งศัพท์สำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย

หลักสูตรได้รับการออกแบบให้นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระสงฆ์ หน้าที่และบทบาทของพระภิกษุด้วย นอกจากจะมีคุณค่าทางด้านการศึกษาแล้ว เราเชื่อแน่ว่าหลักสูตรนี้จะส่งเสริมพระพุทธศาสนาโดยให้เด็กได้รับคำสอนที่มีค่า และจะปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยประกันว่าเด็กจะได้รับการสอนพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง

การส่งเสริมพระพุทธศาสนา

ในการสั่งสอนพระพุทธศาสนาแก่คฤหัสถ์ มีหลายประเด็นที่จะขอกล่าวถึง

ประการแรก ธรรมเนียมนิยมในการเทศนา คือ พระสงฆ์นั่งบนธรรมาสน์และชาวบ้านนั่งบนพื้นพนมมือฟังธรรม ซึ่งเป็นลักษณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยชอบนัก และผลที่เกิดขึ้นคือมีเฉพาะคนแก่เท่านั้นที่เข้าวัดในวันพระสถานการณ์ยิ่งหนักซ้ำเข้าไปอีก เพราะวันพระตรงกับวันทำงานแลคนหนุ่มสาวมาวัดไม่ได้ มีพระธรรมเทศนาบ้างในวันอาทิตย์ แต่การไปวัดวันอาทิตย์ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก คนมักพูดว่าไม่มีเวลาไปวัดและฟังธรรม

ในการแก้ปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้นำหลักเศรษฐศาสตร์มาจากหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่สอนเรื่องการพึ่งตนเองทางสายกลาง ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นแผนพัฒนาแบบยั่งยืนที่ขยายออกไปในการที่เศรษฐกิจจะหมุนต่อไปด้วยกัน จนพบกับความต้องการในระดับที่พอเพียง มากกว่าจะให้ระดับความมั่นคั่งที่มีความโลภเป็นตัวขับเคลื่อนเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่ประชาชนและประเทศต่าง ๆ พอใจกับระดับความมั่งคั่งที่มีเหตุผล และความมั่งคั่งนั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นจากความเสียหายของผู้อื่น ทุกคนมีพอที่จะยังชีพและพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนชาวพุทธทุกระดับ ตั้งแต่ระดับส่วนตัว ชุมชนและระดับชาติ ที่จะให้คืนกลับมาหาคุณค่าทางพระพุทธศาสนา และให้มีกิจกรรมและนโยบายทางเศรษฐกิจตั้งอยู่บนคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งในการที่ทรงปฏิบัติเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในโลกสมัยปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลมหาชนกชาดกเป็นพากย์ภาษาไทยและอังกฤษ โดยมีการปรับให้เข้ากับสังคมปัจจุบันตามท้องเรื่อง พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยะบารมีอย่างยิ่งยวด ไม่ทรงประสงค์ผลตอบแทนอะไร ได้ทรงขึ้นครองราชย์และนำความรุ่งเรืองมาสู่พระราชอาณาจักรมหาชนกชาดกซึ่งจัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๓๙เป็นหนังสือขายดีที่สุดและเหมาะกับเวลาในการย้ำเตือนให้คนไทยอดทนต่อวิกฤตทางเศรษฐกิจและเพียรพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยอาศัยความเพียร ปัญญา และสุขภาพแข็งแรง

คณะสงฆ์ไทยได้ร่วมจัดทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น ก่อตั้งวัดและจัดให้มีพระธรรมทูตอยู่ประจำในประเทศตะวันตกหลายแห่ง ในประเทศไทยเองก็มีทั้งวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรม ซึ่งคฤหัสถ์ทุกชาติสามารถเข้ามาเรียนรู้และปฏิบัติธรรมได้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ มีคำแนะนำทั้งภาคภาษาไทยและอังกฤษ มีหลายวัดด้วยกัน ซึ่งจัดขึ้นเฉพาะพระภิกษุชาวตะวัดตก ถ้าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นการเพาะปลูกสิ่งที่จะก่อให้เกิดความสุขและเป็นการกำจัดสิ่งที่จะนำทุกข์มาให้ไซร้

สิ่งที่ข้าพเจ้าเคยพูดมาในแง่ปฏิบัติแล้วก็นำมาประยุกต์ใช้ในที่นี้ได้ดี การเผยแผ่พระพุทธศาสนาส่วนหนึ่งยังหมายถึงการขจัดโรคร้ายทางสังคม ซึ่งมาพร้อมกับความทันสมัยและโลกาภิวัฒน์ ทั้งในแง่ของการลดความทุกข์ และในแง่ของการตระเตรียมคนให้ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แน่นอนว่า ภารกิจส่วนใหญ่ในการนำชาวพุทธกลับมาหาพระพุทธศาสนาอีก ก็ โดยการสอนให้รู้จักวิธีการประยุกต์ใช้ “ประเพณีดั้งเดิม” ที่เขา “ต้องการ” จะยึดถือแล้วปรับให้เข้ากับสถานการณ์ “สมัยใหม่”ที่เขา “ต้อง” ดำเนินชีวิต ถึงแม้จะดูว่าขัดแย้งกับประเพณีดั้งเดิมก็ตาม

ดังที่กล่าวมากแล้ว ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราฝึกอบรมพระสงฆ์ให้สามารถสอนวิชาพระพุทธเจ้าศาสนาตามโรงเรียนได้ เรายังจัดส่งนิสิตให้ออกไปฝึกปฏิบัติงานอยู่กับชาวบ้าน เราใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ทำคำสอนของพุทธเจ้า ให้สืบค้นได้ง่ายทั่วโลกเพียงแค่คลิกเมาส์ให้นิสิตได้สนทนาแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันจัดกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ

ในการตอบสนองต่อโลกาภิวัฒน์ การเผยแผ่ของชาวพุทธยังต้องสร้างเครือข่ายชาวพุทธทั่วโลกทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของชาวโลกกล่าวคือบางทีเราอาจจะต้องเข้าไปสู่กระแสโลกาภิวัฒน์เสียเอง เพื่อที่จะนำพระพุทธศาสนาให้มีคุณค่าต่อโลกยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นนี้ข้าพเจ้าอยากจะทบทวนความคิดริเริ่ม ๒ ประการ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้เป็นผู้แสดงบทบาทสำคัญ

ในปี ๒๕๔๓ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลกครั้งที่ ๒ หรือที่เรียกกันว่า “การประชุมสุดยอดชาวพุทธ” ในประเทศไทยซึ่งการประชุมครั้งนี้มีผู้นำศาสนาระดับสูงจาก ๑๖ ประเทศซึ่งเป็นผู้แทนจากพระพุทธศาสนานิกายสำคัญทั้งฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายานเข้าประชุมร่วมกัน ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีเพียงพูดคุยกันเกี่ยวกับวิธีการที่จะทำงานร่วมกันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์สุขของมวลชนและให้ความร่วมมือกัน ในสิ่งที่จะก่อให้เกิดสันติภาพมั่นคงและทำให้มนุษย์ชาติและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น แต่ยังได้ลงนามรับรองกฎบัตรก่อตั้งการประชุมพุทธนี้ให้เป็นองค์กรถาวรผูกสัมพันธ์ผู้นำพุทธทั่วโลกทำงานร่วมกันให้ธรรมบริการแก่มนุษย์ชาติอีกด้วย

ในปีเดียวกันนั้นเอง ข้าพเจ้าพร้อมด้วยผู้แทนคณะสงฆ์ไทยได้เข้าร่วมในการประชุมสุดยอดของผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณเพื่อสันติภาพโลกในสหัสวรรษ ณ หอประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติมหานครนิวยอร์ก ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสนตร์ที่ผู้นำระดับสูงจากศาสนาสำคัญทั่วโลกทั้งหมดมาพบปะกันในที่แห่งเดียวกัน เพื่อพูดคุยถึงหนทางและวิธีการก่อให้เกิดสันติภาพแก่โลกนอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ร่วมการประชุมซึ่งเป็นผลสืบเนื่องในปีถัดมาอีก ณ มหานครนิวยอร์ก เพื่อวางแผนปฏิบัติงานต่อไป และพูดคุยวิธีการที่จะให้เป้าหมายของการประชุมสุดยอดเพื่อสันติภาพในปี ๒๕๔๓ นำมาปฏิบัติให้เกิดผล

ผลก็คือการประชุมสภาผู้นำศาสนาโลกครั้งแรกจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๖ โดยมีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและการประชุมสุดยอดเพื่อสันติภาพโลกในสหัสวรรษร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ผู้แทนระดับสูงของศาสนาต่าง ๆ ในโลก ได้พบปะพูดคุยกัน พร้อมกับร่วมกันแสวงหาเส้นทางสู่สันติภาพ การบรรเทาความยากจน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้มีการลงนามรับรองกฎบัตรก่อตั้งสภาผู้นำศาสนาโลกซึ่งประกอบด้วยศาสนาพุทธ ฮินดู เชน อิสลาม ยูดาย คริสต์และศาสนาอื่น ๆ เป็นองค์กรถาวร ลักษณะสำคัญของสภาผู้นำศาสนาโลกก็เพื่อทำงานใกล้ชิดกับองค์การสหประชาชาติในประเด็นเหล่านี้ในขณะเดียวกันต้องรักษาความเป็นองค์กรอิสระด้วย

ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เราได้จัดทำระเบียบว่าด้วยสถาบันการศึกษาในประเทศอื่น ๆ มาเป็นสถาบันสมทบกับมหาวิทยาลัยโดยมีประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เช่น วิทยาลัยพระพุทธศาสนาดองกุกชอนบอบในประเทศเกาหลีได้เข้ามาเป็นสถาบันสมทบกับเราเรียบร้อยแล้ว และวิทยาลัยพระพุทธศาสนาชิจูในไต้หวัน ได้สมัครเข้ามาเป็นสถาบันสมทบอีกแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เรากำลังสร้างเครือข่ายการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในระหว่างประเทศและนิกายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสนทนาแลกเปลี่ยนทางวิชาการจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันถูกจัดให้มีขึ้นและรักษาความมีชีวิตชีวาไว้ และจะเป็นกระบวนการเชื่อมไมตรีระหว่างผู้คนซึ่งยังไม่รู้จักกันและบางทีก็เริ่มจะเป็นปฏิบัติปักษ์ต่อกัน

 

การปกป้องพระพุทธศาสนา

ภารภิจสำคัญของพระสงฆ์ข้อสุดท้ายคือการปกป้องพระพุทธศาสนา สิ่งที่กล่าวมามากแล้วนั้น ก็เพื่อนำหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนาจากการเข้าใจผิดและนำไปใช้ผิด มหันตภัยต่อพระพุทธศาสนาที่เห็นชัดอย่างหนึ่ง ก็คือการใช้กลยุทธ์เชิงรุกรานนี้เป็นสิ่งน่าห่วงใยมิใช่เฉพาะต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่อีกหลาย ๆ ศาสนาด้วยเหมือนกัน วิธีการอย่างหนึ่งในการเผชิญสิ่งคุกคามเช่นนี้ ก็โดยที่เราพระสงฆ์ต้องสร้างความมั่นใจได้ว่าปฏิบัติตามหน้าที่ของเราต่อคฤหัสถ์อย่างถูกต้อง เช่น ให้คำแนะนำและช่วยเป็นภาระทางด้านการศึกษา ในขณะเดียวกันตัวพระสงฆ์เองต้องรักษาข้อพระวินัยอย่างเคร่งครัด

ในการโต้ข้อกล่าวหาของศาสนาคริสต์ที่กล่าวหาว่า พระพุทธศาสนาไม่สนใจปัญหาสังคมนั้น เราจะต้องจำไว้ว่า ชาวพุทธได้สร้างโรงพยาบาลและทำสาธารณประโยชน์อื่น ๆ มาก่อนที่พระเยซูอุบัติ เมื่อระลึกถึงข้อนี้ได้ เราก็ต้องหวนกลับไปทำงานด้านบริการสาธารณะและมีความเมตตาเป็นอย่างมาก ในคราวประชุมสภาผู้นำศาสนาของโลกที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกำกฏาคม ปี ๒๕๔๕ ปัญหาเรื่องการแย่งชิงกันเปลี่ยนศาสนาเป็นเรื่องน่าห่วงใยสำหรับผู้เข้าประชุมจากเกือบทุกศาสนา และเป็นเรื่องแน่ชัดว่า สภา ผู้นำศาสนาโลกจะไม่เห็นด้วยกับการให้เปลี่ยนศาสนาเชิงรุกรานใดๆ

สิ่งคุกคามอย่างมากต่อพระพุทธศาสนาก็คืออภัยภายในพระพุทธศาสนา จากการที่พระสงฆ์์ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามพระวินัย การล่วงละเมิดของพระเหล่านี้เป็นเหตุให้ภายในคระสงฆ์เองกลับเลวร้ายลงยิ่งขึ้น ทั้งคอยเป็นสนิมกัดกร่อนอำนาจของพระสงฆ์ในหมู่คฤหัสถ์ และกลับเป็นกระสุนแก่ผู้เป็นปรปักษ์ต่อพระพุทธศาสนาเราต้องค้นหาหนทางที่จะแก้ปัญหานี้ให้ได้

 

 

บทสรุป 

ขณะนี้สังคมไทยกำลังสนใจเรื่องโครงสร้างการบริหารองค์กรต่าง ๆ และสังคมการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลง มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น กำหนดให้ครูอาจารย์เป็นผู้บริหารมืออาชีพในการ กำหนดวิธีการและเครื่องมือในการวัดจริยธรรม คุณธรรม และวัดคุณภาพทั้งภายในและภายนอก ในการประกันคุณภาพทางการศึกษา ส่วนในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ให้ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เมื่อการศึกษาทางโลกมีการเปลี่ยน แปลงอยู่เสมอ และมีความตระหนักที่จะนำศีลธรรมเข้าไปแก้ปัญหาของสังคม เช่น รัฐบาลได้ สนับสนุนให้พระเป็นครูสอนศีลธรรมในโรงเรียนทั่วประเทศเป็นต้น ดังนั้น กระบวนการจัดการ ศึกษาของคณะสงฆ์โดยเฉพาะพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและแผนกธรรม จึงควรที่จะมีการ เปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้าเป็นระบบ เพื่อจะได้รองรับเด็กที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ สามารถ เข้ามาศึกษาในคณะสงฆ์ และสามารถเทียบโอนกันได้ก็จะทำให้เด็กที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยู่แล้ว  ได้ศึกษาทั้งฝ่ายธรรมและฝ่ายโลกควบคู่กันไป และเป็นการสร้างศาสนทายาท และเปิดโอกาสให้เป็นทางเลือกใหม่ในการศึกษาของชาติ เพราะเหตุว่าการเรียนในโรงเรียนทั่วไปนั้นจะมี ปัญหาเรื่องยาเสพติด เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ถ้าเข้ามาบวชเรียนในวัด พระจัดการดูแลให้ คือ จัดศาสนศึกษาซึ่งเป็นการจัดการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรที่เข้ามาบวชเรียนเพื่อเป็นทางเลือก หนึ่งของผู้ต้องการให้ลูกของตนเองมีคุณธรรมและจริยธรรม เข้ามาบวชเรียนเพื่อที่จะเป็นพลเมืองดีของชาติ และรัฐจะต้องให้การสนับสนุนด้านงบประมาณเหมือนโรงเรียนทั่วไป 

ยิ่งขณะนี้  พระสังฆาธิการระดับต่าง  ๆ  ได้ตื่นตัวในการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ด้าน ต่าง ๆ ให้ทันกับเหตุการณ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์  (ปบ.ส.) ตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา พระสังฆาธิการ ทั่วประเทศได้ศึกษาหลักสูตร ปบ.ส. ๑ ปี และสามารถเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรี และขณะนี้มี พระสังฆาธิการได้เรียนจบปริญญาตรี และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท นับว่าเป็นหลักสูตรที่ ทำให้พระสังฆาธิการสนใจและศึกษาเป็นจำนวนมาก

สิ่งสำคัญ ผู้บริหารคณะสงฆ์ จะต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์โดยเฉพาะ หลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลีให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ที่สามารถรักษาสาระหลักสูตร เดิมไว้และสามารถเทียบโอนผลการเรียนกับการจัดการศึกษาสามัญทั่วไปของรัฐ มิฉะนั้นในทศวรรษ หน้า คณะสงฆ์จะเกิดวิกฤติขาดแคลนผู้เข้ามาบวชเรียนและสืบต่อพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรง ปัจจุบันนี้ การศึกษาในวงการคณะสงฆ์ได้พลิกโฉมหน้าไปอย่างมาก โดยได้มีการจัดการ ศึกษาสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอีก ไม่เหมือนสมัยดั้งเดิมที่เน้นอยู่เฉพาะการศึกษาแผนกนักธรรมและภาษา บาลีเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาปริยัติธรรมสายสามัญ และ มหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เพื่อเน้นให้พระสงฆ์มีความสมบูรณ์ทางความรู้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเน้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศด้วย 

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

บ้านเมืองตอนนี้ “อยู่ในเงาคราส” ครบเครื่อง ผู้คนจะรุ่มร้อน อึดอัดในอก หงุดหงิดง่ายโดยบางทีตัวเองก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้เป็นคนน่าทุเรศ อย่างนั้น เมื่อโมหะตัณหาบังตา-บังสติ

บ้านเมืองตอนนี้ “อยู่ในเงาคราส” ครบเครื่อง ผู้คนจะรุ่มร้อน อึดอัดในอก หงุดหงิดง่ายโดยบางทีตัวเองก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้เป็นคนน่าทุเรศ อย่างนั้น เมื่อโมหะตัณหาบังตา-บังสติ ก็ป่วยการยกเหตุ-ยกผลขึ้นมาพูดจากัน เข้าทำนอง “ยามหน้ามืด” ก็รู้ทั้งรู้ แต่กูชอบของกูอย่างนี้ ใครจะทำไม อะไรประมาณนั้น ฉะนั้น ก็ประกวดด่ากันชิงถ้วยไปพลางๆ ละกัน

ผมก็เหมือนกัน ขี้เกียจจะคุย นี่ถ้าไม่เกรงใจว่าหน้ากระดาษตรงนี้จะขาวโล่ง วันนี้ก็จะไม่อยากเขียนด้วยซ้ำ ขึ้นชื่อว่าขี้เกียจมันเหนือเหตุผลตลอดกาลแหละ!

อยู่ว่างๆ (ว่างเพราะขี้เกียจ) เลยหยิบผลตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในรอบ ๖ เดือน ครั้งที่ ๒ ของอาจารณ์คณิต ณ นคร ที่นำออกเผยแพร่มาอ่าน ย่อหน้าท้ายสุดในผลตรวจสอบ คอป.ระบุไว้อย่างนี้

“การละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมอันเป็นรากเหง้าของปัญหาเกิดจาก กรณีของ “คำวินิจฉัยศาลของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๔ ในคดี “ซุกหุ้น” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด

เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน ๒ คน ที่เคยลงมติว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลงไปวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดี ซ้ำศาลรัฐธรรมนูญยังนำเอาคะแนนเสียง ๒ เสียงหลังนี้ไปรวมกับคะแนนเสียงจำนวน ๖ เสียงที่วินิจฉัยว่า

พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหาว่า “ซุกหุ้น” แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้ และเป็นการเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรมของประเทศไทย

แต่ที่ผ่านมา รัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมาพากล หรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้

ดังนั้น คอป.จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คน ที่ว่านี้คือ นายผัน จันทรปาน และนายจุมพล ณ สงขลา!

ท่านจำกันได้มั้ย คดีซุกหุ้นทักษิณ อันเป็นต้นเหตุนำไปสู่ “จุดเปลี่ยน” ประเทศถึงทุกวันนี้ จากคำวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๔๔ ของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ๓ ส.ค.๔๔

ความจริงการลงมติครั้งนั้น ควรเป็น ๗ : ๖ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำผิดในข้อกล่าวหาว่าซุกหุ้น ไม่ใช่อย่างที่พลิกตาลปัตร ออกมาเป็นว่า ๘ : ๗ ทักษิณไม่ผิด!

เพราะอะไร?

เพราะตุลาการที่ลงมติมี ๑๕ คน มี ๗ คน วินิจฉัยว่าทักษิณผิด มี ๖ คนวินิจฉัยว่าไม่ผิด และมี ๒ คน คือนายผัน กับนายจุมพล ไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีว่าทักษิณผิดหรือไม่ผิด

แต่ด้วยความไม่ชอบมาพากลที่ คอป.เสนอให้ตรวจสอบเรื่องนี้ใหม่ การณ์กลับเป็นว่า เอา ๒ เสียง “เจ้าปัญหา” ที่ไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าผิดหรือไม่ผิดนั้น ไปรวมกับ ๖ เสียงข้างน้อย

จาก ๖ เสียงข้างน้อย ลากเอา ๒ ที่ไม่ได้วินิจฉัยไปรวมด้วย จากทักษิณผิด ๗ : ๖ กลายเป็นทักษิณไม่ผิด ไม่ได้ซุกหุ้น ๖ เสียง + ๒ เสียง “สายเดียวกัน” เลยกลายเป็นให้ทักษิณชนะด้วยเสียงข้างมาก ๘ : ๗!

๘ : ๗ นั้น เป็นตัวเลขไม่ชอบมาพากล “พลิกผัน” ประเทศไทยจนทุกวันนี้ ซึ่งเบื้องหลังอัปยศนั้น สร้างความขมขื่นให้กับประธานศาลรัฐธรรมนูญ “นายประเสริฐ นาสกุล” เป็นอย่างมาก ซึ่งท่านอยู่ใน ๗ เสียงที่วินิจฉัยว่าทักษิณผิด

วันนี้ไม่ประสงค์ให้อ่านเอามัน ประสงค์เพื่อการศึกษาประเด็นให้ชัดเจนขึ้น จะยกข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๔๔ ของ ศ.ดร.อมร รักษาสัตย์ ๑ ใน ๗ ตุลาการที่วินิจฉัยทักษิณผิด อันเป็นเสียงข้างน้อย มาให้อ่าน

๑.คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นมติขององค์คณะที่เข้าร่วมพิจารณากรณีนี้ เรียกกันว่าเป็น “คำวินิจฉัยรวม” ไม่ใช่คำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการเสียงข้างมากอย่างเดียว ฉะนั้น ต้องแสดงเหตุผลของมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย

คำวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๔๔ ขณะนี้มีแต่ความเห็น เหตุผล และคำวินิจฉัยของเสียงข้างมากถึง ๒๗ หน้ากระดาษ (หลังจากเขียนข้อเท็จจริงรวม ๘๐ หน้า ซึ่งตุลาการทุกคนร่วมกันพิจารณาจัดทำเป็นข้อเท็จจริงโดยสรุป) ส่วนความเห็นของเสียงข้างน้อย มีแต่เพียงว่า “ผู้ถูกร้องมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕” เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านและประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่า

(๑) ฝ่ายข้างน้อยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนเลย

(๒) ศาลรัฐธรรมนูญให้ประชาชนฟังความข้างเดียว แทนที่จะเสนอเหตุผลของทั้งสองฝ่าย

๒.เหตุผลของตุลาการฝ่ายข้างมากกว่าตุลาการข้างน้อย สามารถเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลได้อยู่แล้ว เป็นเหตุผลที่เอารัดเอาเปรียบข้างน้อยถึง ๒ ข้อ คือ

(๑) ในทางปฏิบัติ ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียกับกรณีนี้ ก็จะอ่านแต่คำวินิจฉัยกลาง ซึ่งยาวประมาณ ๑๐๗ หน้า แล้วนำผลการวินิจฉัยไปใช้บังคับเท่านั้น จะมีผู้อ่านคำวินิจฉัยส่วนบุคคล ๑๕ ฉบับ ซึ่งอาจยาวถึง ๑,๕๐๐ หน้า เพียงเล็กน้อย ฉะนั้น สังคมก็จะรับรู้เหตุผลของฝ่ายข้างมากถ่ายเดียว

(๒) ตุลาการฝ่ายข้างมากก็มีหน้าที่ต้องเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตนเองอยู่แล้วรวม ๘ ฉบับ ฝ่ายข้างน้อยจะเขียนได้เพียง ๗ ฉบับ

๓.คำวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๔๔ นี้ เป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุจำนวนคะแนนเสียงข้างมากต่อข้างน้อย คือ ๘ ต่อ ๗ และได้ระบุชื่อบุคคลของแต่ละฝ่ายไว้ด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่บรรจุความเห็นของฝ่ายข้างน้อยไว้เป็นส่วนหนึ่งของคำ วินิจฉัยรวมด้วย สังคมไทยจึงจะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และการให้โอกาสประชาชนได้เรียนรู้ เหตุผลของทั้งสองฝ่ายเสมอกัน

๔.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการแถลงด้วยวาจาและที่เป็นหนังสือ ไม่ตรงกัน คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำเป็นหนังสือเรียกว่า คำวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๔ นั้น ได้ทำขึ้นและลงนามในวันที่ ๒๐-๒๑ สิงหาคม มีความแตกต่างจากคำวินิจฉัยที่ตุลาการแต่ละคนแถลงด้วยวาจา เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๔

กล่าวคือ ในการแถลงด้วยวาจามีการแยกประเด็นข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง ออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยมีตุลาการ ๔ คน พิจารณาข้อกฎหมายว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งไปก่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงไม่เข้าข่ายมาตรา ๒๙๕ และว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอีก

ส่วนอีก ๔ คน พิจารณาข้อกฎหมายว่า ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามมาตรา ๒๙๑-๒๙๕ และได้พิจารณาในประเด็นข้อเท็จจริงว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ต่อจากนั้นจึงลงคะแนนเสียง ตุลาการท่านใดเห็นว่าผู้ถูกร้องมีความผิดหรือไม่ผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ ซึ่งผลการลงคะแนนว่า ไม่ผิด ๘ เสียง ผิด ๗ เสียง คำวินิจฉัยเสียงข้างมากจึงเป็นฝ่ายชนะตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ลงนามในภายหลังนี้ ไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดเจนเหมือนครั้งแถลงด้วยวาจา เพราะให้เหตุผลประกอบว่า ไม่จงใจฝ่าฝืนมาตรา ๒๙๕ เสีย ๒๖ หน้า มีเพียงครึ่งหน้าเท่านั้นที่อธิบายว่า มี ๔ คนที่เห็นว่า ไม่ต้องด้วยมาตรา ๒๙๕

จึงขอให้รวมข้อสังเกตนี้ไว้ในสำนวน และรายงานการประชุมด้วย

ครับ…ที่ผมนำ “ของยาก” มายัดเยียดตรงนี้ ประเด็นคือ ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า “ทักษิณเป็นคนใช้ไม่ได้-รกแผ่นดิน” จริงๆ

วันนี้ พ.ศ.๒๕๕๖ ด้วยตุลาการที่ “ซื้อไม่ได้” รับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไว้พิจารณาเท่านั้น ทักษิณไม่พอใจ
ประกาศ “ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ”!

แต่เมื่อ ๓ สิงหา ๔๔ ด้วยบางตุลาการที่ “ซื้อได้” วินิจฉัยให้ชนะคดีซุกหุ้น ทักษิณพอใจ

ประกาศ “รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ”!

“ยิ่งอยู่-ยิ่งหนักแผ่นดิน” คนแบบนี้!.

ที่มา ไทยโพสต์

——————————–

บังเอิญอะไรเช่นนี้ เมื่อป๋าขี้เกียจเขียน ผมก็รู้สึกขี้เกียจคิดพล้อตเรื่องเขียนในวันนี้เช่นกัน เลยขอให้วิธียอดนิยม ก็อบปี้-วาง ไว้พอ เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า ที่ถูกตั้งใจปล่อยผ่าน จนกระทั่งความเลวร้ายได้บังเกิด และแผ่ขยายอย่างไม่รู้สิ้นสุด สังคมไทยในวันนั้น อยู่ในภาวะลุ่มหลง แต่ในวันนี้ ผมเชื่อว่า เริ่มรู้ หรือรู้แล้ว

อะไรจะเกิด ก็ขอให้เกิด แต่ขอให้จบเสียทีนะ ให้มันเป็นไป แต่ไทยต้องไม่สิ้นชาติ

เนื้อเรื่องย่อ | Posted on by | ใส่ความเห็น

ทุนทางวัฒนธรรม

บทที่๖

ทุนทางวัฒนธรรม

วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท

เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ

๑.อธิบายความหมายของทุนทางวัฒนธรรมได้

๒.อธิบายองค์ประกอบของทุนทางวัฒนธรรมได้

๓.อธิบายความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรมได้

๔.เข้าใจสถานการณ์ของทุนทางวัฒนธรรมได้

๕.วิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมได้

๖.นำแนวทางพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมไปประยุกต์ใช้ได้

ขอบข่ายเนื้อหา

ความนำ

ความหมายและองค์ประกอบของทุนทางวัฒนธรรม

ความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรม

การประเมินสถานการณ์ทุนทางวัฒนธรรม

แนวโน้มและโอกาสพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม

แนวทางพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม

๖.๑ ความนำ

การพัฒนาทุนทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในการพัฒนาในการพัฒนาคนและสังคมไทยให้สามารถก้าวสู่สังคมความรู้ (Knowledge-Based Society) ได้อย่างรู้เท่าทันท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมโลก เนื่องจากประเทศไทยมีทุนทางสังคมที่ดีอยู่มากมาย สามารถนำมาเกื้อกูลให้คนไทยมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาซึ่งสังคมมีอยู่มากมายทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ทั้งที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ค่านิยม ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมที่ดีงามมาเป็นกลไกในการพัฒนาสังคม ทั้งนี้เพื่อการคงอยู่ของวัฒนธรรมไทยและการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับคนไทยอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความสมดุลทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การศึกษาทุนทางสังคม เป็นการศึกษาเดี่ยวกับคุณค่าที่มาพร้อมกับค่านิยม ความเชื่อ ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานสร้างสรรค์อันเกิดจากการศึกษาค้นคว้าจากผู้ทรงภูมิรู้ ซึ่ง ดิเรกปัทมสิริวัฒน์ ได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากทุนทางวัฒนธรรมก็คือ เป็นคุณค่าที่ช่วยให้สังคมดำรงอยู่อย่างสมดุล พึ่งพาอาศัยกัน สร้างสินค้าสาธารณะเพื่อใช้ร่วมกันแทนที่จะเป็นสังคมแห่งการแย่งชิง ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ เช่น ศิลปหัตถกรรม งานฝีมือ การแสดง ฯลฯ หรือมีประโยชน์ทางอ้อม เช่น สนับสนุนการท่องเที่ยว กรถ่ายทอดความรู้ในลักษณะ Tacit knowledge ผ่านทักษะและความชำนาญที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง รวมทั่งช่วยในการจัดระเบียบทางสังคม

ทุ่นทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เป็นองค์ประกอบหนึ่งของทุ่นทางสังคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องด้วยประเทศไทยมีความโดดเด่นและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีผู้มีความรู้ด้านภูมิปัญญาไทยมากมายกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ซึ่งหากสามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทุนดังกล่าวได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะนำมาซึ่งการสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

ดังนั้น การศึกษาทุนทางวัฒนธรรม จึงเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนได้เกิดแนวความคิดในการที่จะนำเอาวัฒนธรรมที่ดีงามมาพัฒนาให้เกิดคุณค่าและมูลค่า อันส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีงามในที่สุด

๖.๒ ความหมายและองค์ประกอบของทุนทางวัฒนธรรม

๖.๒.๑ ความหมายของทุนทางวัฒนธรรม

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ กล่าวถึงความหมายของทุนทางวัฒนธรรมว่า ทุ่นทางวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับคุณค่า ความรู้คู่ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์อันเกิดจากการค้นคว้าและค้นพบโดยผู้ทรงความรู้ในท้องถิ่น รวมทั้งค่านิยมและความเชื่อที่ผูกพันสังคม ทำให้เกิดการจัดระเบียบของสังคมหรือสร้างกฎกติกาที่เป็นคุณต่อสังคมโดยส่วนรวม รวมถึงกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง

สำนักพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต กล่าวว่า ทุนทางวัฒนธรรม คือ สิ่งที่ดีงามที่คนในอดีตคิด ทำขึ้น แสดงออกและสืบทอดด้วยการปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

สุนิสา ฉันท์รัตนโยธิน กล่าวว่า ทุนที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่มีนัยทางวัฒนธรรมเรียกว่า ทุ่นวัฒนธรรม (Cultural Capital)

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ให้ความหมายของทุนวัฒนธรรมไว้ว่า ทุนวัฒนธรรม หมายถึง ทุนที่ใช้ไปในการผลิตสินค้าและบริการที่มีนัยทางวัฒนธรรม สินค้าบริการใดที่มีวัฒนธรรมฝังตัวอยู่สินค้าและบริการเหล่านั้นคือสินค้าวัฒนธรรม (Cultural Products)

David ThrosBy ให้ความหมายของคำว่าทุนวัฒนธรรม ว่าหมายถึง ทรัพย์สินทางปัญญาที่สั่งสมมาในอดีต มีคุณค่าต่อมนุษย์และความต้องการของสังคมนอกเหนือจากการให้คุณค่าทางเศรษฐกิจ

กล่าวโดยสรุป ทุนทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่า ที่สั่งสมมาในอดีตและถ่ายทอดรุ่นต่อรุน ทั้งเป็นสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ โดยนำเอาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเหล่านั้นมาแปลงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่าที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อวิถีชีวิตและสังคมในที่สุด

๖.๒.๒ องค์ประกอบของทุ่นทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในอดีตคิด ทำขึ้น แสดงออกและสืบทอดด้วยการปฏิบัติ ซึ่งมีสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ จำแนกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ประกอบด้วย

๑.)เป็นมรดกตกทอด เกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ ประกอบด้วยสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ได้ อาทิ โบราณสถานขนาดใหญ่ กับสิ่งที่สามารถเคลื่อนที่ได้จำพวกวัตถุ บันทึกเล่าเรื่อง เป็นเอกสาร ตำนาน บันทึก เช่น ภาษามาลายูซึ่งเป็นภาษาของชาวใต้ บันทึกในศิลาจารึกฯ

๒.)เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษหรือเนื้อในของวัฒนธรรม เป็นการกระทำของมนุษย์ ประกอบด้วยเอกลักษณ์พิเศษในการทำมาหากิน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ภาษา กิริยา สำเนียงพูด ความเชื่อ ศาสนา ขนมธรรมเนียม จารีตประเพณี และพิธีกรรม สุนทรียศาสตร์-สุนทรียภาพ ซึ่งเป็นความสวยงามตามอารยธรรม ซึ่งควรมีการสืบาสนทำนุบำรุงให้คงอยู่ ระบบเครือญาติและระบบสังคม

๓.)ภูมิปัญญาดังเดิมและภูมิปัญญาสมัยใหม่ ได้แก่

๓.๑) ศาสตร์หรือความรู้ของบรรพชน อาทิ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์

๓.๒)ภาษาศาสตร์ และการคำนวณ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ฯลฯ หน่วยชั่ง ตวง วัด อาทิ คืบ วา ศอก

๓.๓)อาชีวศาสตร์ เป็นความรู้เกี่ยวกับการยังชีพ อาทิ เครื่องมือดักจับสัตว์ เครื่องการเกษตร เครื่องมือจับปลา เป็นต้น

๓.๔)ยุทธศาสตร์ในการป้องกันตนเองและการรักษาชีวิต เช่น มวยไทย ฟันดาบ กระบี่ กระบอง การเขียนตำราพิชัยสงคราม ฯลฯ

๓.๕)การเยียวยาชีวิตหรือแพทยศาสตร์ เช่น การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การทำและใช้สมุนไพร การนวดแผนโบราณ ฯลฯ

๓.๖)การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ โดยใช้ความรู้ในเชิงรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์และธรรมศาสตร์ เช่น ระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ฯลฯ

๓.๗)ศิลปะศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์รวมทางศิลปะที่สำคัญ

นอกจากนี้ Pierre Boourdieu อธิบายว่า ทุนวัฒนธรรมจะปรากฏตัวใน ๓ รูปแบบ คือ

๑)เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวคนหรือกลุ่มคน เช่น ความคิด จินตนาการ ความคิดริเริ่ม ความเชื่อ

๒)เป็นสิ่งที่เป็นรูปลักษณ์และเป็นตัวตน เช่น ภาพวาด เครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งก่อสร้าง สถานที่ที่เป็นมรดกโลก

๓)ความเป็นสถานบัน เช่น กติกา การยอมรับที่หลายๆ คนเห็นร่วมกัน เช่น การยอมรับในสถานบันกษัตริย์ วัด โรงเรียน ทำให้เกิดความสามัคคี ประเพณี หรือกิจกรรมร่วมกันของสังคม

โดยวัฒนธรรมถือเป็นทุนและต้นทุนที่สำคัญ เนื่องจากการก่อเกิดวัฒนธรรมแต่ละด้านจะมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว หากมีการพัฒนาหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมหรือมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องเหมาะสม ก็อาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมนั้นๆ ให้เสื่อมคุณค่าหรือสูญหายไปจากสังคม

๖.๓ ความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรม

ลักษณะสำคัญของทุนวัฒนธรรม มีดังนี้

๑)สิ่งที่ถือเป็น “สินค้าวัฒนธรรม” ต้องมีนัยทางวัฒนธรรมในด้านหนึ่งด้านใดไม่ว่าจะเป็นจารีต ขนบธรรมเนียบประเพณี ระบบความเชื่อและศรัทธา ระบบคุณค่า บรรทัดฐาน ทางจริยธรรม แบบแผนการดำรงชีวิต แบบแผนการบริโภค แบบแผนการพักผ่อนหย่อนใจการละเล่นและกีฬา การแต่งกาย วรรณกรรมและสิ่งพิมพ์ ศิลปะ ฯลฯ

๒)ทุนวัฒนธรรมมีขาหยั่งทั้งในกาคอุสาหกรรมและภาคบริการ ในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุสาหกรรมเครื่องแต่งกาย อุตสาหกรรมเครื่องใช้ในครัวเรือน ฯลฯ ในภาคบริการ เช่น การบริการสันทนาการ บริการอาหาร บริการการศึกษา ฯลฯ

๓)บรรดากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลุ่มทุนวัฒนธรรมหยั่งรากถึง ส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวของทุนอย่างสูงจึงมีอำนาจผูกขาดระดับหนนึ่ง

๔)กลุ่มทุนทางวัฒนธรรมมีการผนึกตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจด้วยการควบและครอบกิจการ แต่ยุทธวิธีสำคัญในช่วงหลังๆ ได้แก่ การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์

๕)กลุ่มทุนวัฒนธรรมแม้จะเป็นหัวหอกของกระแสโลกาภิวัฒน์ มักเลือกทำสัญญาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มทุนท้องถิ่น เพราะต้องการจะหาประโยชน์จากเครือข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มทุนท้องถิ่น ในบางสภาพการณ์ Localization ก็เป็นประโยชน์ต่อ Globalization ในการนี้อาจต้องปรับผลผลิตให้สอดคล้องกับรสนิยมและวัฒนธรรมท้องถิ่น

๖)กลุ่มทุนวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การทุ่มรายจ่ายในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และได้ผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่สำหรับสินค้าวัฒนธรรมบางประเภท วงจรชีวิตของสินค้าค่อนข้างสั้นหากไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ทดแทนชนิดเก่าได้ ก็ยากที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดหรือรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้

๗)กระบวนการสร้างอุปสงค์เป็นยุทธศาสตร์การตลาดที่สำคัญยิ่ง การสร้างความภักดีต่อยี่ห้อนับเป็นยุทธวิธีสำคัญในการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาด

สำนักพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ได้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรม ไว้ ๔ ประการ คือ

๑)เป็นที่รวมแห่งองค์ความรู้ที่มีในอดีตทั้งมวล

๒)เป็นที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์พิเศษและภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น

๓)เป็นที่ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี ศักดิ์ศรี ความภูมิใจของชุมชน หรือ ชนเผ่าทั้งหลาย

๔)วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ส่งเสริมความมั่งคั่ง

นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกความสำคัญของการนำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาโดยแยกออกเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดังนี้

๑)ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถนำวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเสริมสร้างการผลิตสินค้าและบริการได้โดยใช้แนวความคิดการสร้างสรรค์คุณค่า รวมถึงการสร้างตราสัญลักษณ์สินค้าไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ วัฒนธรรม เช่น งานฝีมือและของที่ระลึก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผลงานศิลปะทุกสาขา หรืออุตสาหกรรมศิลป์ สื่อสารและการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาทุนมนุษย์ และพิพิธภัณฑ์สถานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

๒)ด้านการพัฒนาสังคม สามารถนำวัฒนธรรมเรื่องระบบคุณค่า ค่านิยม ความเชื่อ จารีตประเพณีที่ดีงาม อาทิ ระบบเครือญาติ การมีจิตสำนึกสาธารณะ การมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปโน้มนำในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนซึ่งจะทำให้สังคมมีความจริงและสงบสุข

๓)ด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถนำวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมและภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติมาใช้ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพเดิมหรือมีความสมบรูณ์ได้มากขึ้น เช่น การทำฝายต้นน้ำ (Check Dam) ประเพณีสืบชะตาแม่น้ำ การเคารพผีปู่ตา ฯลฯ

๖.๔ การประเมินสถานการณ์ทุนทางวัฒนธรรม

การประเมินสถานการณ์ทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย พบว่า วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวนมากมีความหลากหลาย มีคุณค่า มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะท้องถิ่นซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้มากมาย หากแต่ยังขาดการอนุรักษ์ฟื้นฟูพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง อีกทั้งยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตและความเจริญรุ่งเรืองของสังคมไทย ดังนี้

๖.๔.๑ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ระบบคุณค่า ค่านิยม ความเชื่อ ภาษา จารีตประเพณี พิธีกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า สังคมไทยมีทุนทางวัฒนธรรมทีดีมากมาย แต่หลายอย่างในปัจจุบันเสื่อมถอยและสูญหายไปตามกาลเวลา สาเหตุสำคัญ คือ การขาดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ถ่ายทอด พัฒนาและต่อยอดอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง โดย

๑)ระบบคุณค่า ค่านิยมและความเชื่อที่ดีงาม ซึ่งเป็นตัวยึดโยงคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและสมดุล พบว่า

ด้านบวก

-สังคมไทยยอมรับความแตกต่างทางเชื้อชาติศาสนา คนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยเอื้อเฟื้อช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยไม่แบ่งแยก มีความเมตตากรุณา ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

-ประเทศไทยยังมีผู้พร้อมเสียสละเป็นอาสาสมัครทำงานเพื่อสังคมจำนวนมาก เห็นได้จากกรณีการเกิดภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหลายครั้ง จะมีการรณรงค์ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่ขาดสาย

ด้านลบ

-ปัจจุบันคนไทยและสังคมไทยให้ความสำคัญกับระบบคุณค่า ค่านิยมและความเชื่อที่ดีงามลดลง เช่น ความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด ความเอื้ออาทร การเคารพผู้ใหญ่ การให้ความสำคัญกับพรหมจารี การยึดมั่นในหลักศีลธรรมและความรู้ผิดชอบชั่วดี ฯลฯ

-ระบบสถาบันทีทำหน้าที่ขัดเกลาและปลูกฝังระบบคุณค่า ค่านิยม และความเชื่อที่ดีงามมีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพคนไทยลดลง โดย

(๑)สถาบันครอบครัว ที่มีความเป็นระบบเครือญาติ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทำหน้าที่ให้การอบรมเลี้ยงดู ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมให้แก่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีความเปราะบางมากขึ้น พิจารณาได้จากสถิติการหย่าร้างของคู่สมรสที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รูปแบบครอบครัวเป็นครอบครัวเดียวมากขึ้น พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ มีเวลาในการอยู่พร้อมหน้าและทำกิจกรรมร่วมกันน้อยลง

(๒)สถาบันการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้ความคิดและการอบรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เพื่อการดำเนินชีวิตให้กับเด็กและเยาวชนที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับระบบการเรียนการสอนที่วัดความความสำเร็จจากใบรับรองผลการศึกษา ใบประกาศนียบัตร หรือใบปริญญาบัตรมากกว่าสมมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ รวมถึงคุณธรรมและพฤติกรรมของผู้เรียน

(๓)สถาบันทางศาสนา เป็นผู้มีบทบาทในการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ เป็นที่ยึดเหนียวทางจิตใจให้ผู้คนในสังคมเป็นคนดี มีคุณธรรมและเอื้อต่อการพัฒนาระบบคุณค่าของสังคมไทย ยังไม่สามารถทำหน้าที่ในการชักจูงหรือเป็นแกนนำในการพัฒนาจิตใจด้านคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างเพียงพอ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักศาสนาอย่างแท้จริง บุคลากรทางศาสนาบางส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับพุทธพาณิชย์มากกว่าหลักธรรมคำสอน

(๔)สถาบันการเมืองการปกครอง ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและการบริหารประเทศยังมีการบริหารแบบรวมศูนย์ ภาครัฐยังมีบทบาทนำในการพัฒนา

(๕)สถาบันสื่อ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะระบบคุณค่า ค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมมีการนำเสนอภาพและสาระที่สร้างสรรค์และจรรโลงสังคมน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณสื่อที่นำเสนอทั้งหมด

๒)วัฒนธรรมการใช้ภาษาไทย ภาษาถิ่น และขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณีต่างๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นชาติไทยและคนไทย โดยเฉพาะภาษาพูด นั้นถือเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ในด้านประวัติศาสตร์ย่อมถือได้ว่าภาษาเป็นมรดกอันล้ำค่าทั้งตัวอักษรไทยและวรรณกรรมไทย ซึ่งรวบรวมและรองรับศิลปวัฒนธรรมไทยทุกด้านไว้ให้เราได้ศึกษาค้นคว้าและเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง พบว่า

-วัฒนธรรมการใช้ภาษาไทยของเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มด้านการพูดออกเสียงไม่ชัดเจนและนิยมใช้ศัพท์แสงหรือคำแปลกๆ มากขึ้น

-ขนบธรรมเนียมประเพณีได้ลดคุณค่าและสูญหายไปค่อนข้างมาก บางประเพณีที่มีและถือปฏิบัติสืบต่อกันมามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เข้ากับสังคมยุคใหม่และถูกนำมาใช้ในการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากขึ้น

๓)ภูมิปัญญาไทยหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เป็นฐานคิดและหลักเกณฑ์การกำหนดคุณค่าและจริยธรรมที่มีการสั่งสมสืบทอดกันมาอย่างยาวนานจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในการอยู่ร่วมกันของคนและธรรมชาติอย่างเกื้อกูล พบว่า

-ประเทศไทยมีผู้รู้ภูมิปัญญาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ มากมาย แต่ขาดการนำมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง

-ความรู้ภูมิปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายเรื่องได้สูญหายไปจากสังคมหลายเรื่องยังไม่ได้รับการพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง

-การพัฒนาความรู้และวัตกรรมจากภูมิปัญญา เพื่อใช้ในการพาณิชย์ยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย บางส่วนต่ออยู่ในมือคนต่างชาติ

-การผลิตสินค้าและบริการจากความรู้ภูมิปัญญาไทย ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อพัฒนารายได้มากกว่าการรักษาคุณค่าและรากฐานทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

-ประเทศไทยยังขาดการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของสินค้าไว้อย่างชัดเจน ขาดการบูรณาการระหว่างนโยบายและแผนงานต่างๆ

-ภาครัฐยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยค่อนข้างน้อย

clip_image002

๖.๔.๒ ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ประกอบด้วย โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมต่างๆ ที่ติดมากับอาคารโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงอุทยานประวัติศาสตร์ วัดในพระพุทธศาสนา และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ซึงถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดและนับเป็นทุ่นหรือมรดกของชาติที่สำคัญ พบว่า

๑)ประเทศไทยมีโบราณสถานสำคัญๆ มากมายกระจายอยู่ทุกพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายที่แสดงออกซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีในสมัยต่างๆ

๒)แหล่งวัฒนธรรมทางด้านศิลปกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกทำลายทั้งจากภัยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์

๓)การใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาแหล่งโบราณสถาน โบราณคดีและแหล่งประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยังขาดประสิทธิภาพ ขาดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชนและประชาชนทั้งในด้านการบริหารจัดการและดูแลรักษา

๖.๕ แนวโน้มและโอกาสการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม

clip_image004 clip_image006

แนวโน้มและโอกาสการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ประกอบด้วย

๖.๕.๑คนไทยและสังคมไทยมีความตื่นตัว เห็นคุณค่าและประโยชน์ของทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ว่าสามารถนำมาใช้เสริมสร้างวิถีชีวิตของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขยั่งยืนได้ ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีผู้รู้ภูมิปัญญามากมายกระจายทุกพื้นที่ คนไทยมีฝีมือมีความประณีตละเอียดอ่อนในงานศิลปะ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและโอกาสที่จะให้บุคคลเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ร่วมดูแล อนุรักษ์วัฒนธรรมของทองถิ่น รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย

๖.๕.๒ประเทศไทยมีนโยบายและแผนพัฒนาชาติ สนับสนุนทั้งแผนบริหารราชการแผ่นดิน แผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แผนพัฒนาการท่องเที่ยว รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๐

๖.๕.๓ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ระบบการค้าเสรีเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้และการสร้างสรรค์คุณค่า พัฒนาสินค้าและบริการบนพื้นฐานวัฒนธรรมไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เช่น การนวดแผนไทย สมุนไพรไทย อาหารไทย รวมถึงการพักผ่อนและท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมไทย ฯลฯ โดยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพและคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ในชุมชน

๖.๕.๔การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและโครงสร้างของการบริโภค การส่งออกของสินค้าและบริการของประเทศไทยในอนาคตขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการบริโภคของสังคมโลก และการวางแผนอย่างถูกต้องในการพัฒนาและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศต่างๆ ประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีแนวโน้มต้องการสินค้าและบริการเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น การดูแลสุขภาพ การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและการรักษาพยาบาล จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะพัฒนาสินค้าและบริการเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น การแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย รวมถึกการพักผ่อนและท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านสถานที่และบุคลากร

๖.๕.๕ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง กระแสการพัฒนาที่ยั่งยืนและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสาร เป็นความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและวิชาการ เกิดสัมพันธภาพที่ดีที่ก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนา และการบริหารจัดการด้านต่างๆ ในระดับนานาชาติ

๖.๕.๖กระแสโลกที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลดีต่อประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีโอกาสใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่นำไปสู่ความยั่งยืนรองรับความต้องการสินค้าและบริการด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและวัตถุดิบจากธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในระดับรากหญ้าให้เชื่อมโยงสู่เวทีโลก

๖.๕.๗ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะช่วยสร้างโอกาสการตลาด และการเรียนรู้ให้กับผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมและเจ้าของภูมิปัญญาในการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน รวมถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าบริการ และงานด้านศิลปวัฒนธรรมสู่โลกภายนอกได้อย่างรวดเร็ว

๖.๖แนวทางพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม

เพื่อให้มีการนำทุนทางวัฒนธรรมไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการ เสริมสร้างทุนทางสังคม จึงกำหนดแนวทางในการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม ดังนี้

๖.๖.๑การฟื้นฟู ถอดคุณค่า พัฒนา และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอย่างเป็นระบบ โดย

๑)ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งที่อยู่ในวิถีชุมชนให้ออกมาอย่างเป็นระบบ

๒)พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญากับนโยบายหรือโครงการสำคัญของประเทศ

๓)ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมต่อภูมิปัญญา

๔)สนับสนุนกระบวนการขยายผลนำภูมิปัญญาไปใช้ในทางปฏิบัติและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

๕)ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนหรือเศรษฐกิจของชาวบ้านที่เกิดจากใช้ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและพัฒนาไปสู่เครือข่ายวิสาหกิจชมชน

๖)ส่งเสริมคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นและความต้องการของตลาด

๗)ให้มีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ วิธีการ ขั้นตอนการจดทะเบียนลิขสิทธ์และสิทธิบัตรทางปัญญาแก่ชุมชนอย่างกว้างขวาง

๘)สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีกันนานาประเทศ

๖.๖.๒การจัดการองค์ความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาแก่ประชาชนย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดย

clip_image008 clip_image010

๑)สร้างและพัฒนาแหล่งและกระบวนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ง่าย โดยสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด หอศิลป์ อุทยานแห่งการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ที่มีชีวิตชีวา เป็นต้น

๒)จัดทำฐานข้อมูล แผนที่นำทางหรือทำเนียบทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง ครบถ้วนที่สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก

๓)จัดให้มีหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับทั้งในและนอกระบบโรงเรียน

๔)ส่งเสริมการเสริมสร้างค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์แก่ประชาชนโดยให้มีการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมและจารีตประเพณีที่ดีงามอย่างเป็นระบบ

๕)รณรงค์ฟื้นฟูระบบคุณค่า ค่านิยม และความเชื่อที่ดีงามให้มีความเข้มแข็งในสังคมไทย เช่น การประหยัดอดออม การกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ความสามัคคี ฯลฯ

๖)ส่งเสริมให้มีการใช้วัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ภาษาถิ่น การลงแขก การเคารพผีปู่ตา การจัดการแหล่งน้ำผ่านระบบเหมืองฝาย ประเพณีสืบชะตาป่าและลุ่มน้ำ ฯลฯ

๗)ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี เอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่เป็นมรดกและมีคุณค่าของท้องถิ่นและชาติอย่างเป็นระบบ

๘)ใช้สื่อสารมวลชลและเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบที่มีอยู่ในการเผยแพร่ข่าวสาร และความรู้ด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง

๙)ปรับสถาบันและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟู ต่อยอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น

๑๐)รณรงค์ ประชาสัมพันธ์สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคมในการพัฒนาและเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมของชาติ

๑๑)ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนางานด้านวัฒนธรรมอย่างบรูณาการและให้มีการนำผลการวิจัยไปเผยแพร่และใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง

๖.๖.๓การเสริมสร้างระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและเอื้ออำนวยต่อการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรม โดย

๑)ระดมพลังทุกภาคส่วนในรูปแบบต่างๆ เพื่อพัฒนางานวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น การนำทรัพยากรทางวัฒนธรรมมาใช้ประโยชน์ การลงทุนทางวัฒนธรรม ฯลฯ

๒)กระจายอำนาจ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการดำเนินงานวัฒนธรรมของตนเอง

๓)ปรับแก้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้าง การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม

๔)สนับสนุนสภาวัฒนธรรมทั้งในระดับจังหวัด และระดับภูมิภาคให้เข้ามามีบทบาทหลักในการเป็นศูนย์กลางด้านการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม การดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เป็นต้น

สรุปท้ายบท

ทุนทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีมูลค่าและให้คุณค่าต่อวิถีชีวิตของสังคม ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ทุนทางวัฒนธรรมหลายเรื่องมีความเป็นนามธรรมสูง เช่นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เป็นพลวัตร (Dynamic) สามารถเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดข้ามสังคม กลุ่มคน สถานที่ และเวลาได้ตลอด การนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยมาพัฒนาและใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแระเทศต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญ คือการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม การพัฒนาวัฒนธรรมอย่างเป็นองค์รวม การสร้างความสมดุลและความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

เนื่องจากทุนทางวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจมีผลมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ของสังคมโลก การเลื่อนไหลหรือการกระจายทางวัฒนธรรม จึ่งก่อให้เกิดการการผสมผสานทางวัฒนธรรม การปลูกฝังให้เยาวชนได้ตระหนักถึงวัฒนธรรมที่ดีงามของชุมชนและของท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องอาศัยสถาบันทางสังคม และทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุม เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมปลูกฝังและส่งเสริมให้มีให้เกิดขึ้น เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมที่ดีงามเพื่อสืบสานและพัฒนาต่อเนื่องสืบไป

โพสท์ใน ศาสนา | ใส่ความเห็น

ทำไมจึงเรียกขนมจีน

 

ขนมจีน อาหารประเภทเส้นทานคู่กับน้ำยาต่าง ๆ ทั้งที่เป็นอาหารคาวแต่ทำไมเรียกขนม แล้วมาจากจีนหรือเปล่า วันนี้มีเฉลย

ขนมจีน อาหารคาวชนิดหนึ่งของไทย เวลารับประทานต้องทานคู่กันระหว่างเส้นขนมจีนยาว ๆ สีขาวที่ทำจากแป้งกับน้ำยาชนิดต่าง ๆ มากมาย ทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาป่า หรือแกงเขียวหวาน เป็นต้น ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น แกล้มกับผักสด เช่น กะหล่ำปลี ถั่วงอก ผักดอง แตงกวา ฯลฯ มองดูแล้ว นี่ไม่ใช่ขนมสักนิด และก็ไม่น่าจะมาจากประเทศจีนด้วย แล้วชื่อ “ขนมจีน” มาจากไหน
ขนมจีน ไม่ได้มาจากประเทศจีน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า “คนอมจิน” ซึ่งเป็นภาษามอญ “คนอม” หมายถึง จับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ส่วน “จิน” แปลว่า ทำให้สุก คำว่า “คนอม” น่าจะใกล้เคียงกับคำในภาษาไทยว่า “เข้าหนม” แปลว่าข้าวที่นำมานวดให้เป็นแป้งเสียก่อน ซึ่งภายหลังน่าจะกร่อนเป็น “ขนม” จริง ๆ แล้ว ขนม ในความหมายดั้งเดิมจึงมิใช่ของหวานอย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน ขนม หรือ หนม ในภาษาเขมร หรือ คนอม ในภาษามอญหมายถึงอาหารที่ทำจากแป้ง ดังนั้นขนมจีน จึงน่าจะเพี้ยนมาจาก คนอมจิน
ดั้งเดิมทีเดียวขนมจีนเป็นอาหารมอญ แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ชนชาติอื่น ๆ จนเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมจนกระทั่งถึงปัจจุบัน สามารถหาทานได้ทั่วไป ภาษาเหนือเรียกขนมจีนว่า “ขนมเส้น” ภาษาอีสาน เรียกว่า “ข้าวปุ้น”.

โพสท์ใน สุขภาพและความสุขสมบูรณ์ | ใส่ความเห็น